คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 406/2567 ฉบับเต็ม

#703995
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 406/2567 นาย ก. โจทก์ นาย ศ. จำเลย ป.อ. มาตรา 328, มาตรา 329 (3) ข้อความที่จำเลยพิมพ์ลงในเว็บไซต์เฟซบุ๊กเป็นการรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการแต่งตั้งโจทก์เป็นปลัดกระทรวง อ. ซึ่งก่อนหน้านั้นโจทก์ถูกตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องการนำรถยนต์ราชการไปใช้ในกิจกรรมส่วนตัว แต่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงวินิจฉัยว่าเป็นความผิดทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ข้อความที่จำเลยพิมพ์ลงในเว็บไซต์เฟซบุ๊กตามฟ้องจึงเป็นการนำเสนอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง มิใช่เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยสร้างขึ้นเอง โดยจำเลยเปรียบเทียบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงของต้นสังกัดกับแนวการวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต่อการกระทำในทำนองเดียวกัน และจำเลยแสดงความคิดเห็นแตกต่างจากคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ข้อความที่จำเลยพิมพ์ลงในเว็บไซต์เฟซบุ๊กจึงมิใช่ความเท็จและเป็นการตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมในการแต่งตั้งโจทก์เป็นปลัดกระทรวง อ. พร้อมกับขอให้นาย ม. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรติดตามผลในเรื่องดังกล่าว ตำแหน่งปลัดกระทรวงเป็นตำแหน่งสูงสุดของข้าราชการประจำในกระทรวงมีหน้าที่ควบคุมกำกับและบริหารงานให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบของข้าราชการ ตลอดจนนโยบายของรัฐบาล จึงนับว่าเป็นบุคคลสำคัญที่อยู่ในสายตาของสาธารณะ การวิพากษ์วิจารณ์ถึงความรู้ความสามารถ ตลอดจนจริยธรรมและคุณธรรม และการติดตามผลการปฏิบัติงานในหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวโดยสุจริตย่อมเป็นเรื่องปกติที่ประชาชนทั่วไปสามารถกระทำได้ เพราะการทำงานของบุคคลในตำแหน่งดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อนโยบายสาธารณะและผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน การที่จำเลยติดตามผลการสอบสวนข้อเท็จจริงภายในกระทรวง หรือมีหนังสือร้องเรียนถึงผู้ตรวจการแผ่นดินหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการของปลัดกระทรวง รวมทั้งการพิมพ์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์การแต่งตั้งโจทก์ให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวในเว็บไซต์เฟซบุ๊กย่อมเป็นส่วนหนึ่งของการแจ้งให้ผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายใช้ดุลพินิจตรวจสอบบุคคลสาธารณะ การกระทำของจำเลยเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริตติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งบุคคลอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ ตาม ป.อ. มาตรา 329 (3) ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ลงโทษจำคุก 1 ปี จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง อ. เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2564 จำเลยใช้ชื่อบัญชีในเว็บไซต์เฟซบุ๊กว่า "ศ." พิมพ์ข้อความลงในเว็บไซต์เฟซบุ๊กว่า "#ท่าน ม. หัวหน้าพรรค ท. #ขอติดตามความคืบหน้ากรณีแต่งตั้งปลัดกระทรวงที่อยู่ระหว่างการถูกสอบ #ขัดคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ออกเมื่อ 27 มีนาคม 2561 #ใครต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ผ่านมา 2 ปีแล้วจะปล่อยให้ความไม่ถูกต้องอยู่แบบนี้หรือ #ขอขอบคุณภาพและข่าวจากสำนักข่าวไทยอสมท ท่าน สส. ม. เรื่องนี้ท่านต้องติดตามนะครับว่าสรุปแล้วเป็นอย่างไรเท่าที่ทราบว่ามีการตั้งกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงแล้วและกรรมการสรุปแล้วว่ามีความผิดจริงแต่เป็นความผิดเล็กน้อย ขอโทษนะครับถ้าเป็นมาตรฐานความผิดที่ ปปช. ลงดาบมาตลอดสำหรับการใช้รถหลวง ใช้เวลาหลวงไปใช้ในกิจการส่วนตัว ปปช. ไม่ไล่ออกก็ให้ออกครับไม่ใช่ความผิดเล็กน้อยแบบนี้ คงต้องอาศัยท่าน สส. ม. สส.