คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2568 ฉบับเต็ม

#712307
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1750/2568 พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี โจทก์ นาย อ. กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 71, มาตรา 335, มาตรา 336 ทวิ ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2), มาตรา 40, มาตรา 46, มาตรา 195, มาตรา 225 ความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตาม ป.อ. มาตรา 335 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดที่ระบุไว้ใน ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง บัญญัติว่า ความผิดดังกล่าวถ้าเป็นการกระทำที่ผู้สืบสันดานกระทำต่อผู้บุพการี แม้กฎหมายมิได้บัญญัติให้เป็นความผิดอันยอมความได้ ก็ให้เป็นความผิดอันยอมความได้ แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 336 ทวิ มาด้วย แต่มาตรา 336 ทวิ เป็นบทบัญญัติถึงเหตุที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดอาญา มาตรา 335 ต้องระวางโทษหนักขึ้นกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ กึ่งหนึ่ง หาใช่เป็นความผิดอีกบทหนึ่งต่างหากจากบทมาตราดังกล่าวไม่ การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 จึงเข้าหลักเกณฑ์ตาม ป.อ. มาตรา 71 วรรคสอง แล้ว เมื่อผู้เสียหายขอถอนคำร้องทุกข์ในส่วนข้อหาร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะสำหรับจำเลยที่ 1 แล้ว สิทธิการนำคดีอาญาในความผิดฐานดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นอันระงับไป ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (2) และการที่ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ย่อมเป็นผลให้คำขอในส่วนแพ่งสำหรับความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย 950 บาท ตกไปด้วย แม้จำเลยที่ 1 มิได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91, 335, 336 ทวิ, 339, 340 ตรี บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 115/2562 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 1,900 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก, (ที่ถูก วรรคหนึ่ง) 336 ทวิ, 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83, 340 ตรี การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 2 เดือน ฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปโดยใช้ยานพาหนะ จำคุกคนละ 15 ปี ฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุกคนละ 1 เดือน ฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปโดยใช้ยานพาหนะ คงจำคุกคนละ 7 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ คงจำคุกคนละ 9 เดือน รวมจำคุกคนละ 7 ปี 16 เดือน บวกโทษจำคุก 4 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 115/2562 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ รวมเป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 ปี 20 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 1,900 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ ไม่ใช่ความผิดที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ คดีจึงรับฟังได้ตามคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ไม่จำต้องสืบพยาน ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีพยานเห็นเหตุการณ์ขณะจำเลยที่ 1 ลักข้าวเปลือก และผู้เสียหายไม่เห็นเหตุการณ์ดังกล่าวแต่ทราบเรื่องจากเพื่อนบ้าน และพนักงานสอบสวนไม่ได้นำตัวเพื่อนบ้านมาเป็นพยานคดีนี้ คำเบิกความของผู้เสียหายเป็นพยานบอกเล่าจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะนั้น เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองซึ่งไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรรับการวินิจฉัย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 1 เดือน คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นที่สุด ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในความผิดฐานดังกล่าวเช่นกัน คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะตามคำฟ้องข้อ 1.2 เป็นอันระงับไปหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนางสาวทองใบ ผู้เสียหาย โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคสอง บัญญัติว่า ความผิดดังกล่าวถ้าเป็นการกระทำที่ผู้สืบสันดานกระทำต่อผู้บุพการี แม้กฎหมายมิได้บัญญัติให้เป็นความผิดอันยอมความได้ ก็ให้เป็นความผิดอันยอมความได้ แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ มาด้วย แต่มาตรา 336 ทวิ เป็นบทบัญญัติถึงเหตุที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดอาญา มาตรา 335 ต้องระวางโทษหนักขึ้นกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ กึ่งหนึ่ง หาใช่เป็นความผิดอีกบทหนึ่งต่างหากจากบทมาตราดังกล่าวไม่ การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 จึงเข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคสอง แล้ว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากร้อยตำรวจเอกนิกร พนักงานสอบสวนที่เบิกความว่า หลังเกิดเหตุ ผู้เสียหายมาพบพยานและขอถอนคำร้องทุกข์ในส่วนข้อหาร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะสำหรับจำเลยที่ 1 แล้ว ดังนั้น สิทธิการนำคดีอาญาในความผิดฐานดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นอันระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น และการที่ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ย่อมเป็นผลให้คำขอในส่วนแพ่งสำหรับความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย 950 บาท ตกไปด้วย แม้จำเลยที่ 1 มิได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า มีเหตุบรรเทาโทษหรือมีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะตามมาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี ศาลชั้นต้นวางโทษจำคุกก่อนลดโทษ 15 ปี ซึ่งเป็นอัตราโทษขั้นต่ำสุด และยังลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะลงโทษสถานเบากว่านี้ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีเฉพาะความผิดข้อหาร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ สำหรับจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ คงลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 7 ปี 7 เดือน ยกคำขอให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 950 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง-ระบิล จันทรภิรมย์-สมจิตต์ สุขกมลวัฒนา) ศาลจังหวัดอุบลราชธานี - นางสาวพิมพ์ศศิ จันทร์สว่าง ศาลอุทธรณ์ - นายพรไชย วงศ์เมธานุเคราะห์ แหล่งที่มา สรรหาฎีกาเด็ด แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.3423/2567 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
