คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2567 ฉบับเต็ม

#706438
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 809/2567 พนักงานอัยการจังหวัดยะลา โจทก์ นาย จ. จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 225 ป.วิ.อ. มาตรา 15 พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ.2559 มาตรา 30 เมื่อศาลชั้นต้นแจ้งรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติให้จำเลยทั้งสองทราบในวันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยทั้งสองแถลงขอสละถ้อยคำในทำนองปฏิเสธที่ให้ไว้ต่อพนักงานคุมประพฤติและคงให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ เท่ากับข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติแล้วว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้อง เมื่อ พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 30 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเพียงนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติมาประกอบการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยเท่านั้น ไม่อาจนำมารับฟังในฐานะเป็นพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยการกระทำของจำเลยตามฟ้องได้ ดังนี้ จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจยกข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติซึ่งขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองขึ้นอ้างเพื่อให้ศาลพิพากษายกฟ้องได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341, 343 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก, 83 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) (ที่ถูก มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1)) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี (ที่ถูก ข้อหาอื่นให้ยก) จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาสรุปว่า แม้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ แต่ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติแตกต่างจากข้อเท็จจริงตามฟ้องและคำแถลงของผู้เสียหายคดีนี้ จำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำเป็นขบวนการหรือแบ่งหน้าที่กันทำแต่อย่างใด จำเลยทั้งสองกระทำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ด้วยความโง่เขลาเบาปัญญา ขาดความรอบคอบและไว้เนื้อเชื่อใจบุคคลอื่นและด้อยประสบการณ์ ไม่รู้เท่าทันจนตกเป็นเครื่องมือให้กลุ่มขบวนการ ซึ่งมีพฤติการณ์ในการฉ้อโกงประชาชนนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นแจ้งรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติให้จำเลยทั้งสองทราบในวันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยทั้งสองก็แถลงขอสละถ้อยคำในทำนองปฏิเสธที่ให้ไว้ต่อพนักงานคุมประพฤติและคงให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 16 กันยายน 2565 เท่ากับข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติแล้วว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้อง เมื่อพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 30 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเพียงนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติมาประกอบการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยเท่านั้น ไม่อาจนำมารับฟังในฐานะเป็นพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยการกระทำของจำเลยตามฟ้องได้ ดังนี้ จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจยกข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติซึ่งขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองขึ้นอ้างเพื่อให้ศาลพิพากษายกฟ้องได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัย คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า มีเหตุให้ลงโทษจำเลยทั้งสองสถานเบาโดยลงโทษปรับสถานเดียวหรือรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายและประชาชนทั่วไปด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ โดยการลงโฆษณาข้อความเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ทางสื่อสังคมออนไลน์โปรแกรมเฟซบุ๊กจนผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินให้จำเลยทั้งสองกับพวกไป 17,000 บาท เป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น และยังมีผลกระทบต่อสภาวะทางเศรษฐกิจกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนและสังคมโดยส่วนรวม นับเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน และจำเลยทั้งสองมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว ทั้งชดใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหายจนครบถ้วนแล้วและผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความกับจำเลยทั้งสองในทางแพ่งอีก ก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะลงโทษปรับจำเลยทั้งสองสถานเดียวหรือรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี และลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี โดยไม่รอการลงโทษให้นั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีและเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (วาสนา อัจฉรานุวัฒน์-นพดล คชรินทร์-อาทิตย์ ออกเวหา) ศาลจังหวัดยะลา - ศาลอุทธรณ์ภาค 9 - แหล่งที่มา หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.4044/2566 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
706438
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดยะลา -",
        "judge": ""
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 9 -",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081941549"
    }
}
date
2567
deka_no
809/2567
deka_running_no
809
deka_year
2567
department
แผนก
judges
[
    "วาสนา อัจฉรานุวัฒน์",
    "นพดล คชรินทร์",
    "อาทิตย์ ออกเวหา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 225"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 15"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ.2559",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุมประพฤติ พ.ศ.2559",
        "sections": [
            "ม. 30"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดยะลา"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย จ."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 341, 343 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 วรรคแรก, 83 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) (ที่ถูก มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1)) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี (ที่ถูก ข้อหาอื่นให้ยก)

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยทั้งสองฎีกาสรุปว่า แม้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ แต่ตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติแตกต่างจากข้อเท็จจริงตามฟ้องและคำแถลงของผู้เสียหายคดีนี้ จำเลยทั้งสองไม่ได้กระทำเป็นขบวนการหรือแบ่งหน้าที่กันทำแต่อย่างใด จำเลยทั้งสองกระทำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ด้วยความโง่เขลาเบาปัญญา ขาดความรอบคอบและไว้เนื้อเชื่อใจบุคคลอื่นและด้อยประสบการณ์ ไม่รู้เท่าทันจนตกเป็นเครื่องมือให้กลุ่มขบวนการ ซึ่งมีพฤติการณ์ในการฉ้อโกงประชาชนนั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นแจ้งรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติให้จำเลยทั้งสองทราบในวันนัดฟังคำพิพากษา จำเลยทั้งสองก็แถลงขอสละถ้อยคำในทำนองปฏิเสธที่ให้ไว้ต่อพนักงานคุมประพฤติและคงให้การรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ทุกประการ ตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 16 กันยายน 2565 เท่ากับข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติแล้วว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้อง เมื่อพระราชบัญญัติคุมประพฤติ พ.ศ. 2559 มาตรา 30 บัญญัติให้ศาลมีอำนาจเพียงนำข้อเท็จจริงที่ปรากฏในรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยของพนักงานคุมประพฤติมาประกอบการใช้ดุลพินิจในการกำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยเท่านั้น ไม่อาจนำมารับฟังในฐานะเป็นพยานหลักฐานเพื่อวินิจฉัยการกระทำของจำเลยตามฟ้องได้ ดังนี้ จำเลยทั้งสองจึงไม่อาจยกข้อเท็จจริงตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสองของพนักงานคุมประพฤติซึ่งขัดแย้งกับคำให้การรับสารภาพของจำเลยทั้งสองขึ้นอ้างเพื่อให้ศาลพิพากษายกฟ้องได้ เพราะเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้จึงไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่อาจรับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า มีเหตุให้ลงโทษจำเลยทั้งสองสถานเบาโดยลงโทษปรับสถานเดียวหรือรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันหลอกลวงผู้เสียหายและประชาชนทั่วไปด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ โดยการลงโฆษณาข้อความเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ทางสื่อสังคมออนไลน์โปรแกรมเฟซบุ๊กจนผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินให้จำเลยทั้งสองกับพวกไป 17,000 บาท เป็นการกระทำที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของผู้อื่น และยังมีผลกระทบต่อสภาวะทางเศรษฐกิจกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนและสังคมโดยส่วนรวม นับเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน และจำเลยทั้งสองมีภาระต้องเลี้ยงดูครอบครัว ทั้งชดใช้เงินคืนแก่ผู้เสียหายจนครบถ้วนแล้วและผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความกับจำเลยทั้งสองในทางแพ่งอีก ก็ไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะลงโทษปรับจำเลยทั้งสองสถานเดียวหรือรอการลงโทษจำคุกให้จำเลยทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 ปี และลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี โดยไม่รอการลงโทษให้นั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีและเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000032.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.4044/2566
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2567