คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 853/2567 ฉบับเต็ม

#708434
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 853/2567 นางสาว อ. กับพวก โจทก์ บริษัท อ. ผู้ร้อง บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก. ผู้คัดค้าน บริษัท น. กับพวก จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 322, มาตรา 324 จำเลยที่ 14 ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 69 แปลง ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดในคดีนี้ นำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 12 ต่อธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย เมื่อผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องทั้งปวงที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยมีต่อจำเลยที่ 12 ผู้ร้องย่อมรับโอนสิทธิเรียกร้องในฐานะผู้รับจำนองทรัพย์ดังกล่าวด้วย และสิทธิในฐานะผู้รับจำนองดังกล่าวของผู้ร้องย่อมได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 324 (1) โดยบทบัญญัติดังกล่าวมิได้มีข้อจำกัดว่าบุคคลนั้นจะต้องเป็นบุคคลภายนอกเหมือนเช่นมาตรา 322 แม้ผู้ร้องจะมีฐานะเป็นจำเลยที่ 13 ในคดี ก็ไม่ต้องห้ามที่จะยื่นคำร้องขอให้คุ้มครองสิทธิของตนในฐานะผู้รับจำนองได้ และการที่อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินทั้ง 69 แปลง ก่อนเจ้าหนี้อื่นก็หาได้กระทบต่อสิทธิของโจทก์ในอันที่จะบังคับคดีแก่เงินจำนวนดังกล่าวในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของผู้ร้องแต่อย่างใด เพราะโจทก์ยังสามารถร้องขอให้บังคับคดีแก่เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดนั้นได้ตามกฎหมายอยู่แล้ว ___________________________ คดีสืบเนื่องจาก โจทก์ทั้งยี่สิบสองฟ้องจำเลยทั้งสิบสี่ให้ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย ระหว่างพิจารณาโจทก์ทั้งยี่สิบสองขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 จากสารบบความ วันที่ 10 พฤษภาคม 2561 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 11 ถึงที่ 14 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินให้โจทก์แต่ละคน และจำเลยที่ 11 ที่ 12 และที่ 14 ตกลงนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างรวม 95 แปลง จดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ตามคำพิพากษาภายใน 3 เดือน นับแต่วันทำสัญญา หากจำเลยที่ 1 ที่ 11 ถึงที่ 14 ไม่ไปจดทะเบียนจำนองภายในกำหนดถือว่าผิดนัดชำระหนี้ทั้งหมด ยินยอมให้โจทก์ทั้งยี่สิบสองบังคับคดีได้ทันที หากผิดนัดข้อใดข้อหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์ทั้งยี่สิบสองบังคับคดีตามคำขอท้ายฟ้อง และให้บังคับจำนองที่ดินที่ได้จดทะเบียนจำนอง (หากมีการจดทะเบียน) ออกขายทอดตลาดได้ทันที หากขายทอดตลาดแล้วยังคงเหลือหนี้ค้างชำระ ให้บังคับคดียึด อายัดทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 ที่ 11 ถึงที่ 14 ออกขายทอดตลาดจนกว่าโจทก์ทั้งยี่สิบสองจะได้รับชำระเงินครบถ้วน ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้จำนองที่ดินทั้ง 69 แปลง ของจำเลยที่ 14 ซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้าสวมสิทธิในคดีฟื้นฟูกิจการแทนเจ้าหนี้เดิม ยังไม่ได้รับชำระหนี้ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 12 เลย เมื่อโจทก์ทั้งยี่สิบสองนำยึดที่ดิน 69 แปลง ของจำเลยที่ 14 ผู้ร้องในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมาจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยเจ้าหนี้เดิม ย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นโดยอาศัยอำนาจแห่งจำนองเป็นเงิน 2,649,763,655.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 843,643,383.26 บาท นับถัดจากวันที่ยื่นคำร้องจนถึงวันที่ผู้ร้องได้รับชำระครบถ้วน ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้ร้องฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องซึ่งมีฐานะเป็นจำเลยที่ 13 ในคดีนี้ จะอาศัยอำนาจแห่งการจำนองในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองทรัพย์สินของจำเลยที่ 14 ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นได้หรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องรับโอนสิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่มีต่อจำเลยที่ 12 และที่ 14 มาจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย เมื่อที่ดินของจำเลยที่ 14 จำนวน 69 แปลง ถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ในคดีนี้ และผู้ร้องยังมิได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 12 ครบถ้วน ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองจึงยื่นขอรับชำระหนี้โดยอาศัยอำนาจแห่งจำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 324 (1) ซึ่งไม่มีข้อจำกัดสิทธิว่าต้องเป็นบุคคลภายนอก มิใช่ยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 322 เห็นว่า ในการบังคับคดี ถ้าจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีมิได้ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน โจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้มีการบังคับคดีโดยวิธียึดทรัพย์สิน อายัดสิทธิเรียกร้องหรือบังคับคดีโดยวิธีอื่น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ลักษณะ 2 การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง แต่การบังคับคดีดังกล่าวต้องไม่กระทบกระทั่งถึงทรัพยสิทธิ บุริมสิทธิ สิทธิยึดหน่วง หรือสิทธิอื่นของบุคคลภายนอกหรือบุคคลใดที่มีอยู่เหนือสิทธินั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ลักษณะ 2 หมวด 2 ส่วนที่ 6 สิทธิของบุคคลภายนอกและผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ถูกบังคับคดี ได้ความว่า จำเลยที่ 14 ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 69 แปลง ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดในคดีนี้ นำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 12 ต่อธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยในวันที่ 15 กรกฎาคม 2547 และวันที่ 16 กันยายน 2548 จำนวน 65 แปลง และ 4 แปลง ตามลำดับ ต่อมาวันที่ 15 ธันวาคม 2558 ผู้ร้องรับโอนสิทธิเรียกร้องของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยที่มีต่อจำเลยที่ 12 ทั้งหมด และมีการจดทะเบียนการโอนสิทธิเรียกร้องต่อเจ้าพนักงานวันที่ 28 มิถุนายน 2559 ดังนี้ เมื่อผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องทั้งปวงที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยมีต่อจำเลยที่ 12 หากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยมีสิทธิในฐานะผู้รับจำนองแก่ทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 14 ซึ่งจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 12 อย่างไร ผู้ร้องย่อมรับโอนสิทธิเรียกร้องในฐานะผู้รับจำนองทรัพย์ดังกล่าวด้วย และสิทธิในฐานะผู้รับจำนองดังกล่าวของผู้ร้องย่อมได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 324 (1) ซึ่งบัญญัติให้บุคคลใดที่มีสิทธิจะได้รับชำระหนี้ในกรณีเป็นผู้รับจำนอง บุคคลนั้นอาจยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำเงินที่ได้จากการขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินนั้นมาชำระหนี้แก่ตนก่อนเจ้าหนี้อื่นได้ โดยบทบัญญัติดังกล่าวมิได้มีข้อจำกัดว่าบุคคลนั้นจะต้องเป็นบุคคลภายนอก เหมือนเช่นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 322 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองสิทธิของบุคคลภายนอกที่อาจจะได้รับการกระทบกระทั่งจากการบังคับคดี แตกต่างกับสิทธิของบุคคลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 324 ดังจะเห็นได้ว่าบทบัญญัติมาตรา 322 บัญญัติไว้แต่ต้นว่าเป็นกรณีภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา 324 ซึ่งมีความหมายว่าการบังคับใช้บทบัญญัติมาตรา 322 เป็นกรณีนอกเหนือจากสิทธิที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 324 ผู้ร้องเป็นผู้รับจำนองที่ดิน 69 แปลง อันเป็นสิทธิตามกฎหมายสารบัญญัติที่กฎหมายให้การรับรองคุ้มครอง ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะมีฐานะเป็นจำเลยที่ 13 ในคดี ก็ไม่ต้องห้ามที่จะยื่นคำร้องขอให้คุ้มครองสิทธิของตนในฐานะผู้รับจำนองได้ และการที่อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินทั้ง 69 แปลง ก่อนเจ้าหนี้อื่นก็หาได้กระทบต่อสิทธิของโจทก์ในอันที่จะบังคับคดีแก่เงินจำนวนดังกล่าวในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของผู้ร้องแต่อย่างใด เพราะโจทก์ยังสามารถร้องขอให้บังคับคดีแก่เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดนั้นได้ตามกฎหมายอยู่แล้วที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องขอให้คุ้มครองสิทธิของตนในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองได้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นโดยอาศัยอำนาจแห่งจำนองหรือไม่ เพียงใด ซึ่งศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคยังมิได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าว เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาล และภายใต้พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 49 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคเป็นที่สุด จึงเห็นควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยประเด็นดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 ประกอบมาตรา 252 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ-กษิดิศ มงคลศิริภัทรา-สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์) - - แหล่งที่มา หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ผบ.(พ)154/2566 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
708434
courts
[
    {
        "court": "-",
        "judge": ""
    },
    {
        "court": "-",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081941546"
    }
}
date
2567
deka_no
853/2567
deka_running_no
853
deka_year
2567
department
แผนก
judges
[
    "นพรัตน์ สี่ทิศประเสริฐ",
    "กษิดิศ มงคลศิริภัทรา",
    "สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 322",
            "ม. 324"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาว อ. กับพวก"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "บริษัท อ."