ขวัญใจประชาชนติดตามความคืบหน้าในเรื่องนี้ด้วยนะครับ "# "ม." แจ้งความดำเนินคดีรมต.-ปลัดอุตฯ-สำนักข่าวไทย "อสมท" ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณาตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ เห็นว่า ลำพังข้อความดังกล่าวเป็นการรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการแต่งตั้งปลัดกระทรวง อ. ซึ่งก่อนหน้านั้นถูกตั้งกรรมการสอบสวนสรุปว่าทำผิดระเบียบราชการแต่เป็นความผิดเล็กน้อย และเปรียบเทียบผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. สำหรับข้อความที่จำเลยพิมพ์ลงในเว็บไซต์เฟซบุ๊ก นั้น โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าเป็นความเท็จ ในขณะที่จำเลยนำสืบได้ความว่า เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2562 และวันที่ 7 สิงหาคม 2562 หนังสือพิมพ์ลงข่าวเรื่องที่ ม. ให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์และแถลงข่าวว่ามีข้าราชการระดับสูงของกระทรวง อ. ตั้งแต่อธิบดี รองอธิบดี ผอ.สำนัก และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องใช้รถยนต์ราชการไปตีกอล์ฟที่จังหวัดนครนายกในเวลาราชการเมื่อวันศุกร์ที่ 22 มีนาคม 2562 เวลา 9 ถึง 22 นาฬิกา และต่อมาปลัดกระทรวง อ. มีหนังสือแจ้ง ม. ว่า การกระทำของอธิบดีกรม ส. ซึ่งไปร่วมกิจกรรมเล่นกอล์ฟเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2562 ตามหนังสือร้องเรียนของ ม. มิได้ลาตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ. 2555 มีมูลเป็นความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง เมื่อตามประวัติการทำงานของโจทก์ระบุว่า โจทก์เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรม ส. และโจทก์มิได้โต้แย้งว่าโจทก์ไม่ใช่อธิบดีกรม ส. ตามหนังสือฉบับดังกล่าว จึงรับฟังได้ว่าก่อนที่โจทก์ได้รับแต่งตั้งเป็นปลัดกระทรวง อ. โจทก์ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรม ส. และถูกตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องการนำรถยนต์ราชการไปใช้ในกิจกรรมส่วนตัว แต่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงวินิจฉัยว่าเป็นความผิดทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ข้อความที่จำเลยพิมพ์ลงในเว็บไซต์เฟซบุ๊กตามฟ้องจึงเป็นการนำเสนอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง มิใช่เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยสร้างขึ้นเอง โดยจำเลยเปรียบเทียบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงของต้นสังกัดกับแนวการวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต่อการกระทำในทำนองเดียวกัน และจำเลยแสดงความคิดเห็นแตกต่างจากคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ข้อความที่จำเลยพิมพ์ลงในเว็บไซต์เฟซบุ๊กจึงมิใช่ความเท็จและเป็นการตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมในการแต่งตั้งโจทก์เป็นปลัดกระทรวง อ. พร้อมกับขอให้ ม. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรติดตามผลในเรื่องดังกล่าว ปัญหาต่อไปว่า จำเลยแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต หรือมีเจตนาชั่วร้ายประสงค์จะให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังหรือไม่ นั้น เห็นว่า ตำแหน่งปลัดกระทรวง อ. เป็นตำแหน่งสูงสุดของข้าราชการประจำในกระทรวง อ. มีหน้าที่ควบคุมกำกับและบริหารงานให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบของทางราชการ ตลอดจนนโยบายของรัฐบาล จึงนับว่าเป็นบุคคลสำคัญที่อยู่ในสายตาของสาธารณะ การวิพากษ์วิจารณ์ถึงความรู้ความสามารถ ตลอดจนจริยธรรมและคุณธรรม และการติดตามผลการปฏิบัติงานในหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวโดยสุจริตย่อมเป็นเรื่องปกติที่ประชาชนทั่วไปสามารถกระทำได้ เพราะการทำงานของบุคคลในตำแหน่งดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อนโยบายสาธารณะและผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ดังนั้นการที่จำเลยติดตามผลการสอบสวนข้อเท็จจริงภายในกระทรวง อ. หรือมีหนังสือร้องเรียนถึงผู้ตรวจการแผ่นดินหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการของปลัดกระทรวง รวมทั้งการพิมพ์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์การแต่งตั้งโจทก์ให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวในเว็บไซต์เฟซบุ๊ก ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของการแจ้งให้ผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายใช้ดุลพินิจตรวจสอบบุคคลสาธารณะ เมื่อโจทก์นำสืบโดยมีเพียงนายเนติผู้รับมอบอำนาจของโจทก์และทนายความโจทก์มาเป็นพยานเพียงปากเดียว ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทราบข้อเท็จจริงโดยตรงมิได้มาเป็นพยานเบิกความอธิบายว่าเรื่องร้องเรียนดังกล่าวมีข้อสรุปอย่างไร จำเลยมุ่งร้ายต่อโจทก์เป็นการส่วนตัวหรือไม่ แม้จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า นอกจากข้อความตามฟ้องแล้วจำเลยยังพิมพ์ข้อความในเว็บไซต์เฟซบุ๊กด้วย ก็ได้ความตามเอกสารดังกล่าวว่าเป็นข้อความวิพากษ์วิจารณ์และตั้งข้อสังเกตการทำงานของโจทก์ในฐานะปลัดกระทรวง กับมีข้อความบางส่วนวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของผู้บริหารกระทรวง อ. คนอื่นด้วย โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นข้อเท็จจริงว่าจำเลยนำเสนอข้อมูลในเว็บไซต์เฟซบุ๊กโดยมีเจตนาไม่สุจริตอย่างไร ต้องการสร้างความเสียหายหรือประสงค์ให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังเพราะเหตุใดตามหน้าที่ภาระการพิสูจน์ของโจทก์ตามกฎหมายในคดีอาญา ศาลไม่พึงนำข้อเท็จจริงจากการนำสืบต่อสู้ของจำเลยมารับฟังประกอบพยานหลักฐานของโจทก์ให้เป็นผลร้ายแก่จำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งบุคคลอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (3) ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมา ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง (ไสลเกษ วัฒนพันธุ์-กมล คำเพ็ญ-พรหมมาศ ภู่แส) - - แหล่งที่มา หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.3923/2566 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
703995
courts
[
    {
        "court": "-",
        "judge": ""
    },
    {
        "court": "-",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081942034"
    }
}
date
2567
deka_no
406/2567
deka_running_no
406
deka_year
2567
department
แผนก
judges
[
    "ไสลเกษ วัฒนพันธุ์",
    "กมล คำเพ็ญ",
    "พรหมมาศ ภู่แส"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 328",
            "ม. 329 (3)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย ก."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ศ."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ลงโทษจำคุก 1 ปี

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวง อ. เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2564 จำเลยใช้ชื่อบัญชีในเว็บไซต์เฟซบุ๊กว่า "ศ." พิมพ์ข้อความลงในเว็บไซต์เฟซบุ๊กว่า "#ท่าน ม. หัวหน้าพรรค ท. #ขอติดตามความคืบหน้ากรณีแต่งตั้งปลัดกระทรวงที่อยู่ระหว่างการถูกสอบ #ขัดคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ออกเมื่อ 27 มีนาคม 2561 #ใครต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ผ่านมา 2 ปีแล้วจะปล่อยให้ความไม่ถูกต้องอยู่แบบนี้หรือ #ขอขอบคุณภาพและข่าวจากสำนักข่าวไทยอสมท ท่าน สส. ม. เรื่องนี้ท่านต้องติดตามนะครับว่าสรุปแล้วเป็นอย่างไรเท่าที่ทราบว่ามีการตั้งกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงแล้วและกรรมการสรุปแล้วว่ามีความผิดจริงแต่เป็นความผิดเล็กน้อย ขอโทษนะครับถ้าเป็นมาตรฐานความผิดที่ ปปช. ลงดาบมาตลอดสำหรับการใช้รถหลวง ใช้เวลาหลวงไปใช้ในกิจการส่วนตัว ปปช. ไม่ไล่ออกก็ให้ออกครับไม่ใช่ความผิดเล็กน้อยแบบนี้ คงต้องอาศัยท่าน สส. ม. สส.ขวัญใจประชาชนติดตามความคืบหน้าในเรื่องนี้ด้วยนะครับ "# "ม." แจ้งความดำเนินคดีรมต.-ปลัดอุตฯ-สำนักข่าวไทย "อสมท"

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณาตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 หรือไม่ เห็นว่า ลำพังข้อความดังกล่าวเป็นการรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับการแต่งตั้งปลัดกระทรวง อ. ซึ่งก่อนหน้านั้นถูกตั้งกรรมการสอบสวนสรุปว่าทำผิดระเบียบราชการแต่เป็นความผิดเล็กน้อย และเปรียบเทียบผลการวินิจฉัยของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงกับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. สำหรับข้อความที่จำเลยพิมพ์ลงในเว็บไซต์เฟซบุ๊ก นั้น โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นว่าเป็นความเท็จ ในขณะที่จำเลยนำสืบได้ความว่า เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2562 และวันที่ 7 สิงหาคม 2562 หนังสือพิมพ์ลงข่าวเรื่องที่ ม. ให้สัมภาษณ์ในรายการโทรทัศน์และแถลงข่าวว่ามีข้าราชการระดับสูงของกระทรวง อ. ตั้งแต่อธิบดี รองอธิบดี ผอ.สำนัก และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องใช้รถยนต์ราชการไปตีกอล์ฟที่จังหวัดนครนายกในเวลาราชการเมื่อวันศุกร์ที่ 22 มีนาคม 2562 เวลา 9 ถึง 22 นาฬิกา และต่อมาปลัดกระทรวง อ. มีหนังสือแจ้ง ม. ว่า การกระทำของอธิบดีกรม ส. ซึ่งไปร่วมกิจกรรมเล่นกอล์ฟเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2562 ตามหนังสือร้องเรียนของ ม. มิได้ลาตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ. 2555 มีมูลเป็นความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง เมื่อตามประวัติการทำงานของโจทก์ระบุว่า โจทก์เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรม ส. และโจทก์มิได้โต้แย้งว่าโจทก์ไม่ใช่อธิบดีกรม ส. ตามหนังสือฉบับดังกล่าว จึงรับฟังได้ว่าก่อนที่โจทก์ได้รับแต่งตั้งเป็นปลัดกระทรวง อ. โจทก์ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรม ส. และถูกตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเรื่องการนำรถยนต์ราชการไปใช้ในกิจกรรมส่วนตัว แต่คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงวินิจฉัยว่าเป็นความผิดทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ข้อความที่จำเลยพิมพ์ลงในเว็บไซต์เฟซบุ๊กตามฟ้องจึงเป็นการนำเสนอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง มิใช่เป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยสร้างขึ้นเอง โดยจำเลยเปรียบเทียบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงของต้นสังกัดกับแนวการวินิจฉัยของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต่อการกระทำในทำนองเดียวกัน และจำเลยแสดงความคิดเห็นแตกต่างจากคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ข้อความที่จำเลยพิมพ์ลงในเว็บไซต์เฟซบุ๊กจึงมิใช่ความเท็จและเป็นการตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมในการแต่งตั้งโจทก์เป็นปลัดกระทรวง อ. พร้อมกับขอให้ ม. สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรติดตามผลในเรื่องดังกล่าว

ปัญหาต่อไปว่า จำเลยแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต หรือมีเจตนาชั่วร้ายประสงค์จะให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังหรือไม่ นั้น เห็นว่า ตำแหน่งปลัดกระทรวง อ. เป็นตำแหน่งสูงสุดของข้าราชการประจำในกระทรวง อ. มีหน้าที่ควบคุมกำกับและบริหารงานให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบของทางราชการ ตลอดจนนโยบายของรัฐบาล จึงนับว่าเป็นบุคคลสำคัญที่อยู่ในสายตาของสาธารณะ การวิพากษ์วิจารณ์ถึงความรู้ความสามารถ ตลอดจนจริยธรรมและคุณธรรม และการติดตามผลการปฏิบัติงานในหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวโดยสุจริตย่อมเป็นเรื่องปกติที่ประชาชนทั่วไปสามารถกระทำได้ เพราะการทำงานของบุคคลในตำแหน่งดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อนโยบายสาธารณะและผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ดังนั้นการที่จำเลยติดตามผลการสอบสวนข้อเท็จจริงภายในกระทรวง อ. หรือมีหนังสือร้องเรียนถึงผู้ตรวจการแผ่นดินหรือคณะกรรมการ ป.ป.ช. เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการของปลัดกระทรวง รวมทั้งการพิมพ์ข้อความวิพากษ์วิจารณ์การแต่งตั้งโจทก์ให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวในเว็บไซต์เฟซบุ๊ก ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของการแจ้งให้ผู้มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายใช้ดุลพินิจตรวจสอบบุคคลสาธารณะ เมื่อโจทก์นำสืบโดยมีเพียงนายเนติผู้รับมอบอำนาจของโจทก์และทนายความโจทก์มาเป็นพยานเพียงปากเดียว ส่วนโจทก์ซึ่งเป็นผู้ทราบข้อเท็จจริงโดยตรงมิได้มาเป็นพยานเบิกความอธิบายว่าเรื่องร้องเรียนดังกล่าวมีข้อสรุปอย่างไร จำเลยมุ่งร้ายต่อโจทก์เป็นการส่วนตัวหรือไม่ แม้จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า นอกจากข้อความตามฟ้องแล้วจำเลยยังพิมพ์ข้อความในเว็บไซต์เฟซบุ๊กด้วย ก็ได้ความตามเอกสารดังกล่าวว่าเป็นข้อความวิพากษ์วิจารณ์และตั้งข้อสังเกตการทำงานของโจทก์ในฐานะปลัดกระทรวง กับมีข้อความบางส่วนวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของผู้บริหารกระทรวง อ. คนอื่นด้วย โจทก์มิได้นำสืบให้เห็นข้อเท็จจริงว่าจำเลยนำเสนอข้อมูลในเว็บไซต์เฟซบุ๊กโดยมีเจตนาไม่สุจริตอย่างไร ต้องการสร้างความเสียหายหรือประสงค์ให้โจทก์เสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชังเพราะเหตุใดตามหน้าที่ภาระการพิสูจน์ของโจทก์ตามกฎหมายในคดีอาญา ศาลไม่พึงนำข้อเท็จจริงจากการนำสืบต่อสู้ของจำเลยมารับฟังประกอบพยานหลักฐานของโจทก์ให้เป็นผลร้ายแก่จำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งบุคคลอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (3) ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมา ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000036.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.3923/2566
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2567