คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5954/2567 ฉบับเต็ม

#713886
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5954/2567 นาย ส. ในฐานะผู้จัดการมรดก นาง จ. โจทก์ นาย น. จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 95/1 พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551 มาตรา 7 โจทก์เบิกความยืนยันได้ว่า ภริยาโจทก์นำสัญญาเงินกู้ พร้อมต้นฉบับโฉนดที่ดิน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลย มามอบให้ยึดถือไว้เป็นประกันเงินกู้ ถือได้ว่าโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องในการกู้ยืมเงิน แม้โจทก์ไม่นำ ง. พยานในสัญญาเงินกู้มาเบิกความ เนื่องจาก ง. เป็นลูกหนี้เงินกู้ยืมและยังไม่ได้ชำระหนี้คืนโจทก์เช่นเดียวกันจึงไม่ถือเป็นข้อพิรุธของโจทก์ ที่จำเลยอ้างว่าโฉนดที่ดินของจำเลยสูญหายโดยไม่ทราบสาเหตุเป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ โดยปราศจากเหตุผล และเป็นเรื่องง่ายที่จำเลยจะกล่าวอ้างเช่นนั้น และที่จำเลยไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่า โฉนดที่ดินสูญหายก็เป็นช่วงเวลาหลังจากที่จำเลยทราบแล้วว่าโฉนดที่ดินอยู่กับโจทก์ ทั้งโจทก์ยังได้ทวงถามเงินกู้ยืมจากจำเลยด้วย ซึ่งจำเลยก็เบิกความยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าว ส่วนที่จำเลยอ้างข้อความในแอปพลิเคชันไลน์ ที่เป็นการพูดคุยระหว่าง ท. กับ ง. ทำนองว่าเอกสารเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอม เมื่อจำเลยไม่ได้นำ ท. และ ง. มาเป็นพยานข้อความตามเอกสารดังกล่าวเป็นเพียงพยานบอกเล่า โดยหลักแล้วต้องห้ามไม่ให้รับฟัง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 95/1 ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ทั้งไม่เข้าข้อยกเว้นให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยกู้ยืมเงินภริยาโจทก์และยังไม่ได้ชำระคืน จำเลยจึงต้องชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยคืนแก่โจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,187,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 7974 แก่จำเลยในสภาพเรียบร้อย โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากนางจรรยาได้รับเงินครบถ้วนแล้วและส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 7974 ยึดถือไว้เพื่อเป็นหลักประกันจริง โจทก์จึงไม่อาจคืนต้นฉบับโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2560 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562) ต้องไม่เกิน 187,500 บาท และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ให้จำเลยเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่โจทก์ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์และให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินเลขที่ 7974 แก่จำเลย กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์และส่วนฟ้องแย้งทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีรวม 10,000 บาท โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์เป็นสามีและเป็นผู้จัดการมรดกของนางจรรยา สัญญาเงินกู้ ระบุว่า เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2560 นายสุนทร กู้เงินนางจรรยา จำนวน 1,000,000 บาท ตกลงชำระหนี้เงินกู้ทั้งหมดภายในวันที่ 21 พฤษภาคม 2561 เพื่อเป็นหลักฐานในการกู้ยืมเงินให้แก่ผู้ให้กู้ ผู้กู้ได้นำโฉนดที่ดินเลขที่ 7974 มอบให้ไว้แก่ผู้ให้กู้ ระหว่างพิจารณาจำเลยแถลงขอให้ตรวจพิสูจน์ลายมือเขียนภายในวงเล็บที่ปรากฏในช่องผู้กู้เปรียบเทียบกับลายมือชื่อเขียนของจำเลยในต้นฉบับเอกสารช่วงปี พ.ศ. 2560 ว่าลายมือเขียนดังกล่าวเป็นลายมือของจำเลยหรือไม่ กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจพิสูจน์แล้วผลการตรวจระบุว่า ลายมือชื่อคำว่า "สุนทร" ในสัญญากู้ เปรียบเทียบกับตัวอย่างลายมือชื่อของ นายสุนทร ตามที่ระบุในเอกสารตัวอย่าง ปรากฏว่า ตัวอย่างลายมือของ นายสุนทร เขียนไม่คงที่ ลักษณะพิเศษของการเขียนไม่เด่นชัด ในกรณีนี้จึงไม่อาจลงความเห็นอย่างหนึ่งอย่างใดได้ ตามหนังสือแจ้งผลการตรวจพิสูจน์และรายงานการตรวจพิสูจน์ ฉบับลงวันที่ 22 มกราคม 2564 ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกามีว่า เป็นเอกสารปลอมหรือไม่ โจทก์ฎีกาทำนองว่า ที่จำเลยอ้างว่าขณะเกิดเหตุน้ำท่วมจำเลยนำโฉนดที่ดินไปเก็บไว้ชั้นบนของบ้านต่อมาโฉนดที่ดินได้สูญหายไปนั้น เป็นข้ออ้างที่ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เนื่องจากโฉนดที่ดินเป็นเอกสารสำคัญยากที่บุคคลอื่นจะนำเอาไปโดยที่จำเลยไม่ทราบ และที่จำเลยแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าโฉนดที่ดินสูญหายก็เป็นเวลาหลังจากที่จำเลยทราบจากเจ้าพนักงานที่ดินแล้วว่าโฉนดที่ดินอยู่กับโจทก์ มิได้สูญหาย ปัญหาดังกล่าว โจทก์เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจและร่วมกับนางจรรยาประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงิน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2560 นางจรรยาแจ้งโจทก์ว่าจำเลยและภรรยาจำเลยจะขอกู้ยืมเงิน 1,000,000 บาท โจทก์จึงจัดหาเงินจำนวนดังกล่าวมอบให้นางจรรยาในช่วงเช้า นางจรรยาแจ้งว่าจะทำสัญญาที่บ้านจำเลยและในช่วงเย็นนำสัญญาเงินกู้ พร้อมต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 7974 ให้พยานยึดถือไว้เป็นประกัน ภายหลังจากนางจรรยาเสียชีวิต พยานนำเอกสารเกี่ยวกับการให้กู้ยืมเงินมาตรวจสอบพบว่ามีรายของจำเลยยังไม่ได้ชำระหนี้ จึงนำคดีมาฟ้อง ส่วนจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินและรับเงินจำนวน 1,000,000 บาท จากนางจรรยา ภริยาโจทก์ เมื่อเกิดเหตุน้ำท่วม จำเลยย้ายเอกสารรวมทั้งต้นฉบับโฉนดที่ดินไปเก็บไว้ที่ชั้นบนของบ้าน ต่อมาปี 2562 ตรวจดูไม่พบโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวแล้วโดยไม่ทราบว่าสูญหายไปเพราะเหตุใด หลังจากนั้นจึงไปที่สำนักงานที่ดินขอคัดสำเนาโฉนดที่ดินเพื่อออกใบแทน เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่าโฉนดที่ดินไม่ได้สูญหายแต่อยู่กับโจทก์ และเจ้าพนักงานที่ดินเรียกให้โจทก์มาคุยกับจำเลย โจทก์แจ้งว่าจำเลยกู้ยืมเงิน 1,000,000 บาท จำเลยปฏิเสธ เมื่อออกจากสำนักงานที่ดิน จำเลยจึงไปแจ้งความว่าเอกสารสูญหาย และได้สอบถามนางสันทราย ภริยาจำเลยว่ากู้ยืมเงินโจทก์หรือไม่ นางสันทรายซึ่งถูกจำคุกอยู่ที่เรือนจำอำเภอทุ่งสงแจ้งว่าไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ นางสันทรายและนางนงลักษณ์ ได้พูดคุยทางแอปพลิเคชันไลน์เกี่ยวกับเรื่องการกู้ยืมเงินทำนองว่าสัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอม เห็นว่า โจทก์เบิกความโดยมีสัญญาเงินกู้มาแสดง พร้อมทั้งมีต้นฉบับโฉนดที่ดิน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน ซึ่งเป็นเอกสารส่วนตัวของจำเลยมาแสดงประกอบ โดยต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าว คือโฉนดที่ดินที่ระบุในสัญญาเงินกู้ ว่าผู้กู้ได้มอบให้ผู้ให้กู้ไว้เป็นประกันการกู้ยืมเงิน แม้โจทก์จะไม่ได้รู้เห็นขณะจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินกับภริยาโจทก์ แต่ก็ได้ความจากโจทก์ว่าโจทก์เป็นผู้จัดเตรียมเงินจำนวนดังกล่าวให้ภริยาโจทก์เพื่อนำไปให้จำเลยกู้ยืมที่บ้านของจำเลย และต่อมาภริยาโจทก์นำสัญญากู้เงินพร้อมต้นฉบับโฉนดที่ดิน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยมามอบให้ยึดถือไว้เป็นประกัน ถือได้ว่าโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกู้ยืมเงินในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน ส่วนที่โจทก์ไม่ได้นำนางนงลักษณ์ พยานในสัญญาเงินกู้มาเบิกความ ได้ความจากโจทก์ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า นางนงลักษณ์ทำงานอยู่ที่บริษัท พ. ซึ่งเป็นที่ทำงานเดียวกันกับนางสันทราย ภริยาจำเลย ทั้งนางนงลักษณ์เป็นลูกหนี้เงินกู้ยืมและยังไม่ได้ชำระหนี้คืนโจทก์เช่นเดียวกัน จากข้อเท็จจริงดังกล่าวการที่โจทก์มิได้นำนางนงลักษณ์มาเป็นพยาน จึงไม่ถือเป็นข้อพิรุธของโจทก์ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยไว้แต่อย่างใด สำหรับที่จำเลยอ้างว่าโฉนดที่ดินของจำเลยสูญหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ โดยปราศจากเหตุผล ซึ่งเป็นเรื่องง่ายที่จำเลยจะกล่าวอ้างเช่นนั้น ข้ออ้างดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง และที่จำเลยไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าโฉนดที่ดินสูญหายก็ได้ความจากโจทก์ว่า เป็นช่วงเวลาหลังจากที่จำเลยทราบแล้วว่าโฉนดที่ดินอยู่กับโจทก์ ทั้งโจทก์ยังได้ทวงถามเงินกู้ยืมจากจำเลยด้วย ซึ่งจำเลยก็เบิกความยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าว การที่จำเลยแจ้งความเช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏ นับเป็นข้อพิรุธของจำเลย ส่วนที่จำเลยอ้างข้อความในแอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งเป็นการพูดคุยระหว่างนางสันทรายกับนางนงลักษณ์ทำนองว่าเอกสารเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอมนั้น เมื่อจำเลยมิได้นำนางสันทรายและนางนงลักษณ์มาเป็นพยาน ข้อความตามเอกสารดังกล่าวเป็นเพียงพยานบอกเล่า ซึ่งโดยหลักแล้วต้องห้ามไม่ให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 95/1 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ทั้งไม่เข้าข้อยกเว้นให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ กล่าวโดยสรุปแล้วพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าสัญญาเงินกู้ มิใช่เอกสารปลอม เมื่อจำเลยกู้ยืมเงินภริยาโจทก์และยังไม่ได้ชำระคืน จำเลยจึงต้องชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยคืนแก่โจทก์ดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้อง และให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินเลขที่ 7974 แก่จำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ธรรมนูญ สิงห์สาย-ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์-นนท์ ชัยปกรณ์) - - แหล่งที่มา หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ผบ.(พ)91/2567 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
713886
courts
[
    {
        "court": "-",
        "judge": ""
    },
    {
        "court": "-",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081939425"
    }
}
date
2567
deka_no
5954/2567
deka_running_no
5954
deka_year
2567
department
แผนก
judges
[
    "ธรรมนูญ สิงห์สาย",
    "ชาญณรงค์ ปราณีจิตต์",
    "นนท์ ชัยปกรณ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 95/1"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ.2551",
        "sections": [
            "ม. 7"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย ส. ในฐานะผู้จัดการมรดก นาง จ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย น."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 1,187,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,000,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและฟ้องแย้ง ขอให้ยกฟ้องและให้โจทก์ส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 7974 แก่จำเลยในสภาพเรียบร้อย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยกู้ยืมเงินจากนางจรรยาได้รับเงินครบถ้วนแล้วและส่งมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 7974 ยึดถือไว้เพื่อเป็นหลักประกันจริง โจทก์จึงไม่อาจคืนต้นฉบับโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2560 