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "บริษัทบริหารสินทรัพย์ ก."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท น. กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจาก โจทก์ทั้งยี่สิบสองฟ้องจำเลยทั้งสิบสี่ให้ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย ระหว่างพิจารณาโจทก์ทั้งยี่สิบสองขอถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 ศาลชั้นต้นอนุญาต และให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ถึงที่ 10 จากสารบบความ วันที่ 10 พฤษภาคม 2561 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้จำเลยที่ 1 ที่ 11 ถึงที่ 14 ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินให้โจทก์แต่ละคน และจำเลยที่ 11 ที่ 12 และที่ 14 ตกลงนำที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างรวม 95 แปลง จดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ตามคำพิพากษาภายใน 3 เดือน นับแต่วันทำสัญญา หากจำเลยที่ 1 ที่ 11 ถึงที่ 14 ไม่ไปจดทะเบียนจำนองภายในกำหนดถือว่าผิดนัดชำระหนี้ทั้งหมด ยินยอมให้โจทก์ทั้งยี่สิบสองบังคับคดีได้ทันที หากผิดนัดข้อใดข้อหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด ยอมให้โจทก์ทั้งยี่สิบสองบังคับคดีตามคำขอท้ายฟ้อง และให้บังคับจำนองที่ดินที่ได้จดทะเบียนจำนอง (หากมีการจดทะเบียน) ออกขายทอดตลาดได้ทันที หากขายทอดตลาดแล้วยังคงเหลือหนี้ค้างชำระ ให้บังคับคดียึด อายัดทรัพย์สินอื่น ๆ ของจำเลยที่ 1 ที่ 11 ถึงที่ 14 ออกขายทอดตลาดจนกว่าโจทก์ทั้งยี่สิบสองจะได้รับชำระเงินครบถ้วน

ผู้ร้องยื่นคำร้องว่าผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้จำนองที่ดินทั้ง 69 แปลง ของจำเลยที่ 14 ซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้าสวมสิทธิในคดีฟื้นฟูกิจการแทนเจ้าหนี้เดิม ยังไม่ได้รับชำระหนี้ทั้งต้นเงินและดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 12 เลย เมื่อโจทก์ทั้งยี่สิบสองนำยึดที่ดิน 69 แปลง ของจำเลยที่ 14 ผู้ร้องในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวมาจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยเจ้าหนี้เดิม ย่อมมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นโดยอาศัยอำนาจแห่งจำนองเป็นเงิน 2,649,763,655.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 18 ต่อปี ของต้นเงิน 843,643,383.26 บาท นับถัดจากวันที่ยื่นคำร้องจนถึงวันที่ผู้ร้องได้รับชำระครบถ้วน

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จำนองก่อนเจ้าหนี้อื่น ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้ยกคำร้องของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้ร้องฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ผู้ร้องซึ่งมีฐานะเป็นจำเลยที่ 13 ในคดีนี้ จะอาศัยอำนาจแห่งการจำนองในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองทรัพย์สินของจำเลยที่ 14 ยื่นคำร้องขอรับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่นได้หรือไม่ ผู้ร้องฎีกาว่า ผู้ร้องรับโอนสิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่มีต่อจำเลยที่ 12 และที่ 14 มาจากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย เมื่อที่ดินของจำเลยที่ 14 จำนวน 69 แปลง ถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดไว้ในคดีนี้ และผู้ร้องยังมิได้รับชำระหนี้จากจำเลยที่ 12 ครบถ้วน ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองจึงยื่นขอรับชำระหนี้โดยอาศัยอำนาจแห่งจำนองก่อนเจ้าหนี้อื่นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 324 (1) ซึ่งไม่มีข้อจำกัดสิทธิว่าต้องเป็นบุคคลภายนอก มิใช่ยื่นคำร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 322 เห็นว่า ในการบังคับคดี ถ้าจำเลยหรือลูกหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งเป็นฝ่ายแพ้คดีมิได้ปฏิบัติตามคำบังคับที่ออกตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทั้งหมดหรือบางส่วน โจทก์หรือเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาชอบที่จะร้องขอให้มีการบังคับคดีโดยวิธียึดทรัพย์สิน อายัดสิทธิเรียกร้องหรือบังคับคดีโดยวิธีอื่น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ลักษณะ 2 การบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่ง แต่การบังคับคดีดังกล่าวต้องไม่กระทบกระทั่งถึงทรัพยสิทธิ บุริมสิทธิ สิทธิยึดหน่วง หรือสิทธิอื่นของบุคคลภายนอกหรือบุคคลใดที่มีอยู่เหนือสิทธินั้น ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ภาค 4 ลักษณะ 2 หมวด 2 ส่วนที่ 6 สิทธิของบุคคลภายนอกและผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ถูกบังคับคดี ได้ความว่า จำเลยที่ 14 ผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้ง 69 แปลง ที่เจ้าพนักงานบังคับคดียึดในคดีนี้ นำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 12 ต่อธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยในวันที่ 15 กรกฎาคม 2547 และวันที่ 16 กันยายน 2548 จำนวน 65 แปลง และ 4 แปลง ตามลำดับ ต่อมาวันที่ 15 ธันวาคม 2558 ผู้ร้องรับโอนสิทธิเรียกร้องของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยที่มีต่อจำเลยที่ 12 ทั้งหมด และมีการจดทะเบียนการโอนสิทธิเรียกร้องต่อเจ้าพนักงานวันที่ 28 มิถุนายน 2559 ดังนี้ เมื่อผู้ร้องได้รับโอนสิทธิเรียกร้องทั้งปวงที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยมีต่อจำเลยที่ 12 หากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทยมีสิทธิในฐานะผู้รับจำนองแก่ทรัพย์จำนองของจำเลยที่ 14 ซึ่งจดทะเบียนจำนองเป็นประกันการชำระหนี้ของจำเลยที่ 12 อย่างไร ผู้ร้องย่อมรับโอนสิทธิเรียกร้องในฐานะผู้รับจำนองทรัพย์ดังกล่าวด้วย และสิทธิในฐานะผู้รับจำนองดังกล่าวของผู้ร้องย่อมได้รับความคุ้มครองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 324 (1) ซึ่งบัญญัติให้บุคคลใดที่มีสิทธิจะได้รับชำระหนี้ในกรณีเป็นผู้รับจำนอง บุคคลนั้นอาจยื่นคำร้องขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีนำเงินที่ได้จากการขายหรือจำหน่ายทรัพย์สินนั้นมาชำระหนี้แก่ตนก่อนเจ้าหนี้อื่นได้ โดยบทบัญญัติดังกล่าวมิได้มีข้อจำกัดว่าบุคคลนั้นจะต้องเป็นบุคคลภายนอก เหมือนเช่นประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 322 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองสิทธิของบุคคลภายนอกที่อาจจะได้รับการกระทบกระทั่งจากการบังคับคดี แตกต่างกับสิทธิของบุคคลตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 324 ดังจะเห็นได้ว่าบทบัญญัติมาตรา 322 บัญญัติไว้แต่ต้นว่าเป็นกรณีภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา 324 ซึ่งมีความหมายว่าการบังคับใช้บทบัญญัติมาตรา 322 เป็นกรณีนอกเหนือจากสิทธิที่บัญญัติไว้ตามมาตรา 324 ผู้ร้องเป็นผู้รับจำนองที่ดิน 69 แปลง อันเป็นสิทธิตามกฎหมายสารบัญญัติที่กฎหมายให้การรับรองคุ้มครอง ดังนั้น แม้ผู้ร้องจะมีฐานะเป็นจำเลยที่ 13 ในคดี ก็ไม่ต้องห้ามที่จะยื่นคำร้องขอให้คุ้มครองสิทธิของตนในฐานะผู้รับจำนองได้ และการที่อนุญาตให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้จากเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดที่ดินทั้ง 69 แปลง ก่อนเจ้าหนี้อื่นก็หาได้กระทบต่อสิทธิของโจทก์ในอันที่จะบังคับคดีแก่เงินจำนวนดังกล่าวในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาของผู้ร้องแต่อย่างใด เพราะโจทก์ยังสามารถร้องขอให้บังคับคดีแก่เงินที่ได้จากการขายทอดตลาดนั้นได้ตามกฎหมายอยู่แล้วที่ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องขอให้คุ้มครองสิทธิของตนในฐานะเจ้าหนี้ผู้รับจำนองได้นั้น ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องมีสิทธิได้รับชำระหนี้ก่อนเจ้าหนี้อื่นโดยอาศัยอำนาจแห่งจำนองหรือไม่ เพียงใด ซึ่งศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคยังมิได้วินิจฉัยประเด็นดังกล่าว เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเป็นไปตามลำดับชั้นศาล และภายใต้พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 49 วรรคสอง ซึ่งบัญญัติให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภคเป็นที่สุด จึงเห็นควรย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์แผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยประเด็นดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 ประกอบมาตรา 252 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

พิพากษายกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้คัดค้านที่ยังมิได้วินิจฉัยแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000032.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ผบ.(พ)154/2566
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2567