คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 220/2567 ฉบับเต็ม

#703983
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 220/2567 นางสาว ส. โจทก์ นาย จ. กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 4, มาตรา 1349 ทางจำเป็นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 เป็นการจำกัดหรือลิดรอนอำนาจแห่งกรรมสิทธิ์ที่ดินของผู้อื่น จึงต้องแปลความโดยเคร่งครัด แม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ยังคงมีสภาพเป็นทางสาธารณะ แม้การสัญจรจะไม่สะดวกและไม่สอดคล้องกับความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองเท่าการสัญจรทางบกก็ไม่ทำให้สิ้นสภาพเป็นทางสาธารณะไป ทางพิพาทในที่ดินของจำเลยทั้งสี่จึงไม่เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2549 ของจำเลยทั้งสี่เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่รื้อถอนสิ่งกีดขวางระหว่างที่ดินของโจทก์และจำเลยทั้งสี่ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติ ให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการโดยจำเลยทั้งสี่เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย จำเลยทั้งสี่ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง หากศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่เปิดทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ ขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าทดแทนเป็นเงิน 1,000,000 บาท โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสี่เปิดทางพิพาทบนที่ดินโฉนดเลขที่ 2549 ให้เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 2550 จากที่ดินของโจทก์โฉนดดังกล่าวไปจดทางหลวงหมายเลข 3118 กับให้จำเลยทั้งสี่รื้อถอนต้นไม้และสิ่งกีดขวางทางพิพาทด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสี่ และให้โจทก์ชำระเงินค่าทดแทน 200,000 บาท แก่จำเลยทั้งสี่ คำขออื่นของโจทก์ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยทั้งสี่ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2550 ตำบลบางไทร อำเภอบางไทร (เสนาน้อย) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำเลยทั้งสี่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดเลขที่ 2549 ตำบลบางไทร อำเภอบางไทร (เสนาน้อย) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2562 จำเลยทั้งสี่แบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินดังกล่าวตามเนื้อที่ที่แต่ละคนครอบครองโดยทางราชการออกโฉนดที่ดินเลขที่ 40507, 4058, 4059 และเลขที่ 40510 ตำบลบางไทร อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้แก่จำเลยทั้งสี่ ที่ดินแปลงคงโฉนดเลขที่ 2549 เหลือเนื้อที่ 1 งาน 10.30 ตารางวา ซึ่งเป็นทางพิพาทที่จำเลยทั้งสี่กันไว้เป็นทางออกสู่ทางหลวงหมายเลข 3118 ที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 2550 ด้านทิศเหนือติดทางพิพาทและที่ดินของจำเลยที่ 2 โฉนดเลขที่ 40507 ด้านทิศใต้ติดที่ดินของนางนฤมล ด้านทิศตะวันตกติดที่ดินของจำเลยที่ 3 โฉนดเลขที่ 40509 และที่ดินของจำเลยที่ 4 โฉนดเลขที่ 40510 ส่วนด้านทิศตะวันออกติดแม่น้ำเจ้าพระยา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 2550 ของโจทก์หรือไม่ จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า แม่น้ำเจ้าพระยา(แม่น้ำแควน้อย) ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินโจทก์ด้านทิศตะวันออกมีน้ำตลอดทั้งปี ไม่ได้ตื้นเขิน ปัจจุบันยังมีชาวบ้านหรือผู้คนใช้เรือสัญจรไปมาเพียงแต่น้อยกว่าแต่ก่อน ยังมีสภาพเป็นทางสาธารณะ ทางพิพาทจึงไม่เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ที่ดินแปลงใดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมรอบอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินแปลงนั้นจะผ่านที่ดินซึ่งล้อมรอบอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ และวรรคสอง บัญญัติว่า ที่ดินแปลงใดมีทางออกได้แต่เมื่อต้องข้ามสระ บึง หรือทะเลหรือมีที่ชันอันระดับที่ดินกับทางสาธารณะสูงกว่ากันมากไซร้ ท่านว่าให้ใช้ความในวรรคต้นบังคับ ตามบทบัญญัติดังกล่าวทางสาธารณะมิได้จำกัดแต่เฉพาะทางบกเท่านั้น ทางน้ำก็เป็นทางสาธารณะได้ แม้โจทก์จะเบิกความว่า ปัจจุบันไม่สามารถใช้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นทางสัญจรได้เนื่องจากบริเวณที่ดินของโจทก์ไม่มีเรือโดยสารหรือเรือข้ามฟาก ประชาชนในละแวกนั้นต่างใช้ถนนหลวงหมายเลข 3118 สัญจรไปมา แต่กลับได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านว่า น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีตลอดปีและมีเรือบรรทุกทรายสัญจรไปมา นายประสานพยานโจทก์ซึ่งมีบ้านพักอาศัยอยู่บนที่ดินที่ติดกับที่ดินของจำเลยที่ 1 และทางพิพาทก็เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านได้ความว่า แม่น้ำเจ้าพระยามีน้ำตลอดทั้งปี ไม่ได้ตื้นเขิน ยังมีผู้คนใช้สัญจรอยู่ เพียงแต่น้อยกว่าแต่ก่อน เรือขนสินค้าก็ใช้สัญจรด้วย และแต่เดิมที่ดินของโจทก์ใช้ทางเข้าออกทางน้ำเป็นหลัก เจือสมทางนำสืบของจำเลยทั้งสี่ว่า แม่น้ำเจ้าพระยายังมีผู้คนใช้สัญจรและโจทก์สามารถใช้ทางน้ำได้ เพียงแต่การสัญจรทางน้ำไม่สะดวกเท่าทางบก พยานหลักฐานจำเลยทั้งสี่มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานโจทก์ คดีรับฟังได้ว่า แม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ยังคงมีสภาพเป็นทางสาธารณะ แม้การสัญจรทางแม่น้ำเจ้าพระยาจะไม่สะดวกไม่สอดคล้องกับความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองเท่าการสัญจรทางบกก็ไม่ทำให้แม่น้ำเจ้าพระยาสิ้นสภาพเป็นทางสาธารณะไป เมื่อทางจำเป็นเป็นการจำกัดและลิดรอนอำนาจกรรมสิทธิ์ที่ดินของบุคคลอื่น จึงต้องแปลความโดยเคร่งครัด เช่นนี้ ที่ดินของโจทก์ซึ่งติดกับแม่น้ำเจ้าพระยาโดยสภาพที่ยังเป็นทางสาธารณะอยู่นั้นไม่ต้องด้วยบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคสอง ที่การออกสู่ทางสาธารณะของโจทก์ต้องข้าม สระ บึง ทะเลหรือสภาพยากลำบากในทำนองเดียวกันดังที่โจทก์แก้ฎีกา ทางพิพาทจึงไม่เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 2550 ของโจทก์ และจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของทางพิพาทไม่มีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนการใช้ทางจำเป็นตามมาตรา 1349 วรรคท้าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยทั้งสี่เปิดทางพิพาทให้เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์และให้โจทก์ใช้ค่าทดแทน 200,000 บาท แก่จำเลยทั้งสี่นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้น พิพากษากลับให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งทั้งสามศาลให้เป็นพับ (อนันต์ คงบริรักษ์-พงษ์รัตน์ เครือกลิ่น-ปิยนุช จรูญรัตนา) - - แหล่งที่มา หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.669/2566 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
703983
courts
[
    {
        "court": "-",
        "judge": ""
    },
    {
        "court": "-",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081942266"
    }
}
date
2567
deka_no
220/2567
deka_running_no
220
deka_year
2567
department
แผนก
judges
[
    "อนันต์ คงบริรักษ์",
    "พงษ์รัตน์ เครือกลิ่น",
    "ปิยนุช จรูญรัตนา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 4",
            "ม. 1349"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาว ส."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย จ. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 2549 ของจำเลยทั้งสี่เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสี่รื้อถอนสิ่งกีดขวางระหว่างที่ดินของโจทก์และจำเลยทั้งสี่ หากจำเลยทั้งสี่ไม่ปฏิบัติ ให้โจทก์เป็นผู้ดำเนินการโดยจำเลยทั้งสี่เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