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 แต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562) ต้องไม่เกิน 187,500 บาท และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ให้จำเลยเสียค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีแก่โจทก์ 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องแย้ง ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์และให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินเลขที่ 7974 แก่จำเลย กับให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องโจทก์และส่วนฟ้องแย้งทั้งสองศาลแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีรวม 10,000 บาท

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์เป็นสามีและเป็นผู้จัดการมรดกของนางจรรยา สัญญาเงินกู้ ระบุว่า เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2560 นายสุนทร กู้เงินนางจรรยา จำนวน 1,000,000 บาท ตกลงชำระหนี้เงินกู้ทั้งหมดภายในวันที่ 21 พฤษภาคม 2561 เพื่อเป็นหลักฐานในการกู้ยืมเงินให้แก่ผู้ให้กู้ ผู้กู้ได้นำโฉนดที่ดินเลขที่ 7974 มอบให้ไว้แก่ผู้ให้กู้ ระหว่างพิจารณาจำเลยแถลงขอให้ตรวจพิสูจน์ลายมือเขียนภายในวงเล็บที่ปรากฏในช่องผู้กู้เปรียบเทียบกับลายมือชื่อเขียนของจำเลยในต้นฉบับเอกสารช่วงปี พ.ศ. 2560 ว่าลายมือเขียนดังกล่าวเป็นลายมือของจำเลยหรือไม่ กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจพิสูจน์แล้วผลการตรวจระบุว่า ลายมือชื่อคำว่า "สุนทร" ในสัญญากู้ เปรียบเทียบกับตัวอย่างลายมือชื่อของ นายสุนทร ตามที่ระบุในเอกสารตัวอย่าง ปรากฏว่า ตัวอย่างลายมือของ นายสุนทร เขียนไม่คงที่ ลักษณะพิเศษของการเขียนไม่เด่นชัด ในกรณีนี้จึงไม่อาจลงความเห็นอย่างหนึ่งอย่างใดได้ ตามหนังสือแจ้งผลการตรวจพิสูจน์และรายงานการตรวจพิสูจน์ ฉบับลงวันที่ 22 มกราคม 2564

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกามีว่า เป็นเอกสารปลอมหรือไม่ โจทก์ฎีกาทำนองว่า ที่จำเลยอ้างว่าขณะเกิดเหตุน้ำท่วมจำเลยนำโฉนดที่ดินไปเก็บไว้ชั้นบนของบ้านต่อมาโฉนดที่ดินได้สูญหายไปนั้น เป็นข้ออ้างที่ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง เนื่องจากโฉนดที่ดินเป็นเอกสารสำคัญยากที่บุคคลอื่นจะนำเอาไปโดยที่จำเลยไม่ทราบ และที่จำเลยแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าโฉนดที่ดินสูญหายก็เป็นเวลาหลังจากที่จำเลยทราบจากเจ้าพนักงานที่ดินแล้วว่าโฉนดที่ดินอยู่กับโจทก์ มิได้สูญหาย ปัญหาดังกล่าว โจทก์เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจและร่วมกับนางจรรยาประกอบอาชีพให้กู้ยืมเงิน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2560 นางจรรยาแจ้งโจทก์ว่าจำเลยและภรรยาจำเลยจะขอกู้ยืมเงิน 1,000,000 บาท โจทก์จึงจัดหาเงินจำนวนดังกล่าวมอบให้นางจรรยาในช่วงเช้า นางจรรยาแจ้งว่าจะทำสัญญาที่บ้านจำเลยและในช่วงเย็นนำสัญญาเงินกู้ พร้อมต้นฉบับโฉนดที่ดินเลขที่ 7974 ให้พยานยึดถือไว้เป็นประกัน ภายหลังจากนางจรรยาเสียชีวิต พยานนำเอกสารเกี่ยวกับการให้กู้ยืมเงินมาตรวจสอบพบว่ามีรายของจำเลยยังไม่ได้ชำระหนี้ จึงนำคดีมาฟ้อง ส่วนจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า จำเลยไม่เคยกู้ยืมเงินและรับเงินจำนวน 1,000,000 บาท จากนางจรรยา ภริยาโจทก์ เมื่อเกิดเหตุน้ำท่วม จำเลยย้ายเอกสารรวมทั้งต้นฉบับโฉนดที่ดินไปเก็บไว้ที่ชั้นบนของบ้าน ต่อมาปี 2562 ตรวจดูไม่พบโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าวแล้วโดยไม่ทราบว่าสูญหายไปเพราะเหตุใด หลังจากนั้นจึงไปที่สำนักงานที่ดินขอคัดสำเนาโฉนดที่ดินเพื่อออกใบแทน เจ้าพนักงานที่ดินแจ้งว่าโฉนดที่ดินไม่ได้สูญหายแต่อยู่กับโจทก์ และเจ้าพนักงานที่ดินเรียกให้โจทก์มาคุยกับจำเลย โจทก์แจ้งว่าจำเลยกู้ยืมเงิน 1,000,000 บาท จำเลยปฏิเสธ เมื่อออกจากสำนักงานที่ดิน จำเลยจึงไปแจ้งความว่าเอกสารสูญหาย