คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2008/2567 ฉบับเต็ม

#710911
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2008/2567 บริษัทประกันภัย ท. โจทก์ นิติบุคคลอาคารชุด อ. กับพวก โจทก์ร่วม บริษัทรักษาความปลอดภัย จ. กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 420, มาตรา 437 ป.วิ.พ. มาตรา 84/1, มาตรา 142 โจทก์บรรยายฟ้องว่า เกิดเหตุเพลิงไหม้บริเวณลานจอดรถชั้นใต้ดินอันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการหรือจัดให้มีการดับเพลิงอย่างทันท่วงทีจนเป็นเหตุให้ไฟลุกลามไปไหม้รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยเสียหายทั้งคัน คำบรรยายฟ้องเช่นนี้จึงเป็นการแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดและให้จำเลยที่ 1 รับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 หาได้บรรยายฟ้องหรือตั้งประเด็นว่า เหตุละเมิดเกิดจากกระแสไฟฟ้าซึ่งเป็นทรัพย์อันตรายลัดวงจร การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเหตุเกิดจากกระแสไฟฟ้าลัดวงจร และโจทก์ได้รับประโยชน์จาก ข้อสันนิษฐาน ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 84/1 แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดจึงเป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น อันเป็นการไม่ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 142 ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 177,843 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 171,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ว่าจ้างบริษัทรักษาความปลอดภัย จ. ดูแลความปลอดภัยของอาคารชุด ขอให้เรียกบริษัทดังกล่าวเข้ามาเป็นจำเลยร่วมที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยร่วมทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 171,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 กันยายน 2561) ต้องไม่เกิน 6,343 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ จากนายวีระศักดิ์ มีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2560 สิ้นสุดวันที่ 30 มกราคม 2561 โดยมีวงเงินคุ้มครองรถยนต์เสียหาย สูญหาย หรือเพลิงไหม้ 170,000 บาท ต่อครั้ง จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลอาคารชุด มีหน้าที่จัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด และเป็นผู้รับประกันภัยอาคารชุดของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2561 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา นายเสริมศักดิ์ ขับรถยนต์ไปจอดที่ลานจอดรถชั้นใต้ดิน P1 ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนกลางของจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 15 มกราคม 2561 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในห้องพักของพนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยร่วมที่ 1 ที่อยู่ในบริเวณลานจอดรถดังกล่าว เป็นเหตุให้เพลิงลุกลามไหม้รถยนต์ได้รับความเสียหาย โจทก์ชำระค่าสินไหมทดแทนรถยนต์เป็นเงิน 170,000 บาท ให้แก่ผู้เอาประกันภัย และค่าลากรถไปอู่ซ่อมรถเป็นเงิน 1,500 บาท รวมเป็นเงิน 171,500 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์เฉพาะในส่วนของจำเลยทั้งสอง คดีในส่วนของจำเลยร่วมทั้งสองจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 กระทำละเมิด โดยวินิจฉัยถึงเหตุที่เกิดเพลิงไหม้ว่าเกิดเพราะกระแสไฟฟ้าลัดวงจร และโจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 เป็นคำพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นและขัดต่อพยานหลักฐานหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2561 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา เกิดเหตุเพลิงไหม้บริเวณลานจอดรถชั้นใต้ดิน P1 อันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการหรือจัดให้มีการดับเพลิงอย่างทันท่วงทีจนเป็นเหตุให้ไฟลุกลามไปไหม้รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยเสียหายทั้งคัน คำบรรยายฟ้องเช่นนี้จึงเป็นการแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดและให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 หาได้บรรยายฟ้องหรือตั้งประเด็นว่า เหตุละเมิดเกิดจากกระแสไฟฟ้าซึ่งเป็นทรัพย์อันตรายลัดวงจร การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเหตุเกิดจากกระแสไฟฟ้าลัดวงจร และโจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดจึงเป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น อันเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น อนึ่ง ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาเป็นเงิน 177,843 บาท ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเป็นเงิน 3,556 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างยื่นฎีกาแยกกันโดยต่างเสียค่าขึ้นศาล ซึ่งค่าขึ้นศาลดังกล่าวเมื่อรวมแล้วมีจำนวนสูงกว่าที่จำเลยทั้งสองต้องชำระกรณีที่ยื่นฎีการวมกัน เมื่อกรณีแห่งคดีมีลักษณะเป็นคดีที่มีมูลความแห่งคดีอันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมานั้นให้แก่จำเลยทั้งสองตามส่วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคห้า พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองเสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองทั้งสามศาลให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมาแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 2,432 บาท และคืนแก่จำเลยที่ 2 จำนวน 1,778 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (ทรงกลด บุญชูกุศล-อาคม รุ่งแจ้ง-วิเชียร อภิรัตน์มนตรี) ศาลแขวงพระนครใต้ - อดิศร ตรีเนตร ศาลอุทธรณ์ - ณัฐพร สายสุวรรณ แหล่งที่มา สรรหาฎีกาเด็ด แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พณ.45/2565 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
710911
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงพระนครใต้",
        "judge": "อดิศร ตรีเนตร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "ณัฐพร สายสุวรรณ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081940768"
    }
}
date
2567
deka_no
2008/2567
deka_running_no
2008
deka_year
2567
department
แผนก
judges
[
    "ทรงกลด บุญชูกุศล",
    "อาคม รุ่งแจ้ง",
    "วิเชียร อภิรัตน์มนตรี"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 420",
            "ม. 437"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 84/1",
            "ม. 142"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัทประกันภัย ท."
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นิติบุคคลอาคารชุด อ. กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัทรักษาความปลอดภัย จ. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 177,843 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 171,500 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ว่าจ้างบริษัทรักษาความปลอดภัย จ. ดูแลความปลอดภัยของอาคารชุด ขอให้เรียกบริษัทดังกล่าวเข้ามาเป็นจำเลยร่วมที่ 1 ศาลชั้นต้นอนุญาต