จำเลยทั้งสี่ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง หากศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสี่เปิดทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ ขอให้บังคับโจทก์ชดใช้ค่าทดแทนเป็นเงิน 1,000,000 บาท

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง และยกฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งในส่วนฟ้องและฟ้องแย้งให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยทั้งสี่เปิดทางพิพาทบนที่ดินโฉนดเลขที่ 2549 ให้เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 2550 จากที่ดินของโจทก์โฉนดดังกล่าวไปจดทางหลวงหมายเลข 3118 กับให้จำเลยทั้งสี่รื้อถอนต้นไม้และสิ่งกีดขวางทางพิพาทด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสี่ และให้โจทก์ชำระเงินค่าทดแทน 200,000 บาท แก่จำเลยทั้งสี่ คำขออื่นของโจทก์ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมตามฟ้องและฟ้องแย้งทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสี่ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2550 ตำบลบางไทร อำเภอบางไทร (เสนาน้อย) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำเลยทั้งสี่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมที่ดินโฉนดเลขที่ 2549 ตำบลบางไทร อำเภอบางไทร (เสนาน้อย) จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2562 จำเลยทั้งสี่แบ่งกรรมสิทธิ์รวมที่ดินดังกล่าวตามเนื้อที่ที่แต่ละคนครอบครองโดยทางราชการออกโฉนดที่ดินเลขที่ 40507, 4058, 4059 และเลขที่ 40510 ตำบลบางไทร อำเภอบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้แก่จำเลยทั้งสี่ ที่ดินแปลงคงโฉนดเลขที่ 2549 เหลือเนื้อที่ 1 งาน 10.30 ตารางวา ซึ่งเป็นทางพิพาทที่จำเลยทั้งสี่กันไว้เป็นทางออกสู่ทางหลวงหมายเลข 3118 ที่ดินของโจทก์โฉนดเลขที่ 2550 ด้านทิศเหนือติดทางพิพาทและที่ดินของจำเลยที่ 2 โฉนดเลขที่ 40507 ด้านทิศใต้ติดที่ดินของนางนฤมล ด้านทิศตะวันตกติดที่ดินของจำเลยที่ 3 โฉนดเลขที่ 40509 และที่ดินของจำเลยที่ 4 โฉนดเลขที่ 40510 ส่วนด้านทิศตะวันออกติดแม่น้ำเจ้าพระยา

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสี่ว่า ทางพิพาทเป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 2550 ของโจทก์หรือไม่ จำเลยทั้งสี่ฎีกาว่า แม่น้ำเจ้าพระยา(แม่น้ำแควน้อย) ซึ่งอยู่ติดกับที่ดินโจทก์ด้านทิศตะวันออกมีน้ำตลอดทั้งปี ไม่ได้ตื้นเขิน ปัจจุบันยังมีชาวบ้านหรือผู้คนใช้เรือสัญจรไปมาเพียงแต่น้อยกว่าแต่ก่อน ยังมีสภาพเป็นทางสาธารณะ ทางพิพาทจึงไม่เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ที่ดินแปลงใดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมรอบอยู่จนไม่มีทางออกถึงทางสาธารณะได้ไซร้ ท่านว่าเจ้าของที่ดินแปลงนั้นจะผ่านที่ดินซึ่งล้อมรอบอยู่ไปสู่ทางสาธารณะได้ และวรรคสอง บัญญัติว่า ที่ดินแปลงใดมีทางออกได้แต่เมื่อต้องข้ามสระ บึง หรือทะเลหรือมีที่ชันอันระดับที่ดินกับทางสาธารณะสูงกว่ากันมากไซร้ ท่านว่าให้ใช้ความในวรรคต้นบังคับ ตามบทบัญญัติดังกล่าวทางสาธารณะมิได้จำกัดแต่เฉพาะทางบกเท่านั้น ทางน้ำก็เป็นทางสาธารณะได้ แม้โจทก์จะเบิกความว่า ปัจจุบันไม่สามารถใช้แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นทางสัญจรได้เนื่องจากบริเวณที่ดินของโจทก์ไม่มีเรือโดยสารหรือเรือข้ามฟาก ประชาชนในละแวกนั้นต่างใช้ถนนหลวงหมายเลข 3118 สัญจรไปมา แต่กลับได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านว่า น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยามีตลอดปีและมีเรือบรรทุกทรายสัญจรไปมา นายประสานพยานโจทก์ซึ่งมีบ้านพักอาศัยอยู่บนที่ดินที่ติดกับที่ดินของจำเลยที่ 1 และทางพิพาทก็เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสี่ถามค้านได้ความว่า แม่น้ำเจ้าพระยามีน้ำตลอดทั้งปี ไม่ได้ตื้นเขิน ยังมีผู้คนใช้สัญจรอยู่ เพียงแต่น้อยกว่าแต่ก่อน เรือขนสินค้าก็ใช้สัญจรด้วย และแต่เดิมที่ดินของโจทก์ใช้ทางเข้าออกทางน้ำเป็นหลัก เจือสมทางนำสืบของจำเลยทั้งสี่ว่า แม่น้ำเจ้าพระยายังมีผู้คนใช้สัญจรและโจทก์สามารถใช้ทางน้ำได้ เพียงแต่การสัญจรทางน้ำไม่สะดวกเท่าทางบก พยานหลักฐานจำเลยทั้งสี่มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานโจทก์ คดีรับฟังได้ว่า แม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งอยู่ติดกับที่ดินของโจทก์ยังคงมีสภาพเป็นทางสาธารณะ แม้การสัญจรทางแม่น้ำเจ้าพระยาจะไม่สะดวกไม่สอดคล้องกับความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองเท่าการสัญจรทางบกก็ไม่ทำให้แม่น้ำเจ้าพระยาสิ้นสภาพเป็นทางสาธารณะไป เมื่อทางจำเป็นเป็นการจำกัดและลิดรอนอำนาจกรรมสิทธิ์ที่ดินของบุคคลอื่น จึงต้องแปลความโดยเคร่งครัด เช่นนี้ ที่ดินของโจทก์ซึ่งติดกับแม่น้ำเจ้าพระยาโดยสภาพที่ยังเป็นทางสาธารณะอยู่นั้นไม่ต้องด้วยบทบัญญัติประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 วรรคสอง ที่การออกสู่ทางสาธารณะของโจทก์ต้องข้าม สระ บึง ทะเลหรือสภาพยากลำบากในทำนองเดียวกันดังที่โจทก์แก้ฎีกา ทางพิพาทจึงไม่เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 2550 ของโจทก์ และจำเลยทั้งสี่ซึ่งเป็นเจ้าของทางพิพาทไม่มีสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ใช้ค่าทดแทนการใช้ทางจำเป็นตามมาตรา 1349 วรรคท้าย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้จำเลยทั้งสี่เปิดทางพิพาทให้เป็นทางจำเป็นแก่ที่ดินของโจทก์และให้โจทก์ใช้ค่าทดแทน 200,000 บาท แก่จำเลยทั้งสี่นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสี่ฟังขึ้น

พิพากษากลับให้ยกฟ้องและฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสี่ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000038.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.669/2566
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2567