คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ครพ.ที่ 1020/2567 ฉบับเต็ม

#706443
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ครพ. 1020/2567 นาง จ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ย. โจทก์ นาย ธ. จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 247, มาตรา 248 (เดิม) ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้นภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์" เมื่อจำเลยยื่นฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับรองฎีกา ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 (เดิม) ซึ่งคำร้องดังกล่าวไม่อาจแปลความหรือถือว่าเป็นคำร้องขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา จึงเป็นกรณีที่จำเลยยื่นคำฟ้องฎีกาโดยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกามาด้วย อันเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ 155,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินที่เช่า พร้อมชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินเสร็จสิ้น และให้จำเลยรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างพร้อมปรับสภาพที่ดินแปลงดังกล่าวให้กลับสภาพเดิมคืนแก่โจทก์โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายแต่ฝ่ายเดียว จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 155,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรือในอัตราดอกเบี้ยใหม่ที่อาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 สิงหาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ 1,500 ตารางเมตร กว้าง 25 เมตร ยาว 60 เมตร ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 7 ตำบลทุ่งค่าย อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง พร้อมชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินดังกล่าวเสร็จสิ้น และให้จำเลยรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างพร้อมปรับสภาพที่ดินแปลงดังกล่าวให้กลับสภาพเดิมคืนแก่โจทก์โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายฝ่ายเดียว กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์ จำเลยยื่นคำร้องขอให้รับรองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 (เดิม) พร้อมฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2566 ศาลฎีกาแผนกคดีคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้นภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์" เมื่อจำเลยยื่นฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับรองฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 (เดิม) ซึ่งคำร้องดังกล่าวไม่อาจแปลความหรือถือว่าเป็นคำร้องขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา จึงเป็นกรณีที่จำเลยยื่นคำฟ้องฎีกาโดยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกามาด้วย อันเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว จึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ (นันทวัน เจริญชาศรี-กิตติพงษ์ ศิริโรจน์-วิชาญ ศิริเศรษฐ์) - - แหล่งที่มา หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ครพ.1638/2566 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
706443
courts
[
    {
        "court": "-",
        "judge": ""
    },
    {
        "court": "-",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081941396"
    }
}
date
2567
deka_no
1020/2567
deka_running_no
1020
deka_year
2567
department
แผนก
judges
[
    "นันทวัน เจริญชาศรี",
    "กิตติพงษ์ ศิริโรจน์",
    "วิชาญ ศิริเศรษฐ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 247",
            "ม. 248 (เดิม)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาง จ. ในฐานะผู้จัดการมรดกของนาย ย."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ธ."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระหนี้แก่โจทก์ 155,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากที่ดินที่เช่า พร้อมชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินเสร็จสิ้น และให้จำเลยรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างพร้อมปรับสภาพที่ดินแปลงดังกล่าวให้กลับสภาพเดิมคืนแก่โจทก์โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายแต่ฝ่ายเดียว

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 155,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรือในอัตราดอกเบี้ยใหม่ที่อาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 สิงหาคม 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ 1,500 ตารางเมตร กว้าง 25 เมตร ยาว 60 เมตร ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 7 ตำบลทุ่งค่าย อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง พร้อมชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ในอัตราเดือนละ 5,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินพร้อมบริวารออกจากที่ดินดังกล่าวเสร็จสิ้น และให้จำเลยรื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้างพร้อมปรับสภาพที่ดินแปลงดังกล่าวให้กลับสภาพเดิมคืนแก่โจทก์โดยจำเลยเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายฝ่ายเดียว กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นให้เป็นพับ ให้จำเลยใช้ค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์ 10,000 บาท แทนโจทก์

จำเลยยื่นคำร้องขอให้รับรองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 (เดิม) พร้อมฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2566

ศาลฎีกาแผนกคดีคำสั่งคำร้องและขออนุญาตฎีกาในศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นที่มีคำพิพากษาหรือคำสั่งในคดีนั้นภายในกำหนดหนึ่งเดือนนับแต่วันที่ได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์" เมื่อจำเลยยื่นฎีกาพร้อมกับยื่นคำร้องขอให้ผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับรองฎีกา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 (เดิม) ซึ่งคำร้องดังกล่าวไม่อาจแปลความหรือถือว่าเป็นคำร้องขอให้ศาลฎีกาอนุญาตให้ฎีกา จึงเป็นกรณีที่จำเลยยื่นคำฟ้องฎีกาโดยไม่ได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกามาด้วย อันเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติดังกล่าว

จึงมีคำสั่งไม่รับฎีกาของจำเลย คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดให้แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000031.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ครพ.1638/2566
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ ครพ.
year
2567