และได้สอบถามนางสันทราย ภริยาจำเลยว่ากู้ยืมเงินโจทก์หรือไม่ นางสันทรายซึ่งถูกจำคุกอยู่ที่เรือนจำอำเภอทุ่งสงแจ้งว่าไม่ได้กู้ยืมเงินโจทก์ นางสันทรายและนางนงลักษณ์ ได้พูดคุยทางแอปพลิเคชันไลน์เกี่ยวกับเรื่องการกู้ยืมเงินทำนองว่าสัญญากู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอม เห็นว่า โจทก์เบิกความโดยมีสัญญาเงินกู้มาแสดง พร้อมทั้งมีต้นฉบับโฉนดที่ดิน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน ซึ่งเป็นเอกสารส่วนตัวของจำเลยมาแสดงประกอบ โดยต้นฉบับโฉนดที่ดินดังกล่าว คือโฉนดที่ดินที่ระบุในสัญญาเงินกู้ ว่าผู้กู้ได้มอบให้ผู้ให้กู้ไว้เป็นประกันการกู้ยืมเงิน แม้โจทก์จะไม่ได้รู้เห็นขณะจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินกับภริยาโจทก์ แต่ก็ได้ความจากโจทก์ว่าโจทก์เป็นผู้จัดเตรียมเงินจำนวนดังกล่าวให้ภริยาโจทก์เพื่อนำไปให้จำเลยกู้ยืมที่บ้านของจำเลย และต่อมาภริยาโจทก์นำสัญญากู้เงินพร้อมต้นฉบับโฉนดที่ดิน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของจำเลยมามอบให้ยึดถือไว้เป็นประกัน ถือได้ว่าโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกู้ยืมเงินในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน ส่วนที่โจทก์ไม่ได้นำนางนงลักษณ์ พยานในสัญญาเงินกู้มาเบิกความ ได้ความจากโจทก์ตอบทนายจำเลยถามค้านว่า นางนงลักษณ์ทำงานอยู่ที่บริษัท พ. ซึ่งเป็นที่ทำงานเดียวกันกับนางสันทราย ภริยาจำเลย ทั้งนางนงลักษณ์เป็นลูกหนี้เงินกู้ยืมและยังไม่ได้ชำระหนี้คืนโจทก์เช่นเดียวกัน จากข้อเท็จจริงดังกล่าวการที่โจทก์มิได้นำนางนงลักษณ์มาเป็นพยาน จึงไม่ถือเป็นข้อพิรุธของโจทก์ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยไว้แต่อย่างใด สำหรับที่จำเลยอ้างว่าโฉนดที่ดินของจำเลยสูญหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ เป็นเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ โดยปราศจากเหตุผล ซึ่งเป็นเรื่องง่ายที่จำเลยจะกล่าวอ้างเช่นนั้น ข้ออ้างดังกล่าวจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง และที่จำเลยไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าโฉนดที่ดินสูญหายก็ได้ความจากโจทก์ว่า เป็นช่วงเวลาหลังจากที่จำเลยทราบแล้วว่าโฉนดที่ดินอยู่กับโจทก์ ทั้งโจทก์ยังได้ทวงถามเงินกู้ยืมจากจำเลยด้วย ซึ่งจำเลยก็เบิกความยอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าว การที่จำเลยแจ้งความเช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงที่ปรากฏ นับเป็นข้อพิรุธของจำเลย ส่วนที่จำเลยอ้างข้อความในแอปพลิเคชันไลน์ ซึ่งเป็นการพูดคุยระหว่างนางสันทรายกับนางนงลักษณ์ทำนองว่าเอกสารเกี่ยวกับการกู้ยืมเงินเป็นเอกสารปลอมนั้น เมื่อจำเลยมิได้นำนางสันทรายและนางนงลักษณ์มาเป็นพยาน ข้อความตามเอกสารดังกล่าวเป็นเพียงพยานบอกเล่า ซึ่งโดยหลักแล้วต้องห้ามไม่ให้รับฟังตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 95/1 ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ทั้งไม่เข้าข้อยกเว้นให้รับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ กล่าวโดยสรุปแล้วพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักให้รับฟังมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลย ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าสัญญาเงินกู้ มิใช่เอกสารปลอม เมื่อจำเลยกู้ยืมเงินภริยาโจทก์และยังไม่ได้ชำระคืน จำเลยจึงต้องชำระเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยคืนแก่โจทก์ดังที่ศาลชั้นต้นพิพากษา ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกฟ้อง และให้โจทก์คืนโฉนดที่ดินเลขที่ 7974 แก่จำเลยนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000015.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ผบ.(พ)91/2567
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2567