ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำวินิจฉัยที่ 62/2567
ศาลจังหวัดเชียงคำ
ศาลผู้ส่งความเห็น
ศาลปกครองเชียงใหม่
ศาลผู้รับความเห็น
นาง อ.
โจทก์
กรมสรรพากร ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา
ป.รัษฎากร มาตรา
ป.พ.พ. มาตรา
คดีนี้ โจทก์เป็นเอกชน ยื่นฟ้องกรมสรรพากร ที่ 1 อธิบดีกรมสรรพากร ที่ 2 จำเลย กรณีจำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้ยึดที่ดินที่มีชื่อนาย ร. ผู้ค้างชำระภาษีอากร เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมีที่ดินของโจทก์รวมอยู่ด้วย ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งยึดที่ดินดังกล่าว
ส่วนจำเลยทั้งสองให้การว่า ขณะออกคำสั่งยึดทรัพย์มีชื่อนาย ร. ผู้ค้างชำระภาษีอากรเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท คำสั่งยึดทรัพย์ชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงไม่อาจขอให้เพิกถอนคำสั่งยึดทรัพย์สินดังกล่าวได้ ขอให้ยกฟ้อง
จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า การออกคำสั่งอายัดทรัพย์สินของผู้ค้างชำระค่าภาษีอากรเป็นการกระทำทางปกครองและเป็นคำสั่งทางปกครอง การฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นคดีพิพาทซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
ศาลจังหวัดเชียงคำเห็นว่า แม้คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่า โจทก์หรือนาย ร. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทก่อนก็ตาม แต่โจทก์อ้างว่าจำเลยทั้งสองยึดที่ดินซึ่งมีชื่อนาย ร. ผู้ค้างชำระภาษีอากรโดยมิชอบเนื่องจากที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ขอให้จำเลยทั้งสองเพิกถอนการยึดที่ดินของโจทก์ จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลปกครองเชียงใหม่เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 2 มีคำสั่งให้ยึดที่ดินที่มีชื่อนาย ร. เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เนื่องจากนาย ร. เป็นผู้ค้างชำระค่าภาษีอากร โดยที่ดินที่ถูกยึดดังกล่าวมีที่ดินของโจทก์รวมอยู่ด้วย โจทก์เห็นว่า การที่จำเลยที่ 2 ยึดที่ดินของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะนาย ร. ไม่ใช่เจ้าของที่ดินดังกล่าว คดีจึงมีประเด็นที่ต้องพิจารณาว่า ที่ดินซึ่งจำเลยที่ 2 มีคำสั่งยึดไว้นั้นเป็นของนาย ร. หรือโจทก์ อันเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน ดังนั้น คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้โจทก์ยื่นฟ้องกรมสรรพากร ที่ 1 อธิบดีกรมสรรพากร ที่ 2 จำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยมีคำขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินของผู้ค้างชำระภาษีอากร ในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินมีโฉนดของโจทก์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย อันเป็นการตั้งรูปเรื่องเป็นการฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง แต่เมื่อพิจารณาเหตุแห่งการขอให้เพิกถอนคำสั่งดังกล่าว ก็เนื่องมาจากโจทก์อ้างว่า ที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ ไม่ใช่ของนาย ร. แต่จำเลยที่ 2 อาศัยอำนาจตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากร มีคำสั่งยึดที่ดินของโจทก์ โดยจำเลยโต้แย้งว่า ขณะออกคำสั่งยึดทรัพย์มีชื่อนาย ร. ผู้ค้างชำระภาษีอากร เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท คำสั่งยึดทรัพย์ชอบด้วยกฎหมาย เป็นเหตุให้โจทก์ไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กลับคืนมาเป็นของโจทก์ได้ กรณีจึงเป็นการโต้แย้งสิทธิในทรัพย์สินที่ยึด จึงมีประเด็นที่ศาลจะต้องวินิจฉัยว่า ที่ดินโฉนดที่จำเลยที่ 2 มีคำสั่งยึดนั้น เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ตามที่กล่าวอ้างหรือเป็นของนาย ร. ผู้ค้างชำระภาษีอากร ที่สามารถยึดเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ค่าภาษีอากรค้างได้ การฟ้องคดีของโจทก์จึงเป็นไปเพื่อให้ศาลรับรองคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินพิพาทเป็นสำคัญ แม้โจทก์จะตั้งรูปเรื่องในการฟ้องคดีโดยมีคำขอให้เพิกถอนคำสั่งมาด้วย ก็เป็นเพียงผลของการวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าว ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สินซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
___________________________
(ไม่มี -)
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
62/2567
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
คดีเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน