คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 319/2568 ฉบับเต็ม

#712889
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 319/2568 บริษัท ก. ลูกหนี้ผู้ร้องขอ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กับพวก ผู้คัดค้าน ป.พ.พ. มาตรา 203 วรรคหนึ่ง, มาตรา 229 (3), มาตรา 291, มาตรา 296, มาตรา 341, มาตรา 342, มาตรา 856, มาตรา 857, มาตรา 858, มาตรา 859, มาตรา 860 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 11/1, มาตรา 124 วรรคสาม, มาตรา 125 วรรคสอง พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/12 (9), มาตรา 90/25, มาตรา 90/27, มาตรา 90/33 พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ. 2483 เป็นกฎหมายที่มีลักษณะเป็นวิธีสบัญญัติ แม้จะมีบทบัญญัติกล่าวถึงการหักกลบลบหนี้ไว้ก็เป็นกรณีที่ต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ทั่วไปใน ป.พ.พ. ว่าด้วยหักกลบลบหนี้ มาตรา 341 ถึงมาตรา 348 ซึ่งเป็นการแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้เฉพาะครั้งเฉพาะคราวประกอบด้วย ดังนั้น แม้ พ.ร.บ.ล้มละลาย ฯ มาตรา 90/33 จะมิได้บัญญัติถึงสิทธิของลูกหนี้ในการขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ไว้ก็มิได้หมายความว่า ลูกหนี้จะไม่มีสิทธิเช่นนั้น เพียงแต่เมื่อลูกหนี้จะใช้สิทธิขอหักกลบลบหนี้กับเจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ลูกหนี้ก็ชอบที่จะกระทำได้โดยดำเนินการตามบทบัญญัติใน ป.พ.พ. ดังกล่าว บทบัญญัติมาตรา 90/33 จึงไม่นำมาใช้บังคับกับกรณีที่ลูกหนี้โดยผู้บริหารแผนจะขอหักกลบลบหนี้กับผู้คัดค้านที่ 2 ผู้เป็นเจ้าหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการ เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2563 ผู้คัดค้านที่ 2 มีหนังสือเลิกจ้างลูกจ้าง มีผลตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2563 ระหว่างที่ผู้คัดค้านที่ 2 ให้ลูกจ้างหยุดงานตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 จนถึงวันเลิกจ้าง ผู้คัดค้านที่ 2 มิได้จ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้าง ในระหว่างสัญญาจ้าง และเลิกจ้างโดยมิได้จ่ายค่าชดเชย จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญาที่ตกลงกันไว้กับลูกจ้างหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานเป็นเหตุให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้ลูกหนี้ซึ่งถือว่าเป็นนายจ้างด้วยต้องร่วมกันกับผู้คัดค้านที่ 2 ผู้เป็นนายจ้างของลูกจ้างจ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยการเลิกจ้างให้แก่ลูกจ้างเหล่านั้นตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 และมาตรา 124 วรรคสาม คำสั่งอันถึงที่สุดของพนักงานตรวจแรงงานที่ให้ลูกหนี้ร่วมกันหรือแทนกันกับผู้คัดค้านที่ 2 จ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยดังกล่าวมีผลให้ลูกหนี้กับผู้คัดค้านที่ 2 อยู่ในฐานะนายจ้างที่เป็นลูกหนี้ร่วมของลูกจ้างตาม ป.พ.พ. มาตรา 291 แม้ในระหว่างลูกหนี้ร่วมด้วยกันให้รับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน แต่บทบัญญัติมาตรา 296 ก็บัญญัติด้วยว่า เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น เมื่อตามเงื่อนไขการว่าจ้างบริการแนบท้ายสัญญาจ้างทั้งสองฉบับ ข้อ 9 กำหนดว่า "หากคู่สัญญาฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามสัญญานี้ อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ผู้ใช้สิทธิเลิกสัญญามีสิทธิเรียกค่าเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น" จึงถือได้ว่า ลูกหนี้กับผู้คัดค้านที่ 2 ได้ตกลงกันกำหนดเป็นอย่างอื่นแล้ว เมื่อลูกหนี้วางเงินจ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยให้ลูกจ้างของผู้คัดค้านที่ 2 จึงย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างและค่าชดเชยที่ลูกหนี้ได้ชำระไปตามคำสั่งดังกล่าวคืนจากผู้คัดค้านที่ 2 ได้ทั้งหมด เมื่อลูกหนี้และผู้คัดค้านที่ 2 ต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกัน โดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกันและหนี้ทั้งสองรายถึงกำหนดชำระแล้ว ผู้บริหารแผนย่อมมีสิทธิแสดงเจตนานำมูลหนี้ค่าจ้างและค่าชดเชยที่ลูกหนี้ชำระให้ลูกจ้างของผู้คัดค้านที่ 2 มาหักกลบลบหนี้กับมูลหนี้ค่าจ้างบริการที่ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นขอรับชำระหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับชำระหนี้ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 341 วรรคหนึ่ง และมาตรา 342 ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2563 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งผู้ทำแผน ต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน 2564 ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน โดยมีนายปิยสวัสดิ์ นายพรชัย นายไกรสร นายศิริ และนายชาญศิลป์ เป็นผู้บริหารแผน และวันที่ 20 ตุลาคม 2565 ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผน ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เป็นเจ้าหนี้รายที่ 10381 ในมูลหนี้ค่าซื้อสินค้าและจัดจ้างบริการตามสัญญาจ้างเหมาแรงงาน รวม 13,048,661.