คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8082/2567 ฉบับเต็ม

#713889
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8082/2567 พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่ โจทก์ นาง ต. ผู้ร้อง นาย ม. จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 2 (11), มาตรา 130, มาตรา 131 ป.วิ.อ. มาตรา 2 (11) "การสอบสวน" หมายความถึงการรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการทั้งหลายอื่นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อจะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ ซึ่งกฎหมายไม่ได้บัญญัติบังคับว่าพนักงานสอบสวนต้องทำอย่างไรหรือต้องระบุรายละเอียดอย่างไรหรือต้องสอบปากคำบุคคลใดบ้างเป็นพยาน กฎหมายให้เป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวนให้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาเพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อจะหาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษเท่านั้น ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ระหว่างพิจารณา นางติ้ม มารดานายอนุพงศ์ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพตามประเพณี 200,000 บาท ค่าขาดประโยชน์ที่ผู้ตายทำมาหาได้ก่อนถึงแก่ความตายไม่ต่ำกว่าเดือนละ 20,000 บาท เป็นระยะเวลา 10 ปี โจทก์ร่วมขอค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเวลา 10 ปี เป็นเงิน 500,000 บาท และค่าขาดไร้อุปการะเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 10 ปี เป็นเงิน 600,000 บาท รวมค่าสินไหมทดแทน 1,300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับตั้งแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม จำเลยให้การขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำคุกตลอดชีวิต ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 764,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาในภายหลังตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ก็ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมขอ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนคดีแพ่งให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยไม่โต้เถียงในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยทำงานเป็นการ์ดหรือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ร้าน อ. ที่เกิดเหตุ ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาดยิงนายอนุพงศ์ ผู้ตาย 2 นัด กระสุนปืนถูกบริเวณช่องท้อง เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ตามภาพถ่ายและรายงานการชันสูตรพลิกศพ วันที่ 23 ตุลาคม 2564 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้ ตามบันทึกการจับ ชั้นสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยว่าฆ่าผู้อื่น จำเลยให้การปฏิเสธตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีนางสาวบัณฑิตา เป็นพยานเบิกความว่า ช่วงเกิดเหตุร้าน อ. ปิดเวลา 1 ถึง 2 นาฬิกา วันเกิดเหตุช่วงใกล้เคียงกับเวลาปิดร้าน พยาน นายณัฐวุฒิ ซึ่งเป็นคนรักพยานในขณะนั้นและปัจจุบันถึงแก่ความตายไปแล้ว ผู้ตาย นายสมนึก และนายปุ๋ย ไม่ทราบชื่อและชื่อสกุล เพื่อนพยานจอดรถจักรยานยนต์ที่หน้าร้านมินิมาร์ทติดกับร้าน อ. พยานนั่งรออยู่ที่รถ ส่วนคนอื่นไปเที่ยวในร้าน อ. พยานนั่งรออยู่ไม่เกินครึ่งชั่วโมง นายณัฐวุฒิและเพื่อนในกลุ่มทุกคนออกจากร้านและยืนอยู่หน้าร้านและพูดคุยกับบุคคลอื่นในลักษณะทะเลาะและส่งเสียงดังใส่กัน จากนั้นเกิดเหตุการณ์ชุลมุนโดยนายณัฐวุฒิและเพื่อนพยานชกต่อยกับบุคคลอื่น โดยผู้ตายชกต่อยกับจำเลยซึ่งเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยของร้าน ก่อนเกิดเหตุพยานเคยไปเที่ยวที่ร้านหลายครั้งและเห็นจำเลยทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ร้าน แต่ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว ผู้ตายและจำเลยชกต่อย 5 นาที โดยจำเลยสู้ผู้ตายไม่ไหว จำเลยวิ่งออกมาจากจุดหมายเลข 7 ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ตามทิศทางลูกศรสีน้ำเงินมาอยู่บริเวณฝั่งซ้ายมือของรถกระบะทรงสูงมีไฟส่องสว่างใต้รถ ผู้ตายวิ่งตามจำเลยมาทันทีจนถึงบริเวณท้ายรถกระบะที่มีเครื่องหมายดาวสีดำและระบุว่าเป็นหมายเลข 3 ตามแผนที่สังเขป จำเลยวิ่งย้อนมาบริเวณท้ายรถกระบะโดยถืออาวุธปืนอยู่ พยานไม่ทราบว่าเป็นอาวุธปืนสั้นหรือยาวและไม่ทราบชนิดและขนาด จากนั้นจำเลยหันปากกระบอกปืนไปยังทิศทางที่ผู้ตายวิ่งตามมาและได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 2 นัด ขณะนั้นจำเลยยืนอยู่บริเวณหมายเลข 2 ตามแผนที่สังเขป