ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำวินิจฉัยที่ 34/2567
ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้ส่งความเห็น
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรี
ศาลผู้รับความเห็น
นาง จ.
ผู้ฟ้องคดี
เทศบาลตำบลสระกระโจม ที่ 1 กับพวกรวม 3 คน
ผู้ถูกฟ้องคดี
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา
ป.พ.พ. มาตรา
ป.ที่ดิน มาตรา
พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ.2496 มาตรา
พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 มาตรา
ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553 มาตรา
คดีนี้ นาง จ. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้องเทศบาลตำบลสระกระโจม ที่ 1 นายกเทศมนตรีตำบลสระกระโจม ที่ 2 นายอำเภอดอนเจดีย์ ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี อ้างว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินมีโฉนดจำนวน 2 แปลง ตำบลสระกระโจม อำเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งติดกับป่าช้าสระกลอย (ป่าช้าสาธารณะ) ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 นำขยะมูลฝอยมาทิ้งในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองแปลงรวม 3,840 ตัน ตามโครงการบ่อขยะ 5 ไร่ และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลการบริหารงานของ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และดูแลรักษาที่ดินสาธารณประโยชน์ในเขตตำบลที่อยู่ในเขตพื้นที่การปกครองของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ละเลยต่อหน้าที่ไม่สำรวจและรังวัดที่ดินสาธารณประโยชน์ เพื่อขึ้นทะเบียนหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ป่าช้าสระกลอย จนเป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 นำขยะทิ้งรุกล้ำเข้ามาในเขตที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองแปลง และหาประโยชน์จากการทำบ่อขยะบนที่ดินด้วยการเก็บรายได้ค่าบริการกำจัดขยะ โดยไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ฟ้องคดีและไม่มีการติดต่อขอเช่าใช้ที่ดินให้ถูกต้อง อันเป็นการกระทำละเมิด ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง (ตามคำขอท้ายฟ้อง) ยุติการทิ้งขยะบนที่ดินพิพาท ขนย้ายกองขยะออกไปจากที่ดินพิพาท ให้ถมที่ดินให้มีสภาพเหมือนเดิม ปรับภูมิทัศน์ที่ดินให้สวยงามด้วยต้นไม้ยืนต้นตามแนวเขตที่ดิน ให้ทำการรังวัดป่าช้าสระกลอย (ป่าช้าสาธารณะ) เพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง (ตามคำขอท้ายฟ้อง) จ่ายค่าเสียหาย ค่าขาดรายได้ และค่าเสียโอกาส ค่าทนายความ ค่าที่ปรึกษากฎหมาย และค่าฤชาธรรมเนียมต่าง ๆ
ส่วนผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน การออกโฉนดที่ดินพิพาทจึงออกทับซ้อนกับที่สาธารณประโยชน์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ได้มีหนังสือแจ้งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 สำรวจที่ดินสาธารณประโยชน์เพื่อขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) แล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงไม่ได้ละเลยการปฏิบัติหน้าที่ การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นการละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ขอให้ยกฟ้อง
ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้ เป็นปัญหาเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท อีกทั้งผู้ฟ้องคดีได้ยื่นฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และอำเภอดอนเจดีย์ เป็นจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อศาลจังหวัดสุพรรณบุรี ในคดีหมายเลขดำที่ พ 682/2565 เกี่ยวกับที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ในคดีนี้ ขอให้เพิกถอนคำคัดค้านของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 รับรองแนวเขตการรังวัดที่ดิน และเพิกถอนคำคัดค้านการรังวัดสอบเขตของที่ดินพิพาททั้งสองแปลง ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ศาลปกครองกลางพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดสุพรรณบุรีพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อพิพาทดังกล่าวในคดีนี้เป็นกรณีที่ผู้ฟ้องคดีและผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสามยังโต้แย้งกันเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินพิพาทว่าที่ดินพิพาทเป็นของผู้ฟ้องคดีหรือเป็นที่ดินสาธารณประโยชน์เป็นสำคัญ คดีที่มีประเด็นโดยตรงเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินของบุคคล จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ แม้เทศบาลตำบลสระกระโจม ที่ 1 นายกเทศมนตรีตำบลสระกระโจม ที่ 2 นายอำเภอดอนเจดีย์ ที่ 3 ผู้ถูกฟ้องคดี เป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่การที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 นำขยะไปกองทิ้งไว้ในที่ดินของผู้ฟ้องคดี โดยไม่ได้รับความยินยอม อันเป็นการกระทำละเมิด แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ต่างก็ให้การว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินป่าช้าสระกลอย ซึ่งเป็นที่สาธารณประโยชน์ไม่ใช่ที่ดินของผู้ฟ้องคดี กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน การที่ศาล จะวินิจฉัยว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 กระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดีหรือไม่ จึงเป็นเพียงผลของการวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาท ซึ่งหากศาลวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ฟ้องคดี การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 กระทำการตามฟ้องก็เป็นการกระทำละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี แต่หากที่ดินพิพาท เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จะเป็นผลให้การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 และที่ 2 ที่นำขยะไปทิ้งในที่ดินของผู้ฟ้องคดีไม่เป็นการกระทำละเมิด ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า การที่ผู้ฟ้องคดีใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ ก็เพื่อขอให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในที่ดินของผู้ฟ้องคดีเป็นสำคัญ ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
ส่วนคดีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ว่าละเลยต่อหน้าที่ไม่ขอรังวัดออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง (น.ส.ล.) ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553 สำหรับป่าช้าสระกลอย เป็นเหตุให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 นำขยะไปทิ้งรุกล้ำเข้ามาในที่ดินของผู้ฟ้องคดี นั้น เมื่อพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พระพุทธศักราช 2457 มาตรา 122 บัญญัติให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชน ใช้ประโยชน์ร่วมกันและสิ่งซึ่งเป็นสาธารณประโยชน์อื่นอันอยู่ในเขตอำเภอ และระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน พ.ศ. 2553 ข้อ 10 กำหนดให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการจัดทำทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์ และขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินสาธารณประโยชน์ที่ยังไม่ได้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง ซึ่งเป็นกรณีที่มีกฎหมายกำหนดหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ให้ต้องปฏิบัติเกี่ยวกับการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่สาธารณประโยชน์ ข้อพิพาทในส่วนที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณา คดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
___________________________
(ไม่มี -)
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
34/2567
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (2) และ (3) และคดีเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน