ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1241/2567
นาง ช. กับพวก
โจทก์
นาง น. กับพวก
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 4, มาตรา 5, มาตรา 155 วรรคหนึ่ง, มาตรา 172, มาตรา 237
ป.วิ.พ. มาตรา 55, มาตรา 142, มาตรา 274, มาตรา 296, มาตรา 297, มาตรา 298
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง
การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าการแสดงเจตนาจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองทำขึ้นมีเจตนาลวงโดยสมรู้กันมิได้มีเจตนาหย่ากันจริงแต่จดทะเบียนหย่าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับคดี การจดทะเบียนหย่าตกเป็นโมฆะ และเป็นการจดทะเบียนหย่าโดยไม่สุจริต ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ย่อมต้องด้วยกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะเรื่องการแสดงเจตนาและโมฆะกรรม ตาม ป.พ.พ. มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ" และตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้" ศาลจึงต้องใช้บทกฎหมายเฉพาะดังกล่าวเป็นหลักในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีนี้ตามที่มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ โดยไม่จำต้องอาศัยมาตรา 5 เรื่องการใช้สิทธิแห่งตนที่ให้บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต อันเป็นบทกฎหมายทั่วไปมาใช้ในการวินิจฉัยคดีนี้
กรณีการจดทะเบียนหย่าเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดีนี้นั้น กฎหมายบัญญัติทางแก้ไว้หลายกรณีด้วยกันเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสังคมสงบสุข แม้จำเลยทั้งสองอยู่ในสถานะจดทะเบียนหย่า แต่สิทธิของโจทก์ทั้งสองในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในการที่จะบังคับแก่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น โจทก์ทั้งสองชอบที่จะบังคับแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ด้วยการร้องขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้มีการบังคับคดี โดยวิธียึดทรัพย์สิน อายัดสิทธิเรียกร้อง หรือบังคับโดยวิธีอื่นแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ได้ แม้ว่ามีชื่อบุคคลอื่นเป็นเจ้าของในทะเบียนหรือปรากฏตามหลักฐานอย่างอื่นว่าเป็นของบุคคลอื่น ทั้งนี้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 274 วรรคหนึ่ง, 296 (1) (2) (3), 297 (1) และมาตรา 298 โจทก์ทั้งสองจะอ้างว่าทำให้สิทธิในการบังคับคดีของโจทก์ทั้งสองไม่ได้รับความคุ้มครองหาได้ไม่ โจทก์ทั้งสองจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างได้ว่าการจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะ
โจทก์ทั้งสองไม่ได้ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำนิติกรรมใดลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ทั้งสองผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ รวมทั้งไม่ได้ร้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมใด ๆ คงฟ้องแต่เพียงว่าจำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองรถกระบะภายหลังการจดทะเบียนหย่าทำให้โจทก์ทั้งสองยึดรถคันดังกล่าวไม่ได้ และมีคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนหย่าเท่านั้น คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงไม่ใช่การขอให้เพิกถอนนิติกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 237 วรรคหนึ่ง และศาลไม่อาจพิพากษาให้เพิกถอนการเป็นเจ้าของรถของจำเลยที่ 2 ในทะเบียนรถ เพราะจะเป็นการพิพากษาให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ดังนั้น แม้ศาลพิพากษาว่าการจดทะเบียนหย่าเป็นโมฆะและให้เพิกถอนการจดทะเบียนหย่า แต่จำเลยที่ 2 ก็ยังมีชื่อเป็นเจ้าของในทะเบียนรถเช่นเดิม ผลของคำพิพากษาดังกล่าวทำให้สิทธิของโจทก์ทั้งสองยังมีเท่ากับการไม่ได้ฟ้อง ซึ่งแสดงได้ว่าตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองถูกโต้แย้งสิทธิ โจทก์ทั้งสองจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างได้ว่าการจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะ
___________________________
โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้การจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2558 ตกเป็นโมฆะ และเพิกถอนทะเบียนการหย่าระหว่างจำเลยทั้งสอง เลขทะเบียนที่ 57/2108
จำเลยทั้งสองให้การว่า จำเลยทั้งสองตกลงจดทะเบียนหย่ากันโดยถูกต้องตามกฎหมายและแยกกันอยู่ โดยไม่ได้แสดงเจตนาลวงต่อนายทะเบียน การจดทะเบียนหย่าจึงไม่ตกเป็นโมฆะ จำเลยทั้งสองไม่มีเจตนาจดทะเบียนหย่าเพื่อจะไม่รับผิดในหนี้ตามสัญญากู้ยืมเงิน ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้การหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองตามทะเบียนการหย่า สำนักทะเบียนอำเภอบรบือ เลขทะเบียนที่ 57/2108 ลงวันที่ 10 กรกฎาคม 2558 เป็นโมฆะ กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
โจทก์ทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายตามที่โจทก์ทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่ ที่โจทก์ทั้งสองฎีกาว่า นอกจากโจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนหย่าด้วยเหตุเป็นการแสดงเจตนาลวงทำให้การหย่าตกเป็นโมฆะแล้ว ยังฟ้องว่าเป็นการจดทะเบียนหย่าโดยไม่สุจริตศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้เพิกถอนการหย่าด้วยเหตุการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตด้วยนั้น เห็นว่า การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าการแสดงเจตนาจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองทำขึ้นมีเจตนาลวงโดยสมรู้กันมิได้มีเจตนาหย่ากันจริงแต่จดทะเบียนหย่าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับคดี การจดทะเบียนหย่าตกเป็นโมฆะ และเป็นการจดทะเบียนหย่าโดยไม่สุจริต ทำให้โจทก์ทั้งสองได้รับความเสียหาย ย่อมต้องด้วยกรณีที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะเรื่องการแสดงเจตนาและโมฆะกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 155 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "การแสดงเจตนาลวงโดยสมรู้กับคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งเป็นโมฆะ..." และตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า "โมฆะกรรมนั้นไม่อาจให้สัตยาบันแก่กันได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้" ศาลจึงต้องใช้บทกฎหมายเฉพาะดังกล่าวเป็นหลักในการวินิจฉัยชี้ขาดคดีนี้ตามที่มาตรา 4 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ โดยไม่จำต้องอาศัยมาตรา 5 เรื่องการใช้สิทธิแห่งตนที่ให้บุคคลทุกคนต้องกระทำโดยสุจริต อันเป็นบทกฎหมายทั่วไปมาใช้ในการวินิจฉัยคดีนี้ ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น ในปัญหาที่ว่าโจทก์ทั้งสองมีอำนาจฟ้องหรือไม่จึงต้องพิจารณาตามบทกฎหมายดังกล่าวประกอบคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองว่า โจทก์ทั้งสองมีส่วนได้เสียที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างได้หรือไม่ว่าการจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะ โดยโจทก์ทั้งสองฎีกาในข้อนี้ว่า การจดทะเบียนหย่าของจำเลยทั้งสอง ทำให้จำเลยทั้งสองอยู่ในสถานะจดทะเบียนหย่า สิทธิของโจทก์ทั้งสองในการบังคับคดีแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 จึงไม่ได้รับความคุ้มครอง กล่าวคือ รถกระบะที่จำเลยที่ 2 ได้มาภายหลังการจดทะเบียนหย่า ไม่ใช่สินสมรสของจำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาที่โจทก์ทั้งสองจะยึดเพื่อบังคับคดีได้ แม้โจทก์ทั้งสองยืนยันให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดรถคันนี้ เจ้าพนักงานบังคับคดีก็มีสิทธิใช้ดุลพินิจไม่ยึดให้ก็ได้ เพราะมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของในทะเบียนรถและหากยอมให้ลูกหนี้ทำเช่นนี้ได้สังคมก็ไม่สงบสุขนั้น เห็นว่า กรณีการจดทะเบียนหย่าเพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดีนั้น กฎหมายบัญญัติทางแก้ไว้หลายกรณีด้วยกันเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสังคมสงบสุข สำหรับคดีนี้ แม้จำเลยทั้งสองอยู่ในสถานะจดทะเบียนหย่า แต่สิทธิของโจทก์ทั้งสองในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาในการที่จะบังคับแก่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษานั้น โจทก์ทั้งสองชอบที่จะบังคับแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ด้วยการร้องขอต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีให้มีการบังคับคดี โดยวิธียึดทรัพย์สิน อายัดสิทธิเรียกร้อง หรือบังคับโดยวิธีอื่นแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ได้ แม้ว่ามีชื่อบุคคลอื่นเป็นเจ้าของในทะเบียนหรือปรากฏตามหลักฐานอย่างอื่นว่าเป็นของบุคคลอื่น ทั้งนี้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 274 วรรคหนึ่ง, 296 (1) (2) (3), 297 (1) และมาตรา 298 ดังที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้วินิจฉัยในรายละเอียดไว้ชัดแจ้งโดยชอบแล้ว ศาลฎีกาไม่ต้องวินิจฉัยซ้ำอีก ส่วนขั้นตอนในการบังคับคดีตามบทกฎหมายดังกล่าว ซึ่งกำหนดขึ้นเพื่อคุ้มครองให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่ความและป้องกันมิให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น โจทก์ทั้งสองจะอ้างว่าทำให้สิทธิในการบังคับคดีของโจทก์ทั้งสองไม่ได้รับความคุ้มครองหาได้ไม่ กรณียังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองถูกโต้แย้งสิทธิ โจทก์ทั้งสองจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างได้ว่าการจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะ นอกจากนั้นหากจำเลยทั้งสองจดทะเบียนหย่าโดยเจตนาลวงอันมีผลให้การหย่าเป็นโมฆะ และมีการทำนิติกรรมใด ๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการบังคับคดี ย่อมเป็นการทำนิติกรรมที่จำเลยที่ 1 ผู้เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ทั้งสองผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาเสียเปรียบ โจทก์ทั้งสองชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมนั้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคหนึ่ง เนื่องจากโจทก์ทั้งสองถูกโต้แย้งสิทธิ ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างได้ว่าการจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะ แต่ในคดีนี้โจทก์ทั้งสองไม่ได้ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำนิติกรรมใดลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้โจทก์ทั้งสองผู้เป็นเจ้าหนี้เสียเปรียบ รวมทั้งไม่ได้ร้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมใด ๆ คงฟ้องแต่เพียงว่าจำเลยที่ 2 มีชื่อเป็นเจ้าของและผู้ครอบครองรถกระบะภายหลังการจดทะเบียนหย่าทำให้โจทก์ทั้งสองยึดรถคันดังกล่าวไม่ได้ และมีคำขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนหย่าเท่านั้น คำฟ้องของโจทก์ทั้งสองจึงไม่ใช่การขอให้เพิกถอนนิติกรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 237 วรรคหนึ่ง และศาลไม่อาจพิพากษาให้เพิกถอนการเป็นเจ้าของรถของจำเลยที่ 2 ในทะเบียนรถ เพราะจะเป็นการพิพากษาให้สิ่งใด ๆ เกินไปกว่าหรือนอกจากที่ปรากฏในคำฟ้องต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 วรรคหนึ่ง ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ดังนั้น แม้ศาลพิพากษาว่าการจดทะเบียนหย่าเป็นโมฆะและให้เพิกถอนการจดทะเบียนหย่า แต่จำเลยที่ 2 ก็ยังมีชื่อเป็นเจ้าของในทะเบียนรถเช่นเดิม ผลของคำพิพากษาดังกล่าวทำให้สิทธิของโจทก์ทั้งสองยังมีเท่ากับการไม่ได้ฟ้อง ซึ่งแสดงได้ว่าตามคำฟ้องของโจทก์ทั้งสองยังฟังไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองถูกโต้แย้งสิทธิ โจทก์ทั้งสองจึงไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะยกขึ้นกล่าวอ้างได้ว่าการจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสองไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ทั้งสองฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
(ชวลิต อิศรเดช-ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล-พรชัย พุ่มกำพล)
-
-
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ยช.(พ)51/2566
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
โมฆะกรรม (void) เป็นนิติกรรมที่เสียเปล่ามาแต่แรกเสมือนว่ามิได้เคยมีนิติกรรมนั้นเกิดขึ้นเลย จึงไม่จำเป็นต้องให้ศาลประกาศความเสียเปล่าแห่งนิติกรรมนั้นอีก เว้นแต่โมฆะกรรมในนิติกรรมบางประเภทที่ยังไม่มีความแน่นอน เพราะบุคคลที่เกี่ยวข้องอาจไม่ประสงค์จะได้รับการเยียวยาผลกระทบจากนิติกรรมนั้นก็ได้ นิติกรรมดังกล่าวจึงอาจยังสมบูรณ์บังคับได้กับบุคคลบางกลุ่ม บางวัตถุประสงค์ หรือบางช่วงเวลา แต่หากบุคคลนั้นประสงค์ที่จะได้รับการเยียวยาก็จะต้องขอต่อศาลให้ศาลตรวจสอบว่าโมฆะกรรมนั้นเป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดหรือไม่เสียก่อน จะยกขึ้นกล่าวอ้างในทันทีเหมือนกรณีทั่วไปไม่ได้ เพราะสิทธิของบุคคลตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งเป็นกฎหมายเอกชนใช้บังคับความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนเท่านั้น ผู้ไม่เกี่ยวข้องจึงไม่มีสิทธิอันใด โมฆะกรรมเกี่ยวกับการจดทะเบียนครอบครัวที่กฎหมายกำหนดให้ศาลเป็นผู้ประกาศความเสียเปล่าแห่งนิติกรรมที่ตกเป็นโมฆะ ได้แก่ การสมรสที่เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1496 วรรคหนึ่ง อันประกอบด้วย การสมรสของบุคคลวิกลจริตหรือบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถตามมาตรา 1449 การสมรสระหว่างเครือญาติตามสายโลหิตตามมาตรา 1450 และการสมรสโดยที่คู่สมรสไม่ยินยอมเป็นสามีภริยากันตามมาตรา 1458 กรณีเช่นนี้บุคคลผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา 1496 วรรคสอง หรือพนักงานอัยการต้องร้องขอให้ศาลพิพากษาแสดงความเป็นโมฆะของนิติกรรมเท่านั้นจะยกกล่าวอ้างขึ้นเองไม่ได้ ส่วนข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้โจทก์ทั้งสองกล่าวอ้างว่านิติกรรมการจดทะเบียนหย่าที่เกิดจากการแสดงเจตนาลวงระหว่างจำเลยทั้งสองตกเป็นโมฆะนั้นไม่มีบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 จึงต้องปรับตามมาตรา 172 วรรคหนึ่ง ซึ่งผู้ที่จะกล่าวอ้างได้จะต้องเป็นผู้มีส่วนได้เสียเท่านั้นไม่รวมถึงบุคคลทั่วไป คดีนี้แม้โจทก์ทั้งสองจะเป็นเจ้าหนี้กู้ยืมเงินตามคำพิพากษาของจำเลยที่ 1 แต่โจทก์ทั้งสองมีสิทธิยืนยันให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดรถยนต์พิพาทออกขายทอดตลาดได้แม้จะมีชื่อจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของในทางทะเบียนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 297 (1) และมาตรา 298 โจทก์ทั้งสองจึงมิได้เสียประโยชน์จากนิติกรรมการจดทะเบียนหย่าโดยแสดงเจตนาลวงของจำเลยทั้งสองหรือหากศาลพิพากษาให้การจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะแล้วโจทก์ทั้งสองก็ไม่ได้สิทธิอะไรในรถยนต์พิพาทเพิ่มขึ้นมาจากเดิมอีก ดังนั้น จึงถือไม่ได้ว่าโจทก์ทั้งสองเป็นผู้มีส่วนได้เสียที่ถูกโต้แย้งสิทธิและมีอำนาจฟ้องคดีต่อศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ตามหลักการที่ว่าศาลควรจะบรรเทาทุกข์เฉพาะผู้ที่จำเป็นต้องได้รับการเยียวยาเท่านั้น เพื่อจำกัดมิให้ปริมาณคดีขึ้นสู่ศาลมากจนเกินไปหรือป้องกันมิให้มีการการฟ้องคดีเพื่อกลั่นแกล้งหรือดำเนินกระบวนพิจารณาโดยไม่สุจริต นอกจากนี้ ศาลฎีกายังได้วินิจฉัยวางหลักในคดีนี้ต่อไปอีกว่า หากโจทก์ทั้งสองมีคำขอให้เพิกถอนการฉ้อฉลของนิติกรรมเกี่ยวกับรถยนต์พิพาทที่โจทก์ทั้งสองเชื่อว่าเป็นสินสมรสที่จำเลยที่ 