คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3524/2567 ฉบับเต็ม

#713864
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3524/2567 ธนาคาร ก. โจทก์ นาย ค. กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 215 ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1), มาตรา 252 พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองให้ชำระค่าเสียหายโดยอาศัยอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนที่พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ต้องคืนรถที่เช่าซื้อในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี อันเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นใหม่จากการคืนรถที่เช่าซื้อที่ไม่อยู่ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ซึ่งเป็นการชำระหนี้ที่ไม่ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นก็ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 215 แต่ค่าขาดราคาที่คำนวณจากส่วนต่างของเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดกับราคารถใช้แทนตามคำพิพากษาในคดีก่อนมิใช่ความเสียหายที่แท้จริงอันเกิดจากความชำรุดทรุดโทรมที่เกิดจากการใช้รถโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ จึงมิใช่ค่าเสียหายอันเนื่องจากการคืนรถที่เช่าซื้อที่ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ดีที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามคำพิพากษาในคดีก่อน โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคารถได้ จำเลยที่ 2 เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน ซึ่งจะต้องชำระหนี้อย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 ถือเป็นการชำระหนี้อันมิอาจแบ่งแยกได้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 252 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 331,869.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 5,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า ในคดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ว่าผิดสัญญาเช่าซื้อ และจำเลยที่ 2 ผิดสัญญาค้ำประกัน เป็นคดีหมายเลขดำที่ ผบ 979/2562 หมายเลขแดงที่ ผบ 1113/2562 วันที่ 4 ตุลาคม 2562 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 930,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์พร้อมดอกเบี้ย หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม ให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แทนเฉพาะค่าขาดประโยชน์ 20,000 บาท ต่อมาวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 โจทก์ได้รับมอบรถคันที่เช่าซื้อคืน และวันที่ 21 เมษายน 2563 โจทก์นำรถที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาดได้เงิน 598,130.84 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคารถเป็นเงิน 331,869.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ โดยคำนวณจากส่วนต่างราคารถใช้แทนตามคำพิพากษาในคดีก่อนกับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเรียกค่าเสียหายโดยอ้างว่ารถที่เช่าซื้อที่โจทก์ได้รับคืนมานั้นอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมจากการใช้งานโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ จึงเป็นการฟ้องให้ชำระค่าเสียหายโดยอาศัยอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนที่พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ต้องคืนรถที่เช่าซื้อในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี อันเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นใหม่จากการคืนรถที่เช่าซื้อที่ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี ซึ่งเป็นการชำระหนี้ที่ไม่ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215 อย่างไรก็ดี ราคารถที่ได้จากการขายทอดตลาดขึ้นอยู่กับความต้องการ และความพอใจของผู้เข้าประมูลซื้อทอดตลาด และสภาพทั่วไปของรถ เช่น ปีที่ผลิตรถ ความนิยมของรถ การใช้งานและความสมบูรณ์ของรถ ดังนั้น ค่าขาดราคาที่คำนวณจากส่วนต่างของเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดกับราคารถใช้แทนตามคำพิพากษาในคดีก่อน จึงไม่อาจใช้เป็นข้อพิสูจน์ถึงความชำรุดของรถได้ เพราะมิใช่ความเสียหายที่แท้จริงอันเกิดจากความชำรุดทรุดโทรมของรถที่เช่าซื้อที่เกิดจากการใช้รถโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ ค่าขาดราคาที่โจทก์ฎีกาจึงมิใช่ค่าเสียหายอันเนื่องจากการคืนรถที่เช่าซื้อที่ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ดีที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามคำพิพากษาในคดีก่อน โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคารถได้ เมื่อโจทก์ฟ้องโดยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงว่ารถที่เช่าซื้อที่ส่งมอบคืนแก่โจทก์นั้นอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมอันเนื่องจากการใช้งานโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ โจทก์จึงมีภาระในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้าง พยานโจทก์คงมีเพียงนายอลงกรณ์ ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์และทนายความเป็นพยานเพียงปากเดียวเบิกความแต่เพียงว่า โจทก์ได้เข้าครอบครองรถยนต์คันที่เช่าซื้อและได้นำรถยนต์คันที่เช่าซื้อประมูลออกขายทอดตลาด มีบุคคลภายนอกเข้าสู้ประมูลราคากัน แต่เนื่องจากรถยนต์มีสภาพทรุดโทรม อันเนื่องจากการใช้งานโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ โดยมีผู้เข้าประมูลสู้ราคารถยนต์ที่เช่าซื้อได้เป็นเงิน 598,130.84 บาท เมื่อนำไปหักชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้วยังมีส่วนต่างอีก 331,869.16 บาท โดยไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน ทั้งเมื่อพิจารณาตามบันทึกการตรวจสภาพและส่งมอบรถยนต์และภาพถ่ายรถยนต์ที่เช่าซื้อท้ายคำฟ้องก็ไม่ปรากฏว่ารถอยู่ในสภาพทรุดโทรม พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงรับฟังไม่ได้ว่า สภาพรถที่เช่าซื้อที่คืนแก่โจทก์นั้นมีความชำรุดทรุดโทรมอันเนื่องจากการใช้งานโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง จึงมีผลเท่ากับว่ารถที่เช่าซื้อที่โจทก์ได้รับคืนมานั้นอยู่ในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ดี อันเป็นการชำระหนี้ที่ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว โจทก์จึงไม่อาจเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น คดีนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องโดยอาศัยหนี้ที่เกิดขึ้นตามคำพิพากษาเป็นหลักแห่งข้อหาในการบังคับตามสิทธิของโจทก์เรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองให้รับผิดชดใช้ราคารถยนต์ส่วนที่ยังขาดจำนวนได้ เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน ซึ่งจะต้องชำระหนี้อย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 ถือเป็นการชำระหนี้อันมิอาจแบ่งแยกได้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 252 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกฟ้องจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สมชาย อุดมศรีสำราญ-ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์-ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล) - - แหล่งที่มา หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ผบ.(พ)238/2566 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
713864
courts
[
    {
        "court": "-",
        "judge": ""
    },
    {
        "court": "-",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081940148"
    }
}
date
2567
deka_no
3524/2567
deka_running_no
3524
deka_year
2567
department
แผนก
judges
[
    "สมชาย อุดมศรีสำราญ",
    "ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์",
    "ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 215"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 245 (1)",
            "ม. 252"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551",
        "sections": [
            "ม. 7"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคาร ก."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ค. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงิน 331,869.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ และให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 5,000 บาท

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อมีคำพิพากษาใหม่

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า ในคดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ว่าผิดสัญญาเช่าซื้อ และจำเลยที่ 2 ผิดสัญญาค้ำประกัน เป็นคดีหมายเลขดำที่ ผบ 979/2562 หมายเลขแดงที่ ผบ 1113/2562 วันที่ 4 ตุลาคม 2562 ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยและใช้การได้ดี หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 930,000 บาท และให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์พร้อมดอกเบี้ย หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติตาม ให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้แทนเฉพาะค่าขาดประโยชน์ 20,000 บาท ต่อมาวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 โจทก์ได้รับมอบรถคันที่เช่าซื้อคืน และวันที่ 21 เมษายน 2563 โจทก์นำรถที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาดได้เงิน 598,130.84 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ซึ่งได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยทั้งสองต้องรับผิดค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด โดยโจทก์ฎีกาขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคารถเป็นเงิน 