ผู้ตายล้มลงนอนกับพื้น พยานยืนอยู่ห่างจากจุดดังกล่าว 10 เมตร โดยสามารถมองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจนแม้เป็นเวลากลางคืนเนื่องจากมีแสงไฟส่องสว่างอยู่ที่ร้าน อ. ต่อมารถกระบะคันดังกล่าวแล่นออกไปและไม่เห็นจำเลยในที่เกิดเหตุอีก นายณัฐวุฒิพยุงร่างผู้ตายและพาไปส่งที่โรงพยาบาลกระบี่ วันเกิดเหตุพยานชี้ยืนยันภาพถ่ายจำเลยว่าเป็นนายหมูดซึ่งใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและลงลายมือชื่อรับรองไว้ ตามภาพถ่ายสำนักทะเบียน และมีนายอนุรักษ์ เป็นพยานเบิกความว่า วันที่ 13 พฤษภาคม 2546 ช่วงหัวค่ำ พยานขับรถกระบะ หมายเลขทะเบียน บง xxxx ซึ่งเป็นของนายจรินทร์ บิดาพยาน ตามใบคู่มือจดทะเบียนรถ รถกระบะดังกล่าวเป็นทรงสูงและมีการติดตั้งไฟสีฟ้าใต้ท้องรถมาแวะรับจำเลยในอำเภอเมืองกระบี่ และพาจำเลยมาส่งที่ร้าน อ. ซึ่งจำเลยทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย พยานขับรถมาถึงร้านช่วงก่อนเที่ยงคืนและจอดรถอยู่ตรงข้ามร้านบริเวณเครื่องหมายดอกจันสีแดงตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ จำเลยเข้าไปทำงานที่ร้าน ส่วนพยานไปนั่งในร้านกับนายโกสินทร์ ซึ่งเป็นเพื่อนพยาน พยานนั่งรับประทานและดื่มกับนายโกสินทร์จนถึงเวลาที่ร้านจะปิดซึ่งเป็นเวลา 2 นาฬิกา ของวันเกิดเหตุ พยานออกจากร้านและมาอยู่บริเวณหน้าร้าน เห็นจำเลยชกต่อยกับผู้ชายคนหนึ่งอายุ 20 ปีเศษ โดยไม่เห็นบุคคลอื่นชกต่อยอยู่และมีคนมุงดูเหตุการณ์จำนวนมาก พยานเห็นเหตุการณ์โดยอาศัยแสงไฟส่องสว่างจากเสาไฟฟ้าสาธารณะ ส่วนหน้าร้าน อ. จะมืด เนื่องจากปิดไฟแล้ว จำเลยและชายดังกล่าวชกต่อย 5 นาที ที่จุดหมายเลข 7 ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ จำเลยและชายดังกล่าวแยกกัน จากนั้นจำเลยเดินมาท้ายรถกระบะของพยานที่จอดอยู่ ชายดังกล่าวเดินตามจำเลยมายืนที่บริเวณท้ายรถกระบะของพยาน จำเลยใช้อาวุธปืนพกยิงชายดังกล่าวแต่จำไม่ได้ว่ากี่นัด ชายดังกล่าวล้มลงนอนกับพื้น ขณะเห็นเหตุการณ์พยานยืนอยู่บริเวณเครื่องหมายดอกจันสีเขียวตามแผนที่สังเขปซึ่งห่างจากจุดเกิดเหตุ 10 เมตร จำเลยเรียกพยานและบอกให้ไปส่งจำเลย พยานเดินขึ้นรถพร้อม ๆ กับจำเลยแล้วขับรถออกจากที่เกิดเหตุ พยานขับรถไปส่งจำเลยที่บ้านของจำเลยที่ตำบลบ้านนบและขับรถกลับบ้านของพยาน เห็นว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนและเป็นประจักษ์พยานเห็นเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุ โดยเฉพาะนายอนุรักษ์รู้จักจำเลยมาก่อนและเป็นคนขับรถพาจำเลยไปส่งที่บ้าน จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องเบิกความให้ร้ายจำเลยต้องรับโทษ ที่จำเลยฎีกาว่า คำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีพิรุธโดยยกข้อเท็จจริงบางช่วงบางตอนมากล่าวอ้างในฎีกาและขัดกับรายละเอียดในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ อาทิ ไม่แสดงให้เห็นว่าบริเวณที่เกิดเหตุมีแสงไฟส่องสว่างมาจากจุดใด และขณะเกิดเหตุมีประจักษ์พยานมากกว่า 20 คน แต่พนักงานสอบสวนกลับสอบปากคำแต่เพื่อนผู้ตาย เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (11) "การสอบสวน" หมายความถึงการรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการทั้งหลายอื่นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อจะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ ซึ่งกฎหมายไม่ได้บัญญัติบังคับว่าพนักงานสอบสวนต้องทำอย่างไรหรือต้องระบุรายละเอียดอย่างไรหรือต้องสอบปากคำบุคคลใดบ้างเป็นพยาน กฎหมายให้เป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวนให้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาเพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อจะหาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษเท่านั้น และคำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองแม้จะแตกต่างแต่ไม่ถึงกับเป็นพิรุธและพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองเบิกความหลังเกิดเหตุเป็นเวลาเกือบ 20 ปี ความทรงจำของพยานย่อมลบเลือนไปบ้างตามกาลเวลาจะกะเกณฑ์ให้เหมือนกับเห็นเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุย่อมเป็นไปไม่ได้ และข้อพิรุธที่เป็นความสงสัยที่จะยกประโยชน์ให้จำเลยจะต้องเป็นความสงสัยที่เป็นเหตุเป็นผลว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ มิใช่ความสงสัยเล็กน้อยหรือความสงสัยที่ห่างไกล และศาลมิได้นำพยานหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่งที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบเพียงอย่างเดียวมาฟังลงโทษจำเลย