1 มีกรรมสิทธิ์อยู่ด้วยโจทก์ทั้งสองจึงจะมีอำนาจฟ้อง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคำวินิจฉัยเรื่องผู้มีส่วนได้เสียจากโมฆะกรรมโดยการแสดงเจตนาลวงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6065/2564 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6065/2564 วางหลักไว้ว่า ผู้มีส่วนได้เสียซึ่งเป็นผู้มีสิทธิจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะกรรมขึ้นกล่าวอ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 172 วรรคหนึ่ง นั้น ไม่ได้จำกัดเฉพาะคู่กรณีที่ทำนิติกรรมเท่านั้น แต่บุคคลใดที่ได้รับประโยชน์หรือเสียประโยชน์อันเกี่ยวกับโมฆะกรรม ย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียได้ทั้งสิ้น หากจำเลยที่ 1 บังคับคดียึดทรัพย์จำนองที่ดินพิพาทขายทอดตลาดในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 913/2547 ของศาลชั้นต้น ย่อมมีผลกระทบต่อสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ซึ่งเป็นผู้ซื้อทรัพย์จากการขายทอดตลาดแล้วเข้าครอบครองทำประโยชน์ตลอดมา ดังนั้น โจทก์จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียและถูกโต้แย้งสิทธิและมีอำนาจฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมจำนองระหว่างจำเลยทั้งสองที่เป็นโมฆะได้ โดยไม่จำต้องฟ้องขอให้ศาลมีคำสั่งว่าโจทก์ได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเสียก่อน เพราะไม่มีกฎหมายกำหนดให้โจทก์ต้องกระทำเช่นนั้น อย่างไรก็ตาม การจดทะเบียนหย่าถือเป็นการทำนิติกรรมทางปกครองของเจ้าหน้าที่ของรัฐประเภทคำสั่งทางปกครองตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 ซึ่งเป็นกฎหมายมหาชนที่รัฐมีอำนาจเหนือเอกชน ดังนั้น หากการจดทะเบียนหย่าเกิดขึ้นจากการแสดงการเจตนาลวงของคู่สมรสย่อมทำให้การออกคำสั่งทางปกครองรับจดทะเบียนหย่าของนายทะเบียนไม่ชอบด้วยกฎหมาย นายทะเบียนย่อมมีอำนาจเพิกถอนการจดทะเบียนหย่าได้เองตามมาตรา 49 และมาตรา 50 โดยไม่ต้องให้บุคคลใดร้องขอหรือกล่าวอ้างต่อนายทะเบียนก่อน รวมทั้งนายทะเบียนไม่ต้องร้องขอต่อศาลเพื่อประกาศให้การจดทะเบียนหย่าเป็นโมฆะหรือขอให้ศาลเพิกถอนการจดทะเบียนหย่านั้นอีก เพียงแต่อาจต้องให้สิทธิคู่กรณีมีโอกาสได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสได้โต้แย้งพยานหลักฐานของตนก่อนตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในมาตรา 30 แต่หากนายทะเบียนจะเพิกถอนนิติกรรมการจดทะเบียนสมรสที่เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1449, 1450 และมาตรา 1458 นายทะเบียนต้องร้องขอต่อศาลประกาศแสดงความเป็นโมฆะของนิติกรรมนั้นเสียก่อนตามมาตรา 1496 ในกรณีเช่นนี้ย่อมถือว่านายทะเบียนเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา 1496 วรรคสอง ตามนัยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1127/2536 แต่นายทะเบียนจะออกคำสั่งให้เพิกถอนการจดทะเบียนสมรสเองไม่ได้เพราะเป็นการออกคำสั่งทางปกครองโดยไม่มีอำนาจและถือเป็นการออกคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายเสียเอง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1127/2536 วางหลักว่า จำเลยที่ 2 อยู่กินกับ บ. จนมีบุตรด้วยกัน 3 คน แต่จำเลยที่ 2 กลับมาขอจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของ บ. เป็นการผิดจากเจตนาอันแท้จริง ไม่น่าเชื่อว่าจะยินยอมเป็นสามีภริยากัน กรณีไม่เป็นไปตามเงื่อนไขแห่งการสมรสตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 การสมรสระหว่างจำเลยทั้งสองจึงเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 นายอำเภอซึ่งเป็นนายทะเบียนครอบครัวมีหน้าที่ในการจดทะเบียนสมรสให้แก่ประชาชนจึงมีสิทธิร่วมกับโจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงาน อัยการร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะได้ตามมาตรา 1496 วรรคสอง