จำเลยร่วมทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 171,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2561 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 13 กันยายน 2561) ต้องไม่เกิน 6,343 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ทั้งสองชั้นศาลให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์ จากนายวีระศักดิ์ มีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2560 สิ้นสุดวันที่ 30 มกราคม 2561 โดยมีวงเงินคุ้มครองรถยนต์เสียหาย สูญหาย หรือเพลิงไหม้ 170,000 บาท ต่อครั้ง จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลอาคารชุด มีหน้าที่จัดการและดูแลรักษาทรัพย์ส่วนกลาง จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด และเป็นผู้รับประกันภัยอาคารชุดของจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2561 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา นายเสริมศักดิ์ ขับรถยนต์ไปจอดที่ลานจอดรถชั้นใต้ดิน P1 ซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนกลางของจำเลยที่ 1 ต่อมาวันที่ 15 มกราคม 2561 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในห้องพักของพนักงานรักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นลูกจ้างจำเลยร่วมที่ 1 ที่อยู่ในบริเวณลานจอดรถดังกล่าว เป็นเหตุให้เพลิงลุกลามไหม้รถยนต์ได้รับความเสียหาย โจทก์ชำระค่าสินไหมทดแทนรถยนต์เป็นเงิน 170,000 บาท ให้แก่ผู้เอาประกันภัย และค่าลากรถไปอู่ซ่อมรถเป็นเงิน 1,500 บาท รวมเป็นเงิน 171,500 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์เฉพาะในส่วนของจำเลยทั้งสอง คดีในส่วนของจำเลยร่วมทั้งสองจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยทั้งสองได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 กระทำละเมิด โดยวินิจฉัยถึงเหตุที่เกิดเพลิงไหม้ว่าเกิดเพราะกระแสไฟฟ้าลัดวงจร และโจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 เป็นคำพิพากษานอกฟ้องนอกประเด็นและขัดต่อพยานหลักฐานหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2561 เวลาประมาณ 15 นาฬิกา เกิดเหตุเพลิงไหม้บริเวณลานจอดรถชั้นใต้ดิน P1 อันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยที่ 1 กล่าวคือ จำเลยที่ 1 ปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการหรือจัดให้มีการดับเพลิงอย่างทันท่วงทีจนเป็นเหตุให้ไฟลุกลามไปไหม้รถยนต์คันที่โจทก์รับประกันภัยเสียหายทั้งคัน คำบรรยายฟ้องเช่นนี้จึงเป็นการแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา ทั้งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาว่าจำเลยที่ 1 กระทำละเมิดและให้จำเลยที่ 1 รับผิดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 หาได้บรรยายฟ้องหรือตั้งประเด็นว่า เหตุละเมิดเกิดจากกระแสไฟฟ้าซึ่งเป็นทรัพย์อันตรายลัดวงจร การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเหตุเกิดจากกระแสไฟฟ้าลัดวงจร และโจทก์ได้รับประโยชน์จากข้อสันนิษฐาน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 84/1 แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดจึงเป็นการนอกฟ้องนอกประเด็น อันเป็นการไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยทั้งสองฟังขึ้น

อนึ่ง ทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาเป็นเงิน 177,843 บาท ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเป็นเงิน 3,556 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่างยื่นฎีกาแยกกันโดยต่างเสียค่าขึ้นศาล ซึ่งค่าขึ้นศาลดังกล่าวเมื่อรวมแล้วมีจำนวนสูงกว่าที่จำเลยทั้งสองต้องชำระกรณีที่ยื่นฎีการวมกัน เมื่อกรณีแห่งคดีมีลักษณะเป็นคดีที่มีมูลความแห่งคดีอันไม่อาจแบ่งแยกได้ จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลส่วนที่เกินมานั้นให้แก่จำเลยทั้งสองตามส่วนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 150 วรรคห้า

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยทั้งสองเสียด้วย ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยทั้งสองทั้งสามศาลให้เป็นพับ คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินมาแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 2,432 บาท และคืนแก่จำเลยที่ 2 จำนวน 1,778 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สรรหาฎีกาเด็ด
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000026.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พณ.45/2565
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2567