คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 428/2567 ฉบับเต็ม

#703997
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 428/2567 พนักงานอัยการจังหวัดวิเชียรบุรี โจทก์ นาง ส. โจทก์ร่วม นาย ฉ. จำเลย ป.อ. มาตรา 83 แม้จะไม่มีพยานเห็นขณะจำเลยร่วมกับ บ. ยกถังสแตนเลสของโจทก์ร่วมขึ้นรถกระบะ แต่จากพฤติการณ์ที่จำเลยและ บ. ร่วมนั่งมาในรถกระบะคันเดียวกันโดยขาออกจากไร่มีถังดังกล่าวบรรทุกอยู่ที่กระบะท้าย ครั้นเมื่อกลับเข้ามาในไร่พร้อมกันกลับไม่มีถังดังกล่าวบรรทุกกลับมาด้วย บ่งชี้ว่าจำเลยเป็นตัวการร่วมกับ บ. เป็นคนร้ายลักเอาถังสแตนเลสของโจทก์ร่วมไป ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ ให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคาทรัพย์ที่ลักเอาไป 1,000,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นางสุรภี ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง, 336 ทวิ ประกอบมาตรา 83 จำคุก 6 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 1,000,000 บาท แก่ผู้เสียหาย (ที่ถูก โจทก์ร่วม) จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า จำเลยและนายบุญมีจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 497/2564 ของศาลชั้นต้น ซึ่งให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษแล้ว ต่างเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าของไร่ โดยทำงานในตำแหน่งพนักงานขับรถ ไร่ของโจทก์ร่วมมีทางเข้าออกเพียงทางเดียวโดยบริเวณประตูทางเข้าออกด้านหน้าจะมีป้อมยามซึ่งมีพนักงานรักษาความปลอดภัยคอยตรวจตราดูแลยานพาหนะที่ผ่านเข้าออก ด้วยการบันทึกรายละเอียดชื่อคนขับรถ หมายเลขทะเบียนรถ เวลาที่รถเข้าและออก รวมทั้งจุดหมายปลายทางไว้เป็นหลักฐาน เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2564 นายบุญมีลักทรัพย์ถังสแตนเลส สูงประมาณ 1.5 เมตร กว้างประมาณ 1 เมตร หนักประมาณ 1 ตัน ราคา 1,000,000 บาท ของโจทก์ร่วมซึ่งเก็บรักษาอยู่ในโกดังภายในไร่โดยใช้รถกระบะสีขาวมีคอกสูงทำด้วยเหล็ก ซึ่งเป็นรถของโจทก์ร่วมสำหรับใช้งานภายในไร่ขนเอาถังสแตนเลสดังกล่าวขึ้นรถไป จำเลยถูกฟ้องกล่าวหาว่าร่วมกระทำความผิดดังกล่าวกับนายบุญมีในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 497/2564 ของศาลชั้นต้น แต่จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมกับนายบุญมีลักทรัพย์ถังสแตนเลสซึ่งเป็นของนายจ้างโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีนายอุดมศักดิ์ และนายแถว พนักงานรักษาความปลอดภัยประจำป้อมยามบริเวณประตูทางเข้าออกไร่เป็นพยานเบิกความประกอบกันว่า เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุตามฟ้อง เวลา 8.50 นาฬิกา ขณะพยานทั้งสองปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ป้อมยาม สังเกตเห็นรถกระบะของโจทก์ร่วมจะแล่นออกจากไร่ ขณะนั้นนายแถวนั่งรับประทานอาหารอยู่ภายในป้อมยาม นายอุดมศักดิ์จึงเดินเข้าไปสอบถามคนขับรถ เห็นนายบุญมีเป็นคนขับ จำเลยนั่งอยู่ด้านหน้าคู่คนขับ นายบุญมีและจำเลยบอกพยานว่าจะเดินทางไปอำเภอลำนารายณ์ จังหวัดลพบุรี นายอุดมศักดิ์จึงบันทึกรายละเอียดชื่อของนายบุญมีและจำเลย หมายเลขทะเบียนรถ เวลาออกจากไร่และจุดหมายปลายทางไว้ในบันทึกรายละเอียดรถยนต์ สำหรับนายแถวเมื่อมองออกมาจากป้อมยามคงเห็นแต่นายบุญมีซึ่งเป็นคนขับ ไม่ทันสังเกตว่ามีคนนั่งมากับคนขับด้วยหรือไม่ แต่ก็ได้รับแจ้งจากนายอุดมศักดิ์ว่าจำเลยนั่งมาด้วย นอกจากนั้นพยานทั้งสองสังเกตเห็นว่ามีวัตถุลักษณะกลมคล้ายถังขนาดใหญ่สูงเกือบ 2 เมตร กว้างขนาด 2 คนโอบ ถูกคลุมด้วยผ้าใบสีดำบรรทุกอยู่ที่กระบะท้ายรถ จนกระทั่งเวลา 11.54 นาฬิกา เมื่อนายบุญมีและจำเลยขับรถกลับเข้ามาที่ไร่พยานทั้งสองไม่เห็นมีวัตถุลักษณะคล้ายถังบรรทุกอยู่บนกระบะท้ายรถอีก นายอุดมศักดิ์จึงลงเวลาขณะที่รถกลับเข้ามาไว้ ต่อมาในวันเดียวกันนั้นเวลาประมาณ 15 นาฬิกา นายไชยยันต์ผู้จัดการไร่มาสอบถามพยานทั้งสองว่ามีพนักงานคนใดขับรถขนเอาถังสแตนเลสออกไปจากไร่หรือไม่ พยานทั้งสองจึงแจ้งเรื่องที่พบเห็นจำเลยและนายบุญมีขับรถกระบะบรรทุกวัตถุคล้ายถังขนาดใหญ่ให้นายไชยยันต์ทราบ เห็นว่า แม้นายอุดมศักดิ์และนายแถวพยานโจทก์ทั้งสองจะมิได้ขอเปิดผ้าใบสีดำออกดูว่าสิ่งที่ถูกคลุมอยู่เป็นถังสแตนเลสของโจทก์ร่วมที่ถูกลักไปหรือไม่ดังข้อฎีกาของจำเลยก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงลักษณะของถังสแตนเลสซึ่งคล้ายกันกับถังสแตนเลสที่ถูกลักไป เห็นได้ชัดว่าเป็นถังขนาดใหญ่กว่าถังปกติทั่วไปมาก เมื่อนำมาบรรทุกบนกระบะท้ายรถกระบะ ตามภาพถ่ายประกอบคดีหมาย จ.8 แผ่นที่ 6 ซึ่งมิใช่เป็นรถขนาดใหญ่ ย่อมเป็นจุดสังเกตเปรียบเทียบให้ผู้ที่พบเห็นโดยเฉพาะพนักงานรักษาความปลอดภัยเกิดความสนใจเป็นพิเศษถึงขนาดความใหญ่โตของวัตถุที่มีการบรรทุกมาได้ง่าย ซึ่งพยานโจทก์ทั้งสองก็ได้เบิกความประมาณขนาดเอาไว้แล้วว่ามีความสูงเกือบ 2 เมตร กว้างขนาด 2 คนโอบ อันมีขนาดและสัดส่วนใกล้เคียงกับถังสแตนเลสที่ถูกลักไป ทำให้เชื่อได้ว่าวัตถุที่บรรทุกอยู่จะต้องเป็นถังแสตนเลสใบเดียวกันนี้อย่างไม่ต้องสงสัย นายไชยยันต์แจ้งเรื่องถังสแตนเลสที่ถูกลักไปให้พยานโจทก์ทั้งสองทราบในวันเดียวกันนั้นช่วงบ่าย ซึ่งเป็นระยะเวลาใกล้ชิดที่พยานโจทก์ทั้งสองเพิ่งจะพบเห็นการบรรทุกวัตถุลักษณะกลมคล้ายถังขนาดใหญ่มาในช่วงเช้า ย่อมเป็นเหตุให้พยานโจทก์ทั้งสองจดจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้อย่างไม่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนว่าในวันและเวลาเกิดเหตุมีการขนถังดังกล่าวออกไปจากไร่ เฉพาะอย่างยิ่งยังมีการบันทึกรายละเอียดการเข้าออกของรถกระบะซึ่งนายบุญมีเป็นผู้ขับมีจำเลยนั่งมาด้วยไว้เป็นหลักฐานประกอบอย่างชัดเจน จึงสนับสนุนคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองให้มีน้ำหนักรับฟังเป็นความจริงได้ หาใช่เป็นคำเบิกความที่มีพิรุธ ไม่ประกอบด้วยเหตุผล หรือมีลักษณะเป็นการปรักปรำจำเลยดังที่จำเลยฎีกาไม่ ส่วนข้อฎีกาของจำเลยว่าพยานโจทก์ปากนายแถวเบิกความว่า