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 12,831,250.43 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จสิ้นจากลูกหนี้ ส่วนลูกหนี้โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของผู้คัดค้านที่ 2 และขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ ผู้คัดค้านที่ 1 สอบสวนแล้วมีความเห็นว่าลูกหนี้ไม่อาจใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ได้ เนื่องจากสิทธิไล่เบี้ยเกิดขึ้นหลังศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับชำระหนี้ 3,516,578.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 3,413,159.77 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จสิ้นจากลูกหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/32 วรรคสอง (3) ส่วนที่เกินมาให้ยกเสีย ผู้บริหารแผนยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งของผู้คัดค้านที่ 1 ให้ผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับชำระหนี้ 2,323,845.95 บาท ส่วนที่ขอเกินมานอกจากนี้ขอให้มีคำสั่งยกเสีย ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ผู้บริหารแผนอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ผู้บริหารแผนฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 ลูกหนี้ทำสัญญาจ้างกับผู้คัดค้านที่ 2 เพื่อให้ผู้คัดค้านที่ 2 จัดหาพนักงานตำแหน่ง Mechanic Helper และวันที่ 3 กรกฎาคม 2562 ลูกหนี้ทำสัญญาจ้างกับผู้คัดค้านที่ 2 เพื่อให้ผู้คัดค้านที่ 2 จัดหาพนักงานตำแหน่ง Shuttle Bus Driver วันที่ 10 สิงหาคม 2563 ลูกหนี้บอกเลิกสัญญาจ้าง กับผู้คัดค้านที่ 2 วันที่ 14 กันยายน 2563 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งผู้ทำแผน ต่อมาวันที่ 18 พฤศจิกายน 2563 พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้ลูกหนี้โดยผู้ทำแผนในฐานะนายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 และผู้คัดค้านที่ 2 ในฐานะนายจ้างตามมาตรา 5 จ่ายเงินให้ลูกจ้างตามสัญญาจ้างดังกล่าว จากนั้นวันที่ 29 ธันวาคม 2563 ผู้ทำแผนนำเงิน 1,031,262.82 บาท ไปวางต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อชำระให้แก่ลูกจ้างของผู้คัดค้านที่ 2 จำนวน 16 คน และวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 ผู้ทำแผนนำเงิน 58,050 บาท ไปวางต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อชำระให้แก่ลูกจ้างของผู้คัดค้านที่ 2 อีก 1 คน ระหว่างนั้นผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในมูลหนี้ค่าจัดจ้างบริการตามสัญญาจ้างเหมาแรงงานพร้อมดอกเบี้ย ส่วนผู้ทำแผนมีหนังสือลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2564 และวันที่ 30 เมษายน 2564 ขอใช้สิทธินำเงินค่าจ้างและค่าชดเชยที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างของผู้คัดค้านที่ 2 ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับมูลหนี้ที่ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามหนังสือขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้และขอให้ออกหลักฐานการชำระหนี้ ต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน 2564 และวันที่ 20 ตุลาคม 2565 ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนและแผนที่มีการแก้ไขตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ตามลำดับ ส่วนคำขอรับชำระหนี้ของผู้คัดค้านที่ 2 ที่ผู้ทำแผนโต้แย้งและขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้นั้น ผู้คัดค้านที่ 1 สอบสวนแล้วมีความเห็นว่าลูกหนี้ได้สิทธิไล่เบี้ยค่าจ้างและค่าชดเชยมาภายหลังจากที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ จึงไม่อาจใช้สิทธิหักกลบลบหนี้กับมูลหนี้ที่ผู้คัดค้านที่ 2 ขอรับชำระหนี้ได้ และมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับชำระหนี้ 3,516,578.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 3,413,159.77 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จสิ้นจากลูกหนี้ คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้บริหารแผนว่า ผู้บริหารแผนมีสิทธิขอหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำขอรับชำระหนี้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 เป็นกฎหมายที่มีลักษณะเป็นวิธีสบัญญัติ แม้จะมีบทบัญญัติกล่าวถึงการหักกลบลบหนี้ไว้ก็เป็นกรณีที่ต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ทั่วไปในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยหักกลบลบหนี้ มาตรา 341 ถึงมาตรา 348 ซึ่งเป็นการแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้เฉพาะครั้งเฉพาะคราวประกอบด้วย และหากเป็นการแสดงเจตนาที่จะต้องมีการหักกลบลบหนี้ต่อเนื่องหรือชั่วเวลาตามที่กำหนดก็ต้องนำหลักเกณฑ์เฉพาะในเรื่องสัญญาบัญชีเดินสะพัดตามมาตรา 856 ถึง มาตรา 860 มาพิจารณาอีกด้วย เมื่อการหักกลบลบหนี้ตามบทบัญญัติดังกล่าว เบื้องต้นจะต้องมีบุคคลสองฝ่ายที่ต่างก็เป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ต่อกันในมูลหนี้สองราย อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน ดังนั้น แม้พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/33 จะบัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการเป็นหนี้ลูกหนี้ในเวลาที่มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้นั้นอาจใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ได้ เว้นแต่เจ้าหนี้ได้สิทธิเรียกร้องต่อลูกหนี้ภายหลังที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ" ซึ่งแม้จะมิได้บัญญัติถึงสิทธิของลูกหนี้ในการขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ไว้ด้วยก็มิได้หมายความว่า ลูกหนี้จะไม่มีสิทธิเช่นนั้น เพียงแต่เมื่อลูกหนี้จะใช้สิทธิขอหักกลบลบหนี้กับเจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ลูกหนี้ก็ชอบที่จะกระทำได้โดยดำเนินการตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังกล่าว ส่วนกรณีที่เจ้าหนี้เป็นฝ่ายขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ นอกจากจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว ยังต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเพิ่มเติมตามที่บัญญัติในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/33 อีกด้วย เพราะกฎหมายต้องการให้เจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการใช้สิทธิแสดงเจตนาขอหักกลบลบหนี้กับลูกหนี้ เพื่อให้เจ้าหนี้รายนั้น ๆ สามารถระงับหรือลดหนี้ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอหรือเข้าสู่กระบวนการตามแผนฟื้นฟูกิจการ คำว่า "เจ้าหนี้" ตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว จึงหมายถึง เจ้าหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง ส่วนลูกหนี้ย่อมมิใช่เจ้าหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามความหมายของมาตรา 90/27 บทบัญญัติมาตรา 90/33 จึงไม่นำมาใช้บังคับกับกรณีที่ลูกหนี้โดยผู้บริหารแผนจะขอหักกลบลบหนี้กับผู้คัดค้านที่ 2 ผู้เป็นเจ้าหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการ แต่ต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยการหักกลบลบหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 ที่บัญญัติว่า "ถ้าบุคคลสองคนต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกัน โดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน และหนี้ทั้งสองรายนั้นถึงกำหนดจะชำระไซร้ ท่านว่าลูกหนี้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมจะหลุดพ้นจากหนี้ของตนด้วยหักกลบลบกันได้เพียงเท่าจำนวนที่ตรงกันในมูลหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้น เว้นแต่สภาพแห่งหนี้ฝ่ายหนึ่งจะไม่เปิดช่องให้หักกลบลบกันได้ บทบัญญัติดังกล่าวมาในวรรคก่อนนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ หากเป็นการขัดกับเจตนาอันคู่กรณีได้แสดงไว้ แต่เจตนาเช่นนี้ท่านห้ามมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต" มาใช้บังคับแก่กรณีที่ลูกหนี้จะขอหักกลบลบหนี้นี้ เพียงแต่ในกรณีที่ลูกหนี้จะใช้สิทธิขอหักกลบลบหนี้กับเจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการนั้น ย่อมจำเป็นอยู่เองที่อย่างช้าลูกหนี้ควรใช้สิทธิเสียในขณะที่โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ เว้นแต่ หนี้ที่จะขอหักกลบลบหนี้นั้นจะเกิดขึ้นหลังจากเวลาที่จะโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้แล้ว โดยคำนึงถึงการบริหารกิจการลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (9) ด้วย เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานว่า เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2563 ผู้คัดค้านที่ 2 มีหนังสือเลิกจ้างลูกจ้าง 16 คน มีผลตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2563 ระหว่างที่ผู้คัดค้านที่ 2 ให้ลูกจ้างหยุดงานตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 จนถึงวันเลิกจ้าง ผู้คัดค้านที่ 2 มิได้จ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้าง ในระหว่างสัญญาจ้าง และเลิกจ้างโดยมิได้จ่ายค่าชดเชย จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญาที่ตกลงกันไว้กับลูกจ้างหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานตามข้อตกลงในข้อ 6.7 ของข้อกำหนดขอบเขตของงานและเงื่อนไขการเสนอราคาแนบท้ายสัญญาจ้าง ระหว่างลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างกับผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ได้รับมอบหมายเป็นเหตุให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้ลูกหนี้ซึ่งถือว่าเป็นนายจ้างด้วยต้องร่วมกันกับผู้คัดค้านที่ 2 ผู้เป็นนายจ้างของลูกจ้างจ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยการเลิกจ้างให้แก่ลูกจ้างเหล่านั้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 และมาตรา 124 วรรคสาม เพื่อคุ้มครองสิทธิของลูกจ้าง ค่าจ้างและค่าชดเชยที่ลูกหนี้ต้องจ่ายตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานจึงเป็นผลมาจากการที่ผู้คัดค้านที่ 2 ผิดสัญญาจ้างที่ทำไว้กับลูกหนี้ เมื่อลูกหนี้ต้องชำระค่าจ้างและค่าชดเชยตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานให้แก่ลูกจ้าง 16 คน เป็นเงิน 1,031,263.82 บาท และจ่ายค่าจ้างกับค่าชดเชยให้ลูกจ้างอีก 1 คน ที่ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน เป็นเงิน 58,050 บาท รวม 1,089,313.82 บาท โดยลูกหนี้และผู้คัดค้านที่ 2 มิได้นำคดีขึ้นสู่ศาลแรงงานเพื่อให้เพิกถอนคำสั่ง คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานจึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 วรรคสอง ซึ่งผู้ทำแผนก็ได้นำเงินค่าจ้างและค่าชดเชยทั้งสองจำนวนดังกล่าววางต่อพนักงานตรวจแรงงานตามบันทึกถ้อยคำลงวันที่ 29 ธันวาคม 2563 และหนังสือขอถอนคำร้องลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 อันเป็นการกระทำในนามของลูกหนี้ ตามอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้และเป็นการดำเนินการค้าตามปกติของลูกหนี้ เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/25 ประกอบมาตรา 90/12 (9) และคำสั่งอันถึงที่สุดของพนักงานตรวจแรงงานที่ให้ลูกหนี้ร่วมกันหรือแทนกันกับผู้คัดค้านที่ 2 จ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยดังกล่าวมีผลให้ลูกหนี้กับผู้คัดค้านที่ 2 อยู่ในฐานะนายจ้างที่เป็นลูกหนี้ร่วมของลูกจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 สำหรับค่าจ้างและค่าชดเชยนั้น แม้มาตรา 296 จะบัญญัติว่าในระหว่างลูกหนี้ร่วมด้วยกันให้รับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน และมีสิทธิเรียกร้องระหว่างกันได้ด้วยการรับช่วงสิทธิตามมาตรา 229 (3) แต่บทบัญญัติมาตรา 296 ก็บัญญัติด้วยว่า เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ซึ่งมีความหมายว่า ลูกหนี้ในฐานะผู้ว่าจ้างซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ได้มอบหมายให้ผู้คัดค้านที่ 2 จัดหาคนมาทำงานให้ลูกหนี้ตามสัญญาที่มีต่อกันนั้น หากได้มีการตกลงกันไว้ว่า ในระหว่างลูกหนี้กับผู้คัดค้านที่ 2 นั้น ความรับผิดร่วมกันดังกล่าวในระหว่างกันเองไม่ต้องรับผิดชอบเท่ากันก็ได้ เมื่อตามเงื่อนไขการว่าจ้างบริการแนบท้ายสัญญาจ้างทั้งสองฉบับ ข้อ 9 กำหนดว่า "หากคู่สัญญาฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามสัญญานี้ อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ผู้ใช้สิทธิเลิกสัญญามีสิทธิเรียกค่าเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น" จึงถือได้ว่า ลูกหนี้กับผู้คัดค้านที่ 2 ได้ตกลงกันกำหนดเป็นอย่างอื่นแล้ว ดังนั้น เมื่อลูกหนี้วางเงินจ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยให้ลูกจ้างทั้ง 17 คนของผู้คัดค้านที่ 2 แล้วเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2563 และ 23 กุมภาพันธ์ 2564 ตามลำดับ ลูกหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างและค่าชดเชยที่ลูกหนี้ได้ชำระไปตามคำสั่งดังกล่าวคืนจากผู้คัดค้านที่ 2 ได้ทั้งหมด แต่เนื่องจากหนี้เงินที่ลูกหนี้ชำระไปนั้น เป็นการชำระตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ซึ่งย่อมขึ้นอยู่กับว่าลูกหนี้ปฏิบัติตามคำสั่งวันใด โดยผู้คัดค้านที่ 2 มิได้ตกลงด้วยก่อนในเรื่องกำหนดวันชำระเงิน กรณีต้องถือว่า หนี้เงินจำนวนนี้เป็นหนี้เงินที่มิได้กำหนดเวลาชำระทั้งจะอนุมานจากพฤติการณ์ทั้งปวงก็ไม่ได้ หนี้เงินจำนวนนี้จึงถึงกำหนดชำระโดยพลัน ในวันที่ลูกหนี้วางเงินต่อพนักงานตรวจแรงงาน คือวันที่ 29 ธันวาคม 2563 และวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคหนึ่ง เมื่อลูกหนี้และผู้คัดค้านที่ 2 ต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกัน โดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกันและหนี้ทั้งสองรายถึงกำหนดชำระแล้ว ผู้บริหารแผนย่อมมีสิทธิแสดงเจตนานำมูลหนี้ค่าจ้างและค่าชดเชยที่ลูกหนี้ชำระให้ลูกจ้างของผู้คัดค้านที่ 2 จำนวน 1,089,313.82 บาท มาหักกลบลบหนี้กับมูลหนี้ค่าจ้างบริการที่ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นขอรับชำระหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับชำระหนี้ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 วรรคหนึ่ง และมาตรา 342 แม้ต่อมาผู้คัดค้านที่ 2 จะมีหนังสือแจ้งปฏิเสธการแสดงเจตนาขอหักกลบลบหนี้ของลูกหนี้ก็หามีผลให้ไม่อาจหักกลบลบหนี้กันได้ไม่ เพราะกรณีที่จะถือว่าขัดกับเจตนาของผู้คัดค้านที่ 2 ตามความหมายแห่งบทบัญญัติมาตรา 341 วรรคสอง นั้น จะต้องเป็นเจตนาที่ได้แสดงไว้ต่อกันตั้งแต่ขณะทำสัญญาจ้างบริการแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้บริหารแผนฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้ผู้บริหารแผนมีสิทธินำเงินค่าจ้างและค่าชดเชย 1,089,313.82 บาท มาหักกลบลบหนี้กับหนี้ของผู้คัดค้านที่ 2 ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สอนชัย สิราริยกุล-วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์-ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล) ศาลล้มละลายกลาง - นายชยันต์ เต็มเปี่ยม ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ - นายเอื้อน ขุนแก้ว แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ลฟ.18/2567 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
712889
courts
[
    {
        "court": "ศาลล้มละลายกลาง",
        "judge": "นายชยันต์ เต็มเปี่ยม"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ",
        "judge": "นายเอื้อน ขุนแก้ว"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081938877"
    }
}
date
2568
deka_no
319/2568
deka_running_no
319
deka_year
2568
department
แผนก
judges
[
    "สอนชัย สิราริยกุล",
    "วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์",
    "ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 203 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 229 (3)",
            "ม. 291",
            "ม. 296",
            "ม. 341",
            "ม. 342",
            "ม. 856",
            "ม. 857",
            "ม. 858",
            "ม. 859",
            "ม. 860"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541",
        "sections": [
            "ม. 11/1",
            "ม. 124 วรรคสาม",
            "ม. 125 วรรคสอง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483",
        "sections": [
            "ม. 90/12 (9)",
            "ม. 90/25",
            "ม. 90/27",
            "ม. 90/33"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ลูกหนี้ผู้ร้องขอ",
        "name": "บริษัท ก."
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ กับพวก"
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2563 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งผู้ทำแผน ต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน 2564 ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผน โดยมีนายปิยสวัสดิ์ นายพรชัย นายไกรสร นายศิริ และนายชาญศิลป์ เป็นผู้บริหารแผน และวันที่ 20 ตุลาคม 2565 ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยข้อเสนอขอแก้ไขแผน ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้เป็นเจ้าหนี้รายที่ 10381 ในมูลหนี้ค่าซื้อสินค้าและจัดจ้างบริการตามสัญญาจ้างเหมาแรงงาน รวม 13,048,661.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จากต้นเงิน 12,831,250.43 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จสิ้นจากลูกหนี้ ส่วนลูกหนี้โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของผู้คัดค้านที่ 2 และขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ ผู้คัดค้านที่ 1 สอบสวนแล้วมีความเห็นว่าลูกหนี้ไม่อาจใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ได้ เนื่องจากสิทธิไล่เบี้ยเกิดขึ้นหลังศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับชำระหนี้ 3,516,578.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 3,413,159.77 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จสิ้นจากลูกหนี้ ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/32 วรรคสอง (3) ส่วนที่เกินมาให้ยกเสีย

ผู้บริหารแผนยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงคำสั่งของผู้คัดค้านที่ 1 ให้ผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับชำระหนี้ 2,323,845.95 บาท ส่วนที่ขอเกินมานอกจากนี้ขอให้มีคำสั่งยกเสีย

ผู้คัดค้านที่ 1 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

ผู้บริหารแผนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ผู้บริหารแผนฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังได้เป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2562 ลูกหนี้ทำสัญญาจ้างกับผู้คัดค้านที่ 2 เพื่อให้ผู้คัดค้านที่ 2 จัดหาพนักงานตำแหน่ง Mechanic Helper และวันที่ 3 กรกฎาคม 2562 ลูกหนี้ทำสัญญาจ้างกับผู้คัดค้านที่ 2 เพื่อให้ผู้คัดค้านที่ 2 จัดหาพนักงานตำแหน่ง Shuttle Bus Driver วันที่ 10 สิงหาคม 2563 ลูกหนี้บอกเลิกสัญญาจ้าง กับผู้คัดค้านที่ 2 วันที่ 14 กันยายน 2563 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้และตั้งผู้ทำแผน ต่อมาวันที่ 18 พฤศจิกายน 2563 พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้ลูกหนี้โดยผู้ทำแผนในฐานะนายจ้างตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 และผู้คัดค้านที่ 2 ในฐานะนายจ้างตามมาตรา 5 จ่ายเงินให้ลูกจ้างตามสัญญาจ้างดังกล่าว จากนั้นวันที่ 29 ธันวาคม 2563 ผู้ทำแผนนำเงิน 1,031,262.82 บาท ไปวางต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อชำระให้แก่ลูกจ้างของผู้คัดค้านที่ 2 จำนวน 16 คน และวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 ผู้ทำแผนนำเงิน 58,050 บาท ไปวางต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อชำระให้แก่ลูกจ้างของผู้คัดค้านที่ 2 อีก 1 คน ระหว่างนั้นผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ในมูลหนี้ค่าจัดจ้างบริการตามสัญญาจ้างเหมาแรงงานพร้อมดอกเบี้ย ส่วนผู้ทำแผนมีหนังสือลงวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2564 และวันที่ 30 เมษายน 2564 ขอใช้สิทธินำเงินค่าจ้างและค่าชดเชยที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างของผู้คัดค้านที่ 2 ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวมาหักกลบลบหนี้กับมูลหนี้ที่ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามหนังสือขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้และขอให้ออกหลักฐานการชำระหนี้ ต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน 2564 และวันที่ 20 ตุลาคม 2565 ศาลมีคำสั่งเห็นชอบด้วยแผนและแผนที่มีการแก้ไขตามมติของที่ประชุมเจ้าหนี้ตามลำดับ ส่วนคำขอรับชำระหนี้ของผู้คัดค้านที่ 2 ที่ผู้ทำแผนโต้แย้งและขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้นั้น ผู้คัดค้านที่ 1 สอบสวนแล้วมีความเห็นว่าลูกหนี้ได้สิทธิไล่เบี้ยค่าจ้างและค่าชดเชยมาภายหลังจากที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ จึงไม่อาจใช้สิทธิหักกลบลบหนี้กับมูลหนี้ที่ผู้คัดค้านที่ 2 ขอรับชำระหนี้ได้ และมีคำสั่งอนุญาตให้ผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับชำระหนี้ 3,516,578.74 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 3,413,159.77 บาท นับแต่วันถัดจากวันที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจนกว่าจะได้รับชำระเสร็จสิ้นจากลูกหนี้

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้บริหารแผนว่า ผู้บริหารแผนมีสิทธิขอหักกลบลบหนี้กับหนี้ที่ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นคำขอรับชำระหนี้หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 เป็นกฎหมายที่มีลักษณะเป็นวิธีสบัญญัติ แม้จะมีบทบัญญัติกล่าวถึงการหักกลบลบหนี้ไว้ก็เป็นกรณีที่ต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ทั่วไปในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ว่าด้วยหักกลบลบหนี้ มาตรา 341 ถึงมาตรา 348 ซึ่งเป็นการแสดงเจตนาหักกลบลบหนี้เฉพาะครั้งเฉพาะคราวประกอบด้วย และหากเป็นการแสดงเจตนาที่จะต้องมีการหักกลบลบหนี้ต่อเนื่องหรือชั่วเวลาตามที่กำหนดก็ต้องนำหลักเกณฑ์เฉพาะในเรื่องสัญญาบัญชีเดินสะพัดตามมาตรา 856 ถึง มาตรา 860 มาพิจารณาอีกด้วย เมื่อการหักกลบลบหนี้ตามบทบัญญัติดังกล่าว เบื้องต้นจะต้องมีบุคคลสองฝ่ายที่ต่างก็เป็นเจ้าหนี้และลูกหนี้ต่อกันในมูลหนี้สองราย อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน ดังนั้น แม้พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/33 จะบัญญัติว่า "ถ้าเจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการเป็นหนี้ลูกหนี้ในเวลาที่มีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ เจ้าหนี้นั้นอาจใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ได้ เว้นแต่เจ้าหนี้ได้สิทธิเรียกร้องต่อลูกหนี้ภายหลังที่ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ" ซึ่งแม้จะมิได้บัญญัติถึงสิทธิของลูกหนี้ในการขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ไว้ด้วยก็มิได้หมายความว่า ลูกหนี้จะไม่มีสิทธิเช่นนั้น เพียงแต่เมื่อลูกหนี้จะใช้สิทธิขอหักกลบลบหนี้กับเจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการ ลูกหนี้ก็ชอบที่จะกระทำได้โดยดำเนินการตามบทบัญญัติในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ดังกล่าว ส่วนกรณีที่เจ้าหนี้เป็นฝ่ายขอใช้สิทธิหักกลบลบหนี้ นอกจากจะเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว ยังต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเพิ่มเติมตามที่บัญญัติในพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/33 อีกด้วย เพราะกฎหมายต้องการให้เจ้าหนี้ซึ่งมีสิทธิขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการใช้สิทธิแสดงเจตนาขอหักกลบลบหนี้กับลูกหนี้ เพื่อให้เจ้าหนี้รายนั้น ๆ สามารถระงับหรือลดหนี้ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอหรือเข้าสู่กระบวนการตามแผนฟื้นฟูกิจการ คำว่า "เจ้าหนี้" ตามบทบัญญัติมาตราดังกล่าว จึงหมายถึง เจ้าหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามมาตรา 90/27 วรรคหนึ่ง ส่วนลูกหนี้ย่อมมิใช่เจ้าหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการตามความหมายของมาตรา 90/27 บทบัญญัติมาตรา 90/33 จึงไม่นำมาใช้บังคับกับกรณีที่ลูกหนี้โดยผู้บริหารแผนจะขอหักกลบลบหนี้กับผู้คัดค้านที่ 2 ผู้เป็นเจ้าหนี้ในคดีฟื้นฟูกิจการ แต่ต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยการหักกลบลบหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 ที่บัญญัติว่า "ถ้าบุคคลสองคนต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกัน โดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกัน และหนี้ทั้งสองรายนั้นถึงกำหนดจะชำระไซร้ ท่านว่าลูกหนี้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งย่อมจะหลุดพ้นจากหนี้ของตนด้วยหักกลบลบกันได้เพียงเท่าจำนวนที่ตรงกันในมูลหนี้ทั้งสองฝ่ายนั้น เว้นแต่สภาพแห่งหนี้ฝ่ายหนึ่งจะไม่เปิดช่องให้หักกลบลบกันได้ บทบัญญัติดังกล่าวมาในวรรคก่อนนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ หากเป็นการขัดกับเจตนาอันคู่กรณีได้แสดงไว้ แต่เจตนาเช่นนี้ท่านห้ามมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริต" มาใช้บังคับแก่กรณีที่ลูกหนี้จะขอหักกลบลบหนี้นี้ เพียงแต่ในกรณีที่ลูกหนี้จะใช้สิทธิขอหักกลบลบหนี้กับเจ้าหนี้ที่ขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการนั้น ย่อมจำเป็นอยู่เองที่อย่างช้าลูกหนี้ควรใช้สิทธิเสียในขณะที่โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ เว้นแต่ หนี้ที่จะขอหักกลบลบหนี้นั้นจะเกิดขึ้นหลังจากเวลาที่จะโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้แล้ว โดยคำนึงถึงการบริหารกิจการลูกหนี้ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/12 (9) ด้วย เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงในคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานว่า เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2563 ผู้คัดค้านที่ 2 มีหนังสือเลิกจ้างลูกจ้าง 16 คน มีผลตั้งแต่วันที่ 14 สิงหาคม 2563 ระหว่างที่ผู้คัดค้านที่ 2 ให้ลูกจ้างหยุดงานตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 จนถึงวันเลิกจ้าง ผู้คัดค้านที่ 2 มิได้จ่ายค่าจ้างให้ลูกจ้าง ในระหว่างสัญญาจ้าง และเลิกจ้างโดยมิได้จ่ายค่าชดเชย จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามสัญญาที่ตกลงกันไว้กับลูกจ้างหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานตามข้อตกลงในข้อ 6.7 ของข้อกำหนดขอบเขตของงานและเงื่อนไขการเสนอราคาแนบท้ายสัญญาจ้าง ระหว่างลูกหนี้ซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างกับผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ได้รับมอบหมายเป็นเหตุให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้ลูกหนี้ซึ่งถือว่าเป็นนายจ้างด้วยต้องร่วมกันกับผู้คัดค้านที่ 2 ผู้เป็นนายจ้างของลูกจ้างจ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยการเลิกจ้างให้แก่ลูกจ้างเหล่านั้นตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 11/1 และมาตรา 124 วรรคสาม เพื่อคุ้มครองสิทธิของลูกจ้าง ค่าจ้างและค่าชดเชยที่ลูกหนี้ต้องจ่ายตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานจึงเป็นผลมาจากการที่ผู้คัดค้านที่ 2 ผิดสัญญาจ้างที่ทำไว้กับลูกหนี้ เมื่อลูกหนี้ต้องชำระค่าจ้างและค่าชดเชยตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานให้แก่ลูกจ้าง 16 คน เป็นเงิน 1,031,263.82 บาท และจ่ายค่าจ้างกับค่าชดเชยให้ลูกจ้างอีก 1 คน ที่ยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน เป็นเงิน 58,050 บาท รวม 1,089,313.82 บาท โดยลูกหนี้และผู้คัดค้านที่ 2 มิได้นำคดีขึ้นสู่ศาลแรงงานเพื่อให้เพิกถอนคำสั่ง คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานจึงเป็นที่สุดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 125 วรรคสอง ซึ่งผู้ทำแผนก็ได้นำเงินค่าจ้างและค่าชดเชยทั้งสองจำนวนดังกล่าววางต่อพนักงานตรวจแรงงานตามบันทึกถ้อยคำลงวันที่ 29 ธันวาคม 2563 และหนังสือขอถอนคำร้องลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 อันเป็นการกระทำในนามของลูกหนี้ ตามอำนาจหน้าที่ในการจัดการกิจการและทรัพย์สินของลูกหนี้และเป็นการดำเนินการค้าตามปกติของลูกหนี้ เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้ทำแผนแล้วตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/25 ประกอบมาตรา 90/12 (9) และคำสั่งอันถึงที่สุดของพนักงานตรวจแรงงานที่ให้ลูกหนี้ร่วมกันหรือแทนกันกับผู้คัดค้านที่ 2 จ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยดังกล่าวมีผลให้ลูกหนี้กับผู้คัดค้านที่ 2 อยู่ในฐานะนายจ้างที่เป็นลูกหนี้ร่วมของลูกจ้างตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 291 สำหรับค่าจ้างและค่าชดเชยนั้น แม้มาตรา 296 จะบัญญัติว่าในระหว่างลูกหนี้ร่วมด้วยกันให้รับผิดเป็นส่วนเท่า ๆ กัน และมีสิทธิเรียกร้องระหว่างกันได้ด้วยการรับช่วงสิทธิตามมาตรา 229 (3) แต่บทบัญญัติมาตรา 296 ก็บัญญัติด้วยว่า เว้นแต่จะได้กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น ซึ่งมีความหมายว่า ลูกหนี้ในฐานะผู้ว่าจ้างซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ได้มอบหมายให้ผู้คัดค้านที่ 2 จัดหาคนมาทำงานให้ลูกหนี้ตามสัญญาที่มีต่อกันนั้น หากได้มีการตกลงกันไว้ว่า ในระหว่างลูกหนี้กับผู้คัดค้านที่ 2 นั้น ความรับผิดร่วมกันดังกล่าวในระหว่างกันเองไม่ต้องรับผิดชอบเท่ากันก็ได้ เมื่อตามเงื่อนไขการว่าจ้างบริการแนบท้ายสัญญาจ้างทั้งสองฉบับ ข้อ 9 กำหนดว่า "หากคู่สัญญาฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามสัญญานี้ อีกฝ่ายหนึ่งมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ ผู้ใช้สิทธิเลิกสัญญามีสิทธิเรียกค่าเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น" จึงถือได้ว่า ลูกหนี้กับผู้คัดค้านที่ 2 ได้ตกลงกันกำหนดเป็นอย่างอื่นแล้ว ดังนั้น เมื่อลูกหนี้วางเงินจ่ายค่าจ้างและค่าชดเชยให้ลูกจ้างทั้ง 17 คนของผู้คัดค้านที่ 2 แล้วเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2563 และ 23 กุมภาพันธ์ 2564 ตามลำดับ ลูกหนี้ย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าจ้างและค่าชดเชยที่ลูกหนี้ได้ชำระไปตามคำสั่งดังกล่าวคืนจากผู้คัดค้านที่ 2 ได้ทั้งหมด แต่เนื่องจากหนี้เงินที่ลูกหนี้ชำระไปนั้น เป็นการชำระตามคำสั่งของพนักงานตรวจแรงงาน ซึ่งย่อมขึ้นอยู่กับว่าลูกหนี้ปฏิบัติตามคำสั่งวันใด โดยผู้คัดค้านที่ 2 มิได้ตกลงด้วยก่อนในเรื่องกำหนดวันชำระเงิน กรณีต้องถือว่า หนี้เงินจำนวนนี้เป็นหนี้เงินที่มิได้กำหนดเวลาชำระทั้งจะอนุมานจากพฤติการณ์ทั้งปวงก็ไม่ได้ หนี้เงินจำนวนนี้จึงถึงกำหนดชำระโดยพลัน ในวันที่ลูกหนี้วางเงินต่อพนักงานตรวจแรงงาน คือวันที่ 29 ธันวาคม 2563 และวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2564 ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 203 วรรคหนึ่ง เมื่อลูกหนี้และผู้คัดค้านที่ 2 ต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกัน โดยมูลหนี้อันมีวัตถุเป็นอย่างเดียวกันและหนี้ทั้งสองรายถึงกำหนดชำระแล้ว ผู้บริหารแผนย่อมมีสิทธิแสดงเจตนานำมูลหนี้ค่าจ้างและค่าชดเชยที่ลูกหนี้ชำระให้ลูกจ้างของผู้คัดค้านที่ 2 จำนวน 1,089,313.82 บาท มาหักกลบลบหนี้กับมูลหนี้ค่าจ้างบริการที่ผู้คัดค้านที่ 2 ยื่นขอรับชำระหนี้และเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งให้ผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับชำระหนี้ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 341 วรรคหนึ่ง และมาตรา 342 แม้ต่อมาผู้คัดค้านที่ 2 จะมีหนังสือแจ้งปฏิเสธการแสดงเจตนาขอหักกลบลบหนี้ของลูกหนี้ก็หามีผลให้ไม่อาจหักกลบลบหนี้กันได้ไม่ เพราะกรณีที่จะถือว่าขัดกับเจตนาของผู้คัดค้านที่ 2 ตามความหมายแห่งบทบัญญัติมาตรา 341 วรรคสอง นั้น จะต้องเป็นเจตนาที่ได้แสดงไว้ต่อกันตั้งแต่ขณะทำสัญญาจ้างบริการแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้บริหารแผนฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้ผู้บริหารแผนมีสิทธินำเงินค่าจ้างและค่าชดเชย 1,089,313.82 บาท มาหักกลบลบหนี้กับหนี้ของผู้คัดค้านที่ 2 ที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์มีคำสั่งอนุญาตให้ได้รับชำระหนี้ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000011.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ลฟ.18/2567
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2568