คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 725/2567 ฉบับเต็ม

#708430
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 725/2567 นางสาว ธ. โจทก์ นางสาว ภ. กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 180 วรรคสอง การกระทำความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาผู้กระทำจะต้องมีการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี การที่จำเลยที่ 2 ในฐานะทนายความโจทก์ ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 มิใช่การนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานในการพิจารณาคดี แต่เป็นอำนาจที่จำเลยที่ 2 กระทำได้ตามที่โจทก์มอบหมายไว้ในใบแต่งทนายความ หากการกระทำของจำเลยที่ 2 ฝ่าฝืนความประสงค์ของโจทก์ และทำให้โจทก์เสียหายอย่างไร ก็ต้องไปว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่ง คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ไม่มีมูลความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีอาญา ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 341, 343, 180 วรรคสอง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงิน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้อง และยกฟ้องคดีส่วนแพ่งโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งสำหรับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ แต่ให้รับฟ้องคดีส่วนแพ่งระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 มีมูลความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ เห็นว่า การกระทำอันจะเป็นการฉ้อโกงประชาชน ลักษณะของการหลอกลวงที่แสดงออกด้วยข้อความเท็จ จะต้องมีเจตนากระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนทั่ว ๆ ไปโดยมุ่งหมายให้แพร่หลายทั่วไปในหมู่ประชาชน คดีนี้ได้ความจากผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า ขณะจำเลยที่ 1 ชักชวนโจทก์ให้ร่วมลงทุนซื้อขายทองคำแท่งจำเลยที่ 1 ยังประกอบกิจการร้านทองตามปกติ ทั้งไม่ปรากฏจากทางไต่สวนว่าจำเลยที่ 1 ชักชวนบุคคลอื่นหรือประกาศให้ประชาชนทั่วไปมาร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 1 ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่เห็นด้วยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับฟังถ้อยคำเบิกความของผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1เป็นเพื่อนกันมาประมาณ 40 ปี และลูกจะเรียนต่างประเทศจึงตกลงร่วมลงทุน 5,000,000 บาท เพื่อได้ผลกำไร แล้วพิจารณาว่าเป็นเรื่องส่วนตัว เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 นั้น เห็นว่า ถ้อยคำเบิกความของผู้รับมอบอำนาจโจทก์ เป็นข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบให้ปรากฏในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 สามารถใช้ดุลพินิจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ไม่มีมูลความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มีมูลความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาหรือไม่ เห็นว่า การกระทำความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา ผู้กระทำจะต้องมีการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี การที่จำเลยที่ 2 ในฐานะทนายความของโจทก์ ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 มิใช่การนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานในการพิจารณาคดี แต่เป็นอำนาจที่จำเลยที่ 2 กระทำได้ตามที่โจทก์มอบหมายไว้ในใบแต่งทนายความ หากการกระทำของจำเลยที่ 2 ฝ่าฝืนความประสงค์ของโจทก์ และทำให้โจทก์เสียหายอย่างไร ก็ต้องไปว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่งคดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ไม่มีมูลความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน (นพพร โพธิรังสิยากร-พงษ์ธร จันทร์อุดม-วิชัย ตัญศิริ) - - แหล่งที่มา หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.4060/2566 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
708430
courts
[
    {
        "court": "-",
        "judge": ""
    },
    {
        "court": "-",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081941676"
    }
}
date
2567
deka_no
725/2567
deka_running_no
725
deka_year
2567
department
แผนก
judges
[
    "นพพร โพธิรังสิยากร",
    "พงษ์ธร จันทร์อุดม",
    "วิชัย ตัญศิริ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 180 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาว ธ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาว ภ. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 341, 343, 180 วรรคสอง และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้เงิน 5,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมายแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้อง และยกฟ้องคดีส่วนแพ่งโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนแพ่งสำหรับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ แต่ให้รับฟ้องคดีส่วนแพ่งระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 9 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 มีมูลความผิดฐานฉ้อโกงประชาชนหรือไม่ เห็นว่า การกระทำอันจะเป็นการฉ้อโกงประชาชน ลักษณะของการหลอกลวงที่แสดงออกด้วยข้อความเท็จ จะต้องมีเจตนากระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนทั่ว ๆ ไปโดยมุ่งหมายให้แพร่หลายทั่วไปในหมู่ประชาชน คดีนี้ได้ความจากผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า ขณะจำเลยที่ 1 ชักชวนโจทก์ให้ร่วมลงทุนซื้อขายทองคำแท่งจำเลยที่ 1 ยังประกอบกิจการร้านทองตามปกติ ทั้งไม่ปรากฏจากทางไต่สวนว่าจำเลยที่ 1 ชักชวนบุคคลอื่นหรือประกาศให้ประชาชนทั่วไปมาร่วมลงทุนกับจำเลยที่ 1 ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ไม่เห็นด้วยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 9 รับฟังถ้อยคำเบิกความของผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1เป็นเพื่อนกันมาประมาณ 40 ปี และลูกจะเรียนต่างประเทศจึงตกลงร่วมลงทุน 5,000,000 บาท เพื่อได้ผลกำไร แล้วพิจารณาว่าเป็นเรื่องส่วนตัว เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 นั้น เห็นว่า ถ้อยคำเบิกความของผู้รับมอบอำนาจโจทก์ เป็นข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบให้ปรากฏในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 สามารถใช้ดุลพินิจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 9 จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ไม่มีมูลความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า คดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 มีมูลความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญาหรือไม่ เห็นว่า การกระทำความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา ผู้กระทำจะต้องมีการนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดี การที่จำเลยที่ 2 ในฐานะทนายความของโจทก์ ยื่นคำร้องขอถอนฟ้องจำเลยที่ 1 มิใช่การนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานในการพิจารณาคดี แต่เป็นอำนาจที่จำเลยที่ 2 กระทำได้ตามที่โจทก์มอบหมายไว้ในใบแต่งทนายความ หากการกระทำของจำเลยที่ 2 ฝ่าฝืนความประสงค์ของโจทก์ และทำให้โจทก์เสียหายอย่างไร ก็ต้องไปว่ากล่าวกันเป็นอีกเรื่องหนึ่งคดีของโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ไม่มีมูลความผิดฐานนำสืบหรือแสดงพยานหลักฐานอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีอาญา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000033.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.4060/2566
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2567