คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 131/2567 ฉบับเต็ม

#706415
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 131/2567 บริษัท ส. โจทก์ นาย อ. กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 27 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499 มาตรา 4 การร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาคดีที่ผิดระเบียบ คู่ความฝ่ายที่เสียหายชอบที่จะยกขึ้นกล่าวซึ่งข้อค้านเรื่องผิดระเบียบนั้นภายในแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องลงวันที่ 28 มิถุนายน 2564 ว่า กระบวนพิจารณาของศาลล่างตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2562 ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะทนายความของโจทก์ถูกลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความไปแล้วตั้งแต่วันดังกล่าวนั้น แต่ปรากฏจากคำร้องของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ได้ยื่นขอตรวจสอบประวัติทนายความต่อสภาทนายความได้ความว่า ซ. เคยเป็นทนายความ ประเภทตลอดชีพ ตามบันทึกการตรวจสอบประวัติทนายความ ลงวันที่ 25 มีนาคม 2564 อันแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างในเรื่องผิดระเบียบอย่างช้าในวันระบุในเอกสารดังกล่าวแล้ว การที่จำเลยที่ 3 เพิ่งยื่นคำร้องในวันที่ 28 มิถุนายน 2564 จึงล่วงเลยกำหนดเวลาแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 3 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 352 ให้จำเลยทั้งสามคืนหรือชดใช้ราคาตู้เติมเงินออนไลน์เป็นเงิน 213,465 บาท แก่โจทก์ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธทั้งในส่วนคดีอาญาและคดีแพ่ง แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 3 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 21 เดือน จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 10 เดือน 15 วัน ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาในทำนองว่า ศาลชั้นต้นไม่ได้วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดตามฟ้องอย่างไรอันเป็นการฎีกาทำนองว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้กระทำผิดนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องตั้งแต่ก่อนสืบพยานโจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวจึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพแล้ว ถือเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 เพียงว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 3 หรือลงโทษจำเลยที่ 3 สถานเบาหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนขายสินค้าของโจทก์สมควรปฏิบัติต่อโจทก์ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แต่กลับอาศัยโอกาสที่โจทก์มอบความไว้วางใจนำตู้เติมเงินออนไลน์ของโจทก์ที่เก็บคืนจากลูกค้ารายเดิมไป โดยไม่ส่งคืนโจทก์ไปไว้เป็นของตนโดยทุจริตนับว่าเป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว โดยมิได้คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยในสังคม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ทั้งข้อเท็จจริงได้ความจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติโดยจำเลยที่ 3 ไม่คัดค้านว่า ในห้วงเวลาเดียวกับคดีนี้ จำเลยที่ 3 เคยกระทำความผิดฐานยักยอกมาแล้ว 2 ครั้ง และศาลในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาให้รอการลงโทษจำเลยที่ 3 ไว้ จึงเห็นได้ว่า จำเลยที่ 3 มีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์มาโดยตลอด แม้จำเลยที่ 3 อ้างว่าสำนึกผิดในการกระทำจึงได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์บางส่วนแล้ว หรือมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่อ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว อย่างไรก็ตามจำเลยที่ 3 ได้พยายามบรรเทาผลร้ายโดยชดใช้ราคาเงินคืนโจทก์บางส่วน จึงเห็นสมควรกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 3 เสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนที่จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องลงวันที่ 28 มิถุนายน 2564 ว่า กระบวนพิจารณาของศาลล่างตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2562 ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะทนายความของโจทก์ถูกลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความไปแล้วตั้งแต่วันดังกล่าวนั้น เห็นว่า การร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาคดีที่ผิดระเบียบนั้น คู่ความฝ่ายที่เสียหายชอบที่จะยกขึ้นกล่าวซึ่งข้อค้านเรื่องผิดระเบียบนั้นภายในแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 แต่ปรากฏจากคำร้องของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ได้ยื่นขอตรวจสอบประวัติทนายความต่อสภาทนายความได้ความว่า นายซื่อตรง เคยเป็นทนายความ ประเภทตลอดชีพ ตามบันทึกการตรวจสอบประวัติทนายความ ลงวันที่ 25 มีนาคม 2564 อันแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างในเรื่องผิดระเบียบอย่างช้าในวันระบุในเอกสารดังกล่าวแล้ว การที่จำเลยที่ 3 เพิ่งยื่นคำร้องในวันที่ 28 มิถุนายน 2564 จึงล่วงเลยกำหนดเวลาแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 3 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบได้ ให้ยกคำร้อง พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (อำนาจ โชติชะวารานนท์-สุรศักดิ์ ตันโสรัจประเสริฐ-วรพงศ์ มนตรีกุล ณ อยุธยา) ศาลแขวงพระนครเหนือ - ศาลอุทธรณ์ - แหล่งที่มา หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1069/2566 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