331,869.16 บาท พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์ โดยคำนวณจากส่วนต่างราคารถใช้แทนตามคำพิพากษาในคดีก่อนกับเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองเรียกค่าเสียหายโดยอ้างว่ารถที่เช่าซื้อที่โจทก์ได้รับคืนมานั้นอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมจากการใช้งานโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ จึงเป็นการฟ้องให้ชำระค่าเสียหายโดยอาศัยอำนาจแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนที่พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ต้องคืนรถที่เช่าซื้อในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี อันเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นใหม่จากการคืนรถที่เช่าซื้อที่ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยใช้การได้ดี ซึ่งเป็นการชำระหนี้ที่ไม่ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จะเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายอันเกิดแต่การนั้นก็ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215 อย่างไรก็ดี ราคารถที่ได้จากการขายทอดตลาดขึ้นอยู่กับความต้องการ และความพอใจของผู้เข้าประมูลซื้อทอดตลาด และสภาพทั่วไปของรถ เช่น ปีที่ผลิตรถ ความนิยมของรถ การใช้งานและความสมบูรณ์ของรถ ดังนั้น ค่าขาดราคาที่คำนวณจากส่วนต่างของเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดกับราคารถใช้แทนตามคำพิพากษาในคดีก่อน จึงไม่อาจใช้เป็นข้อพิสูจน์ถึงความชำรุดของรถได้ เพราะมิใช่ความเสียหายที่แท้จริงอันเกิดจากความชำรุดทรุดโทรมของรถที่เช่าซื้อที่เกิดจากการใช้รถโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ ค่าขาดราคาที่โจทก์ฎีกาจึงมิใช่ค่าเสียหายอันเนื่องจากการคืนรถที่เช่าซื้อที่ไม่อยู่ในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ดีที่จำเลยที่ 1 ต้องรับผิดตามคำพิพากษาในคดีก่อน โจทก์จึงไม่อาจฟ้องขอให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคารถได้ เมื่อโจทก์ฟ้องโดยกล่าวอ้างข้อเท็จจริงว่ารถที่เช่าซื้อที่ส่งมอบคืนแก่โจทก์นั้นอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมอันเนื่องจากการใช้งานโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ โจทก์จึงมีภาระในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามที่โจทก์กล่าวอ้าง พยานโจทก์คงมีเพียงนายอลงกรณ์ ผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์และทนายความเป็นพยานเพียงปากเดียวเบิกความแต่เพียงว่า โจทก์ได้เข้าครอบครองรถยนต์คันที่เช่าซื้อและได้นำรถยนต์คันที่เช่าซื้อประมูลออกขายทอดตลาด มีบุคคลภายนอกเข้าสู้ประมูลราคากัน แต่เนื่องจากรถยนต์มีสภาพทรุดโทรม อันเนื่องจากการใช้งานโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ โดยมีผู้เข้าประมูลสู้ราคารถยนต์ที่เช่าซื้อได้เป็นเงิน 598,130.84 บาท เมื่อนำไปหักชำระหนี้ตามคำพิพากษาแล้วยังมีส่วนต่างอีก 331,869.16 บาท โดยไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน ทั้งเมื่อพิจารณาตามบันทึกการตรวจสภาพและส่งมอบรถยนต์และภาพถ่ายรถยนต์ที่เช่าซื้อท้ายคำฟ้องก็ไม่ปรากฏว่ารถอยู่ในสภาพทรุดโทรม พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมาจึงรับฟังไม่ได้ว่า สภาพรถที่เช่าซื้อที่คืนแก่โจทก์นั้นมีความชำรุดทรุดโทรมอันเนื่องจากการใช้งานโดยปราศจากความระมัดระวังเยี่ยงวิญญูชนพึงใช้ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง จึงมีผลเท่ากับว่ารถที่เช่าซื้อที่โจทก์ได้รับคืนมานั้นอยู่ในสภาพที่เรียบร้อยและใช้การได้ดี อันเป็นการชำระหนี้ที่ต้องตามความประสงค์อันแท้จริงแห่งมูลหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อนแล้ว โจทก์จึงไม่อาจเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยที่ 1 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 215 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องโดยอาศัยหนี้ที่เกิดขึ้นตามคำพิพากษาเป็นหลักแห่งข้อหาในการบังคับตามสิทธิของโจทก์เรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยทั้งสองให้รับผิดชดใช้ราคารถยนต์ส่วนที่ยังขาดจำนวนได้ เห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 2 เป็นลูกหนี้ตามคำพิพากษาในคดีก่อน ซึ่งจะต้องชำระหนี้อย่างเดียวกับจำเลยที่ 1 ถือเป็นการชำระหนี้อันมิอาจแบ่งแยกได้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์เช่นเดียวกับจำเลยที่ 1 ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้มีผลไปถึงจำเลยที่ 2 ที่มิได้ฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 252 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยกฟ้องจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000021.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ผบ.(พ)238/2566
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2567