คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6656/2567 ฉบับเต็ม

#710914
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6656/2567 นางสาว พ. โจทก์ นาง ภ. จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 653 ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 การกู้ยืมเงินตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงินทั่วไป 2 ฉบับ ทำขึ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 จำนวน 700,000 บาท และ 300,000 บาท ตามลำดับ โดยจำเลยได้รับเงินแล้วในวันทำสัญญาแล้ว 1,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 จำเลยโอนเงินให้โจทก์ 500,000 บาท โจทก์จึงขีดแก้ไขจำนวนเงินจาก 700,000 บาท เป็น 200,000 บาท ในสัญญากู้ยืมเงินและลงลายมือชื่อกำกับไว้ แต่ไม่มีการลงวันที่กำกับการแก้ไขจำนวนเงิน จึงต้องฟังว่าจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ โดยระบุจำนวนเงินในวันทำสัญญาเพียง 200,000 บาท โจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยมาแสดงว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ โดยระบุจำนวนเงินในวันทำสัญญา 700,000 บาท การนำสืบของโจทก์ว่าจำนวนเงินกู้ที่ถูกแก้ไขมีอยู่ในวันทำสัญญา แล้วมีการแก้ไขจำนวนเงินกู้ในภายหลัง โดยให้รับฟังจากคำเบิกความของโจทก์ ย่อมเป็นการนำสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ต้องห้ามมิให้รับฟังพยานบุคคลตาม ป.วิ.พ. มาตรา 94 (ข) วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 620,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 620,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 กรกฎาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยประกอบอาชีพรับราชการ และเป็นเพื่อนร่วมงานกัน เมื่อประมาณปี 2557 จำเลยได้เริ่มกู้ยืมเงินโจทก์เพื่อไปให้บุคคลภายนอกกู้ยืมต่อ ต่อมาเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 โจทก์และจำเลยเจรจาตกลงหนี้กัน และได้ทำสัญญากู้ยืมเงินทั่วไป โดยสำเนาสัญญากู้ยืมเงินทั่วไปมีการแก้ไขโดยขีดฆ่าจำนวนเงินให้กู้จาก 700,000 บาท เป็น 200,000 บาท และโจทก์ลงลายมือชื่อกำกับไว้ ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 จำเลยได้โอนเงินเข้าบัญชีโจทก์ 500,000 บาท และวันที่ 3 เมษายน 2561 จำเลยได้โอนเงินเข้าบัญชีโจทก์อีก 100,000 บาท ต่อมาสัญญากู้ยืมเงินทั่วไปสูญหาย โจทก์แจ้งเอกสารหายไว้ปรากฏตามรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหาย คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์นำสืบว่า การกู้ยืมเงินตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงินทั่วไป 2 ฉบับ จำนวน 700,000 บาท และ 300,000 บาท จัดทำขึ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 โดยจำเลยได้รับเงิน 1,000,000 บาท แล้วในวันทำสัญญา ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 จำเลยโอนเงินให้ 500,000 บาท โจทก์จึงขีดแก้ไขจำนวนเงินจาก 700,000 บาท เป็น 200,000 บาท ในสัญญากู้ยืมเงินทั่วไปและลงลายมือชื่อกำกับไว้ อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 1,000,000 บาท ในวันทำสัญญา แต่จำเลยได้ชำระหนี้บางส่วนภายหลังวันทำสัญญา โจทก์จึงแก้ไขสัญญากู้ยืมเงินให้ในภายหลัง ส่วนจำเลยนำสืบว่า ในวันทำสัญญาโจทก์ได้ให้จำเลยเขียนสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับโดยยังไม่มีการลงลายมือชื่อ เมื่อเจรจากันแล้วว่าโจทก์ประสงค์จะขอคิดเงินตามสัญญาเพียง 500,000 บาท โดยไม่ต้องเขียนสัญญาขึ้นมาใหม่ โจทก์จึงแก้ไขสัญญากู้ยืมเงินทั่วไปฉบับ 700,000 บาท ในช่องจำนวนเงินแล้วลงลายมือชื่อกำกับไว้ อันเป็นการกล่าวอ้างว่าในวันทำสัญญาจำเลยได้ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์เพียง 200,000 บาท เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 บัญญัติว่า การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ การที่สัญญากู้ยืมเงินมีการขีดแก้ไขจำนวนเงินกู้ยืมโดยสัญญาระบุว่าจัดทำในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 แต่ไม่มีการลงวันที่กำกับการแก้ไขจำนวนเงิน จึงต้องฟังว่าจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ โดยระบุจำนวนเงินในวันทำสัญญาเพียง 200,000 บาท โจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยมาแสดงว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ โดยระบุจำนวนเงินในวันทำสัญญา 700,000 บาท การนำสืบของโจทก์ว่าจำนวนเงินกู้ที่ถูกแก้ไขมีอยู่ในวันทำสัญญา แล้วมีการแก้ไขจำนวนเงินกู้ในภายหลัง โดยให้รับฟังจากคำเบิกความของโจทก์ ย่อมเป็นการนำสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ต้องห้ามมิให้รับฟังพยานบุคคลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ข) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อรวมจำนวนเงินตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงินทั่วไปซึ่งโจทก์มีหลักฐานเป็นหนังสือว่าจำเลยได้กู้เงินตามสัญญา 200,000 บาท และ 300,000 บาท รวมเป็น 500,000 บาท และโจทก์ยอมรับว่าจำเลยได้คืนเงินที่กู้ยืมให้โจทก์แล้ว 500,000 บาท โจทก์จึงไม่อาจเรียกให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ศุภร พิชิตวงศ์เลิศ-ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล-นันทิกา จิวัธยากูล) ศาลจังหวัดชุมพร - นายสุวิชา ปราบจิตร ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายกฤษฎิ์ สามิบัติ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ผบ.(พ)90/2567 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
710914
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดชุมพร",
        "judge": "นายสุวิชา ปราบจิตร"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายกฤษฎิ์ สามิบัติ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081939277"
    }
}
date
2567
deka_no
6656/2567
deka_running_no
6656
deka_year
2567
department
แผนก
judges
[
    "ศุภร พิชิตวงศ์เลิศ",
    "ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล",
    "นันทิกา จิวัธยากูล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 653"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 94 (ข) วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551",
        "sections": [
            "ม. 7"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาว พ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง ภ."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 620,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 620,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 400,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 กรกฎาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภค พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่ยุติในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์และจำเลยประกอบอาชีพรับราชการ และเป็นเพื่อนร่วมงานกัน เมื่อประมาณปี 2557 จำเลยได้เริ่มกู้ยืมเงินโจทก์เพื่อไปให้บุคคลภายนอกกู้ยืมต่อ ต่อมาเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 โจทก์และจำเลยเจรจาตกลงหนี้กัน และได้ทำสัญญากู้ยืมเงินทั่วไป โดยสำเนาสัญญากู้ยืมเงินทั่วไปมีการแก้ไขโดยขีดฆ่าจำนวนเงินให้กู้จาก 700,000 บาท เป็น 200,000 บาท และโจทก์ลงลายมือชื่อกำกับไว้ ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 จำเลยได้โอนเงินเข้าบัญชีโจทก์ 500,000 บาท และวันที่ 3 เมษายน 2561 จำเลยได้โอนเงินเข้าบัญชีโจทก์อีก 100,000 บาท ต่อมาสัญญากู้ยืมเงินทั่วไปสูญหาย โจทก์แจ้งเอกสารหายไว้ปรากฏตามรายงานประจำวันรับแจ้งเอกสารหาย

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามฟ้องหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์นำสืบว่า การกู้ยืมเงินตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงินทั่วไป 2 ฉบับ จำนวน 700,000 บาท และ 300,000 บาท จัดทำขึ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 โดยจำเลยได้รับเงิน 1,000,000 บาท แล้วในวันทำสัญญา ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกายน 2560 จำเลยโอนเงินให้ 500,000 บาท โจทก์จึงขีดแก้ไขจำนวนเงินจาก 700,000 บาท เป็น 200,000 บาท ในสัญญากู้ยืมเงินทั่วไปและลงลายมือชื่อกำกับไว้ อันเป็นการกล่าวอ้างว่าจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ 1,000,000 บาท ในวันทำสัญญา แต่จำเลยได้ชำระหนี้บางส่วนภายหลังวันทำสัญญา โจทก์จึงแก้ไขสัญญากู้ยืมเงินให้ในภายหลัง ส่วนจำเลยนำสืบว่า ในวันทำสัญญาโจทก์ได้ให้จำเลยเขียนสัญญากู้ยืมเงินทั้งสองฉบับโดยยังไม่มีการลงลายมือชื่อ เมื่อเจรจากันแล้วว่าโจทก์ประสงค์จะขอคิดเงินตามสัญญาเพียง 500,000 บาท โดยไม่ต้องเขียนสัญญาขึ้นมาใหม่ โจทก์จึงแก้ไขสัญญากู้ยืมเงินทั่วไปฉบับ 700,000 บาท ในช่องจำนวนเงินแล้วลงลายมือชื่อกำกับไว้ อันเป็นการกล่าวอ้างว่าในวันทำสัญญาจำเลยได้ทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์เพียง 200,000 บาท เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 บัญญัติว่า การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างหนึ่งอย่างใดลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ การที่สัญญากู้ยืมเงินมีการขีดแก้ไขจำนวนเงินกู้ยืมโดยสัญญาระบุว่าจัดทำในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 แต่ไม่มีการลงวันที่กำกับการแก้ไขจำนวนเงิน จึงต้องฟังว่าจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโจทก์ โดยระบุจำนวนเงินในวันทำสัญญาเพียง 200,000 บาท โจทก์ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยมาแสดงว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ โดยระบุจำนวนเงินในวันทำสัญญา 700,000 บาท การนำสืบของโจทก์ว่าจำนวนเงินกู้ที่ถูกแก้ไขมีอยู่ในวันทำสัญญา แล้วมีการแก้ไขจำนวนเงินกู้ในภายหลัง โดยให้รับฟังจากคำเบิกความของโจทก์ ย่อมเป็นการนำสืบพยานบุคคลเปลี่ยนแปลงแก้ไขข้อความในเอกสาร ต้องห้ามมิให้รับฟังพยานบุคคลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 วรรคหนึ่ง (ข) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อรวมจำนวนเงินตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงินทั่วไปซึ่งโจทก์มีหลักฐานเป็นหนังสือว่าจำเลยได้กู้เงินตามสัญญา 200,000 บาท และ 300,000 บาท รวมเป็น 500,000 บาท และโจทก์ยอมรับว่าจำเลยได้คืนเงินที่กู้ยืมให้โจทก์แล้ว 500,000 บาท โจทก์จึงไม่อาจเรียกให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้ได้อีก ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยมา ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000014.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ผบ.(พ)90/2567
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2567