706415
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงพระนครเหนือ -",
        "judge": ""
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081942277"
    }
}
date
2567
deka_no
131/2567
deka_running_no
131
deka_year
2567
department
แผนก
judges
[
    "อำนาจ โชติชะวารานนท์",
    "สุรศักดิ์ ตันโสรัจประเสริฐ",
    "วรพงศ์ มนตรีกุล ณ อยุธยา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 27"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ.2499",
        "sections": [
            "ม. 4"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท ส."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย อ. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 352 ให้จำเลยทั้งสามคืนหรือชดใช้ราคาตู้เติมเงินออนไลน์เป็นเงิน 213,465 บาท แก่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธทั้งในส่วนคดีอาญาและคดีแพ่ง แต่ก่อนสืบพยานโจทก์ จำเลยที่ 3 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก จำคุก 21 เดือน จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 10 เดือน 15 วัน ยกฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยที่ 3 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยที่ 3 ฎีกาในทำนองว่า ศาลชั้นต้นไม่ได้วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 3 กระทำความผิดตามฟ้องอย่างไรอันเป็นการฎีกาทำนองว่าจำเลยที่ 3 ไม่ได้กระทำผิดนั้น เห็นว่า คดีนี้จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพว่าได้กระทำความผิดตามฟ้องตั้งแต่ก่อนสืบพยานโจทก์ ฎีกาของจำเลยที่ 3 ดังกล่าวจึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพแล้ว ถือเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 เพียงว่า สมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 3 หรือลงโทษจำเลยที่ 3 สถานเบาหรือไม่ เห็นว่า จำเลยที่ 3 เป็นตัวแทนขายสินค้าของโจทก์สมควรปฏิบัติต่อโจทก์ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แต่กลับอาศัยโอกาสที่โจทก์มอบความไว้วางใจนำตู้เติมเงินออนไลน์ของโจทก์ที่เก็บคืนจากลูกค้ารายเดิมไป โดยไม่ส่งคืนโจทก์ไปไว้เป็นของตนโดยทุจริตนับว่าเป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว โดยมิได้คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น ไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมาย ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยในสังคม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ทั้งข้อเท็จจริงได้ความจากรายงานการสืบเสาะและพินิจของพนักงานคุมประพฤติโดยจำเลยที่ 3 ไม่คัดค้านว่า ในห้วงเวลาเดียวกับคดีนี้ จำเลยที่ 3 เคยกระทำความผิดฐานยักยอกมาแล้ว 2 ครั้ง และศาลในคดีดังกล่าวมีคำพิพากษาให้รอการลงโทษจำเลยที่ 3 ไว้ จึงเห็นได้ว่า จำเลยที่ 3 มีพฤติการณ์ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์มาโดยตลอด แม้จำเลยที่ 3 อ้างว่าสำนึกผิดในการกระทำจึงได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์บางส่วนแล้ว หรือมีภาระต้องอุปการะเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัว หรือมีเหตุอื่นดังที่อ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาโดยไม่รอการลงโทษจำคุกให้นั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว อย่างไรก็ตามจำเลยที่ 3 ได้พยายามบรรเทาผลร้ายโดยชดใช้ราคาเงินคืนโจทก์บางส่วน จึงเห็นสมควรกำหนดโทษจำคุกจำเลยที่ 3 เสียใหม่ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดี ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยบางส่วน ฎีกาของจำเลยที่ 3 ฟังขึ้นบางส่วน

ส่วนที่จำเลยที่ 3 ยื่นคำร้องลงวันที่ 28 มิถุนายน 2564 ว่า กระบวนพิจารณาของศาลล่างตั้งแต่วันที่ 14 ธันวาคม 2562 ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะทนายความของโจทก์ถูกลบชื่อออกจากทะเบียนทนายความไปแล้วตั้งแต่วันดังกล่าวนั้น เห็นว่า การร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาคดีที่ผิดระเบียบนั้น คู่ความฝ่ายที่เสียหายชอบที่จะยกขึ้นกล่าวซึ่งข้อค้านเรื่องผิดระเบียบนั้นภายในแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 แต่ปรากฏจากคำร้องของจำเลยที่ 3 ว่า จำเลยที่ 3 ได้ยื่นขอตรวจสอบประวัติทนายความต่อสภาทนายความได้ความว่า นายซื่อตรง เคยเป็นทนายความ ประเภทตลอดชีพ ตามบันทึกการตรวจสอบประวัติทนายความ ลงวันที่ 25 มีนาคม 2564 อันแสดงให้เห็นว่าจำเลยที่ 3 ได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างในเรื่องผิดระเบียบอย่างช้าในวันระบุในเอกสารดังกล่าวแล้ว การที่จำเลยที่ 3 เพิ่งยื่นคำร้องในวันที่ 28 มิถุนายน 2564 จึงล่วงเลยกำหนดเวลาแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้นตามบทบัญญัติดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 3 จึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบได้ ให้ยกคำร้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 1 ปี ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000038.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1069/2566
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2567