ไม่เห็นจำเลยนั่งมาในรถนั้นก็สืบเนื่องจากนายแถวนั่งรับประทานอาหารอยู่ภายในป้อมยาม แต่ต่อมานายแถวก็ได้รับแจ้งจากนายอุดมศักดิ์ว่ามีจำเลยนั่งอยู่ในรถ สอดคล้องกับที่นายอุดมศักดิ์บันทึกไว้ในเอกสารเกี่ยวกับรายละเอียดรถยนต์เข้าออก จึงหามีผลทำให้น้ำหนักพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมต้องลดน้อยลงไป นอกจากนั้น แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะไม่มีพยานปากใดที่เห็นขณะจำเลยร่วมกับนายบุญมียกถังสแตนเลสขึ้นรถกระบะ แต่จากพฤติการณ์ที่จำเลยและนายบุญมีร่วมนั่งมาในรถกระบะคันเดียวกันโดยขาออกจากไร่มีถังสแตนเลสของโจทก์ร่วมบรรทุกอยู่ที่กระบะท้าย ครั้นเมื่อกลับเข้ามาในไร่พร้อมกันกลับไม่มีการนำถังดังกล่าวบรรทุกกลับมาด้วย รูปคดีบ่งชี้ชัดว่าจำเลยร่วมกับนายบุญมีเป็นคนร้ายลักเอาถังสแตนเลสใบนี้ไปโดยไม่มีข้อสงสัย ส่วนการที่วันเกิดเหตุเป็นวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 ซึ่งไร่ของโจทก์ร่วมเปิดดำเนินการตามปกติ ก็มิใช่ข้อสนับสนุนที่จะทำให้เชื่อได้ตามข้อฎีกาของจำเลยว่า จำเลยไม่อาจลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมได้เนื่องจากอาจมีผู้พบเห็นขณะจำเลยยกถังสแตนเลสขึ้นรถกระบะ เพราะจำเลยอาจเลือกกระทำในเวลาที่ปลอดคนเนื่องจากไม่ปรากฏว่าโกดังที่เกิดเหตุมีพนักงานของโจทก์ร่วมเข้าออกอย่างพลุกพล่านต่อเนื่องตลอดทั้งวัน หรือหากมีผู้พบเห็นเข้าโดยบังเอิญแล้วสอบถาม จำเลยก็อาจอ้างได้ว่าได้รับคำสั่งให้นำถังสแตนเลสออกไปซ่อมหรือไปดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ และในประการสุดท้ายแม้จะได้ความจากที่นายไชยยันต์ตอบคำถามศาลชั้นต้นซึ่งได้มีการบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับวันที่ 12 พฤษภาคม 2565 ว่าถังสแตนเลสของโจทก์ร่วมสูญหายไปทั้งหมด 2 ใบ นายบุญมีพยานจำเลยเบิกความอ้างว่า ได้เป็นผู้ลักเอาไปเมื่อวันที่ 2 และ 4 พฤษภาคม 2565 ก็ตาม แต่เมื่อไม่ได้ความชัดว่านายไชยยันต์ทราบถึงเรื่องการสูญหายของถังใบแรกตั้งแต่เมื่อวันใด ฉะนั้นการที่ก่อนเกิดเหตุคดีนี้นายไชยยันต์ไม่ได้จัดให้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกันทรัพย์สินสูญหายหรือมีคำสั่งกำชับให้พนักงานรักษาความปลอดภัยที่ป้อมยามด้านหน้าทางเข้าออกไร่คอยตรวจตราดูแลเปิดดูวัตถุที่มีการขนย้ายออกไปจากไร่โดยเคร่งครัด จึงไม่นับเป็นข้อพิรุธสงสัยตามที่จำเลยฎีกาโต้แย้งอีกเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยดังวินิจฉัยมาข้างต้นล้วนแล้วแต่ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยประการอื่นนอกจากนี้เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีได้ จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย พิพากษายืน (ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร-วรวุฒิ ทวาทศิน-ธรรมนูญ สิงห์สาย) - - แหล่งที่มา หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2734/2566 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
703997
courts
[
    {
        "court": "-",
        "judge": ""
    },
    {
        "court": "-",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081942027"
    }
}
date
2567
deka_no
428/2567
deka_running_no
428
deka_year
2567
department
แผนก
judges
[
    "ศรศักดิ์ กุลจิตติบวร",
    "วรวุฒิ ทวาทศิน",
    "ธรรมนูญ สิงห์สาย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 83"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดวิเชียรบุรี"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นาง ส."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ฉ."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ ให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคาทรัพย์ที่ลักเอาไป 1,000,000 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสุรภี ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง, 336 ทวิ ประกอบมาตรา 83 จำคุก 6 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 1,000,000 บาท แก่ผู้เสียหาย (ที่ถูก โจทก์ร่วม)

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งโจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า จำเลยและนายบุญมีจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 497/2564 ของศาลชั้นต้น ซึ่งให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษแล้ว ต่างเป็นลูกจ้างของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นเจ้าของไร่ โดยทำงานในตำแหน่งพนักงานขับรถ ไร่ของโจทก์ร่วมมีทางเข้าออกเพียงทางเดียวโดยบริเวณประตูทางเข้าออกด้านหน้าจะมีป้อมยามซึ่งมีพนักงานรักษาความปลอดภัยคอยตรวจตราดูแลยานพาหนะที่ผ่านเข้าออก ด้วยการบันทึกรายละเอียดชื่อคนขับรถ หมายเลขทะเบียนรถ เวลาที่รถเข้าและออก รวมทั้งจุดหมายปลายทางไว้เป็นหลักฐาน เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2564 นายบุญมีลักทรัพย์ถังสแตนเลส สูงประมาณ 1.5 เมตร กว้างประมาณ 1 เมตร หนักประมาณ 1 ตัน ราคา 1,000,000 บาท ของโจทก์ร่วมซึ่งเก็บรักษาอยู่ในโกดังภายในไร่โดยใช้รถกระบะสีขาวมีคอกสูงทำด้วยเหล็ก ซึ่งเป็นรถของโจทก์ร่วมสำหรับใช้งานภายในไร่ขนเอาถังสแตนเลสดังกล่าวขึ้นรถไป จำเลยถูกฟ้องกล่าวหาว่าร่วมกระทำความผิดดังกล่าวกับนายบุญมีในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 497/2564 ของศาลชั้นต้น แต่จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นตัวการร่วมกับนายบุญมีลักทรัพย์ถังสแตนเลสซึ่งเป็นของนายจ้างโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีนายอุดมศักดิ์ และนายแถว พนักงานรักษาความปลอดภัยประจำป้อมยามบริเวณประตูทางเข้าออกไร่เป็นพยานเบิกความประกอบกันว่า เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 ซึ่งเป็นวันเกิดเหตุตามฟ้อง เวลา 8.50 นาฬิกา ขณะพยานทั้งสองปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ป้อมยาม สังเกตเห็นรถกระบะของโจทก์ร่วมจะแล่นออกจากไร่ ขณะนั้นนายแถวนั่งรับประทานอาหารอยู่ภายในป้อมยาม นายอุดมศักดิ์จึงเดินเข้าไปสอบถามคนขับรถ เห็นนายบุญมีเป็นคนขับ จำเลยนั่งอยู่ด้านหน้าคู่คนขับ นายบุญมีและจำเลยบอกพยานว่าจะเดินทางไปอำเภอลำนารายณ์ จังหวัดลพบุรี นายอุดมศักดิ์จึงบันทึกรายละเอียดชื่อของนายบุญมีและจำเลย หมายเลขทะเบียนรถ เวลาออกจากไร่และจุดหมายปลายทางไว้ในบันทึกรายละเอียดรถยนต์ สำหรับนายแถวเมื่อมองออกมาจากป้อมยามคงเห็นแต่นายบุญมีซึ่งเป็นคนขับ ไม่ทันสังเกตว่ามีคนนั่งมากับคนขับด้วยหรือไม่ แต่ก็ได้รับแจ้งจากนายอุดมศักดิ์ว่าจำเลยนั่งมาด้วย นอกจากนั้นพยานทั้งสองสังเกตเห็นว่ามีวัตถุลักษณะกลมคล้ายถังขนาดใหญ่สูงเกือบ 2 เมตร กว้างขนาด 2 คนโอบ ถูกคลุมด้วยผ้าใบสีดำบรรทุกอยู่ที่กระบะท้ายรถ จนกระทั่งเวลา 11.54 นาฬิกา เมื่อนายบุญมีและจำเลยขับรถกลับเข้ามาที่ไร่พยานทั้งสองไม่เห็นมีวัตถุลักษณะคล้ายถังบรรทุกอยู่บนกระบะท้ายรถอีก นายอุดมศักดิ์จึงลงเวลาขณะที่รถกลับเข้ามาไว้ ต่อมาในวันเดียวกันนั้นเวลาประมาณ 15 นาฬิกา นายไชยยันต์ผู้จัดการไร่มาสอบถามพยานทั้งสองว่ามีพนักงานคนใดขับรถขนเอาถังสแตนเลสออกไปจากไร่หรือไม่ พยานทั้งสองจึงแจ้งเรื่องที่พบเห็นจำเลยและนายบุญมีขับรถกระบะบรรทุกวัตถุคล้ายถังขนาดใหญ่ให้นายไชยยันต์ทราบ เห็นว่า แม้นายอุดมศักดิ์และนายแถวพยานโจทก์ทั้งสองจะมิได้ขอเปิดผ้าใบสีดำออกดูว่าสิ่งที่ถูกคลุมอยู่เป็นถังสแตนเลสของโจทก์ร่วมที่ถูกลักไปหรือไม่ดังข้อฎีกาของจำเลยก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์ถึงลักษณะของถังสแตนเลสซึ่งคล้ายกันกับถังสแตนเลสที่ถูกลักไป เห็นได้ชัดว่าเป็นถังขนาดใหญ่กว่าถังปกติทั่วไปมาก เมื่อนำมาบรรทุกบนกระบะท้ายรถกระบะ ตามภาพถ่ายประกอบคดีหมาย จ.8 แผ่นที่ 6 ซึ่งมิใช่เป็นรถขนาดใหญ่ ย่อมเป็นจุดสังเกตเปรียบเทียบให้ผู้ที่พบเห็นโดยเฉพาะพนักงานรักษาความปลอดภัยเกิดความสนใจเป็นพิเศษถึงขนาดความใหญ่โตของวัตถุที่มีการบรรทุกมาได้ง่าย ซึ่งพยานโจทก์ทั้งสองก็ได้เบิกความประมาณขนาดเอาไว้แล้วว่ามีความสูงเกือบ 2 เมตร กว้างขนาด 2 คนโอบ อันมีขนาดและสัดส่วนใกล้เคียงกับถังสแตนเลสที่ถูกลักไป ทำให้เชื่อได้ว่าวัตถุที่บรรทุกอยู่จะต้องเป็นถังแสตนเลสใบเดียวกันนี้อย่างไม่ต้องสงสัย นายไชยยันต์แจ้งเรื่องถังสแตนเลสที่ถูกลักไปให้พยานโจทก์ทั้งสองทราบในวันเดียวกันนั้นช่วงบ่าย ซึ่งเป็นระยะเวลาใกล้ชิดที่พยานโจทก์ทั้งสองเพิ่งจะพบเห็นการบรรทุกวัตถุลักษณะกลมคล้ายถังขนาดใหญ่มาในช่วงเช้า ย่อมเป็นเหตุให้พยานโจทก์ทั้งสองจดจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้อย่างไม่ผิดพลาดคลาดเคลื่อนว่าในวันและเวลาเกิดเหตุมีการขนถังดังกล่าวออกไปจากไร่ เฉพาะอย่างยิ่งยังมีการบันทึกรายละเอียดการเข้าออกของรถกระบะซึ่งนายบุญมีเป็นผู้ขับมีจำเลยนั่งมาด้วยไว้เป็นหลักฐานประกอบอย่างชัดเจน จึงสนับสนุนคำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองให้มีน้ำหนักรับฟังเป็นความจริงได้ หาใช่เป็นคำเบิกความที่มีพิรุธ ไม่ประกอบด้วยเหตุผล หรือมีลักษณะเป็นการปรักปรำจำเลยดังที่จำเลยฎีกาไม่ ส่วนข้อฎีกาของจำเลยว่าพยานโจทก์ปากนายแถวเบิกความว่า ไม่เห็นจำเลยนั่งมาในรถนั้นก็สืบเนื่องจากนายแถวนั่งรับประทานอาหารอยู่ภายในป้อมยาม แต่ต่อมานายแถวก็ได้รับแจ้งจากนายอุดมศักดิ์ว่ามีจำเลยนั่งอยู่ในรถ สอดคล้องกับที่นายอุดมศักดิ์บันทึกไว้ในเอกสารเกี่ยวกับรายละเอียดรถยนต์เข้าออก จึงหามีผลทำให้น้ำหนักพยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมต้องลดน้อยลงไป นอกจากนั้น แม้โจทก์และโจทก์ร่วมจะไม่มีพยานปากใดที่เห็นขณะจำเลยร่วมกับนายบุญมียกถังสแตนเลสขึ้นรถกระบะ แต่จากพฤติการณ์ที่จำเลยและนายบุญมีร่วมนั่งมาในรถกระบะคันเดียวกันโดยขาออกจากไร่มีถังสแตนเลสของโจทก์ร่วมบรรทุกอยู่ที่กระบะท้าย ครั้นเมื่อกลับเข้ามาในไร่พร้อมกันกลับไม่มีการนำถังดังกล่าวบรรทุกกลับมาด้วย รูปคดีบ่งชี้ชัดว่าจำเลยร่วมกับนายบุญมีเป็นคนร้ายลักเอาถังสแตนเลสใบนี้ไปโดยไม่มีข้อสงสัย ส่วนการที่วันเกิดเหตุเป็นวันที่ 5 พฤษภาคม 2564 ซึ่งไร่ของโจทก์ร่วมเปิดดำเนินการตามปกติ ก็มิใช่ข้อสนับสนุนที่จะทำให้เชื่อได้ตามข้อฎีกาของจำเลยว่า จำเลยไม่อาจลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมได้เนื่องจากอาจมีผู้พบเห็นขณะจำเลยยกถังสแตนเลสขึ้นรถกระบะ เพราะจำเลยอาจเลือกกระทำในเวลาที่ปลอดคนเนื่องจากไม่ปรากฏว่าโกดังที่เกิดเหตุมีพนักงานของโจทก์ร่วมเข้าออกอย่างพลุกพล่านต่อเนื่องตลอดทั้งวัน หรือหากมีผู้พบเห็นเข้าโดยบังเอิญแล้วสอบถาม จำเลยก็อาจอ้างได้ว่าได้รับคำสั่งให้นำถังสแตนเลสออกไปซ่อมหรือไปดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ และในประการสุดท้ายแม้จะได้ความจากที่นายไชยยันต์ตอบคำถามศาลชั้นต้นซึ่งได้มีการบันทึกไว้ในรายงานกระบวนพิจารณาฉบับวันที่ 12 พฤษภาคม 2565 ว่าถังสแตนเลสของโจทก์ร่วมสูญหายไปทั้งหมด 2 ใบ นายบุญมีพยานจำเลยเบิกความอ้างว่า ได้เป็นผู้ลักเอาไปเมื่อวันที่ 2 และ 4 พฤษภาคม 2565 ก็ตาม แต่เมื่อไม่ได้ความชัดว่านายไชยยันต์ทราบถึงเรื่องการสูญหายของถังใบแรกตั้งแต่เมื่อวันใด ฉะนั้นการที่ก่อนเกิดเหตุคดีนี้นายไชยยันต์ไม่ได้จัดให้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกันทรัพย์สินสูญหายหรือมีคำสั่งกำชับให้พนักงานรักษาความปลอดภัยที่ป้อมยามด้านหน้าทางเข้าออกไร่คอยตรวจตราดูแลเปิดดูวัตถุที่มีการขนย้ายออกไปจากไร่โดยเคร่งครัด จึงไม่นับเป็นข้อพิรุธสงสัยตามที่จำเลยฎีกาโต้แย้งอีกเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดแล้วพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยดังวินิจฉัยมาข้างต้นล้วนแล้วแต่ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาของจำเลยประการอื่นนอกจากนี้เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย ไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคดีได้ จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000036.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.2734/2566
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2567