712307
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดอุบลราชธานี",
        "judge": "นางสาวพิมพ์ศศิ จันทร์สว่าง"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายพรไชย วงศ์เมธานุเคราะห์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081938282"
    }
}
date
2568
deka_no
1750/2568
deka_running_no
1750
deka_year
2568
department
แผนก
judges
[
    "ยงยุทธ แสงรุ่งเรือง",
    "ระบิล จันทรภิรมย์",
    "สมจิตต์ สุขกมลวัฒนา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 71",
            "ม. 335",
            "ม. 336 ทวิ"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 39 (2)",
            "ม. 40",
            "ม. 46",
            "ม. 195",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดอุบลราชธานี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย อ. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 57, 91 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91, 335, 336 ทวิ, 339, 340 ตรี บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 115/2562 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ 1,900 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 104, 162 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) วรรคแรก, (ที่ถูก วรรคหนึ่ง) 336 ทวิ, 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 83, 340 ตรี การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 2 เดือน ฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปโดยใช้ยานพาหนะ จำคุกคนละ 15 ปี ฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุกคนละ 1 เดือน ฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปโดยใช้ยานพาหนะ คงจำคุกคนละ 7 ปี 6 เดือน ฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ คงจำคุกคนละ 9 เดือน รวมจำคุกคนละ 7 ปี 16 เดือน บวกโทษจำคุก 4 เดือน ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 115/2562 ของศาลชั้นต้น เข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ รวมเป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 7 ปี 20 เดือน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 1,900 บาท แก่ผู้เสียหาย

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ ไม่ใช่ความผิดที่มีอัตราโทษอย่างต่ำจำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป เมื่อจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ คดีจึงรับฟังได้ตามคำรับสารภาพของจำเลยที่ 1 โดยโจทก์ไม่จำต้องสืบพยาน ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีพยานเห็นเหตุการณ์ขณะจำเลยที่ 1 ลักข้าวเปลือก และผู้เสียหายไม่เห็นเหตุการณ์ดังกล่าวแต่ทราบเรื่องจากเพื่อนบ้าน และพนักงานสอบสวนไม่ได้นำตัวเพื่อนบ้านมาเป็นพยานคดีนี้ คำเบิกความของผู้เสียหายเป็นพยานบอกเล่าจึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะนั้น เป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองซึ่งไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรรับการวินิจฉัย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย สำหรับความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 1 เดือน คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นที่สุด ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 18 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในความผิดฐานดังกล่าวเช่นกัน คดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะตามคำฟ้องข้อ 1.2 เป็นอันระงับไปหรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ 1 เป็นบุตรของนางสาวทองใบ ผู้เสียหาย โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดที่ระบุไว้ในประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคสอง บัญญัติว่า ความผิดดังกล่าวถ้าเป็นการกระทำที่ผู้สืบสันดานกระทำต่อผู้บุพการี แม้กฎหมายมิได้บัญญัติให้เป็นความผิดอันยอมความได้ ก็ให้เป็นความผิดอันยอมความได้ แม้ศาลชั้นต้นจะพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 336 ทวิ มาด้วย แต่มาตรา 336 ทวิ เป็นบทบัญญัติถึงเหตุที่จะทำให้ผู้กระทำความผิดอาญา มาตรา 335 ต้องระวางโทษหนักขึ้นกว่าที่บัญญัติไว้ในมาตรานั้น ๆ กึ่งหนึ่ง หาใช่เป็นความผิดอีกบทหนึ่งต่างหากจากบทมาตราดังกล่าวไม่ การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 จึงเข้าหลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 71 วรรคสอง แล้ว เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากร้อยตำรวจเอกนิกร พนักงานสอบสวนที่เบิกความว่า หลังเกิดเหตุ ผู้เสียหายมาพบพยานและขอถอนคำร้องทุกข์ในส่วนข้อหาร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะสำหรับจำเลยที่ 1 แล้ว ดังนั้น สิทธิการนำคดีอาญาในความผิดฐานดังกล่าวมาฟ้องจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นอันระงับไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (2) ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น และการที่ผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ย่อมเป็นผลให้คำขอในส่วนแพ่งสำหรับความผิดฐานร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย 950 บาท ตกไปด้วย แม้จำเลยที่ 1 มิได้หยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อไปว่า มีเหตุบรรเทาโทษหรือมีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถานเบาหรือไม่ เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันชิงทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะตามมาตรา 339 วรรคสอง ประกอบมาตรา 340 ตรี ศาลชั้นต้นวางโทษจำคุกก่อนลดโทษ 15 ปี ซึ่งเป็นอัตราโทษขั้นต่ำสุด และยังลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะลงโทษสถานเบากว่านี้ได้ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำหน่ายคดีเฉพาะความผิดข้อหาร่วมกันลักทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ สำหรับจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ คงลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุก 7 ปี 7 เดือน ยกคำขอให้จำเลยที่ 1 คืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 950 บาท แก่ผู้เสียหาย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สรรหาฎีกาเด็ด
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000006.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.3423/2567
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2568