แต่ศาลได้ประมวลข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานทุกอย่างที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบแล้วนำมาพิเคราะห์ว่าพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมมีความน่าเชื่อถือและมีน้ำหนักให้รับฟังหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมมิได้มีความสงสัยดังที่จำเลยฎีกา และถือได้ว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองเป็นพยานที่รู้เห็นใกล้ชิดกับเหตุการณ์และสถานที่เกิดเหตุอันเป็นการบ่งชี้โดยแน่นอนไม่มีทางจะคิดได้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น โดยเห็นจำเลยเป็นคนร้ายในอาการซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าจำเลยได้กระทำความผิดสด ๆ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตาย การที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยมิได้เป็นคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย จำเลยคงมีตัวจำเลยเบิกความปฏิเสธกล่าวอ้างลอย ๆ ปราศจากพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักสนับสนุนจึงไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (นภาศักดิ์ เล้าภาภรณ์-วิเศษ นิ่มกุล-สมชาย พวงภู่) - - แหล่งที่มา หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.3530/2567 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
713889
courts
[
    {
        "court": "-",
        "judge": ""
    },
    {
        "court": "-",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081939049"
    }
}
date
2567
deka_no
8082/2567
deka_running_no
8082
deka_year
2567
department
แผนก
judges
[
    "นภาศักดิ์ เล้าภาภรณ์",
    "วิเศษ นิ่มกุล",
    "สมชาย พวงภู่"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2 (11)",
            "ม. 130",
            "ม. 131"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดกระบี่"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นาง ต."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ม."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288

ระหว่างพิจารณา นางติ้ม มารดานายอนุพงศ์ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพตามประเพณี 200,000 บาท ค่าขาดประโยชน์ที่ผู้ตายทำมาหาได้ก่อนถึงแก่ความตายไม่ต่ำกว่าเดือนละ 20,000 บาท เป็นระยะเวลา 10 ปี โจทก์ร่วมขอค่าเสียหายในส่วนนี้เป็นเวลา 10 ปี เป็นเงิน 500,000 บาท และค่าขาดไร้อุปการะเดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 10 ปี เป็นเงิน 600,000 บาท รวมค่าสินไหมทดแทน 1,300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับตั้งแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม

จำเลยให้การขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำคุกตลอดชีวิต ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 764,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาในภายหลังตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ก็ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมขอ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนคดีแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยไม่โต้เถียงในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยทำงานเป็นการ์ดหรือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ร้าน อ. ที่เกิดเหตุ ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาดยิงนายอนุพงศ์ ผู้ตาย 2 นัด กระสุนปืนถูกบริเวณช่องท้อง เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ตามภาพถ่ายและรายงานการชันสูตรพลิกศพ วันที่ 23 ตุลาคม 2564 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้ ตามบันทึกการจับ ชั้นสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยว่าฆ่าผู้อื่น จำเลยให้การปฏิเสธตามบันทึกคำให้การของผู้ต้องหา

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ โจทก์และโจทก์ร่วมมีนางสาวบัณฑิตา เป็นพยานเบิกความว่า ช่วงเกิดเหตุร้าน อ. ปิดเวลา 1 ถึง 2 นาฬิกา วันเกิดเหตุช่วงใกล้เคียงกับเวลาปิดร้าน พยาน นายณัฐวุฒิ ซึ่งเป็นคนรักพยานในขณะนั้นและปัจจุบันถึงแก่ความตายไปแล้ว ผู้ตาย นายสมนึก และนายปุ๋ย ไม่ทราบชื่อและชื่อสกุล เพื่อนพยานจอดรถจักรยานยนต์ที่หน้าร้านมินิมาร์ทติดกับร้าน อ. พยานนั่งรออยู่ที่รถ ส่วนคนอื่นไปเที่ยวในร้าน อ. พยานนั่งรออยู่ไม่เกินครึ่งชั่วโมง นายณัฐวุฒิและเพื่อนในกลุ่มทุกคนออกจากร้านและยืนอยู่หน้าร้านและพูดคุยกับบุคคลอื่นในลักษณะทะเลาะและส่งเสียงดังใส่กัน จากนั้นเกิดเหตุการณ์ชุลมุนโดยนายณัฐวุฒิและเพื่อนพยานชกต่อยกับบุคคลอื่น โดยผู้ตายชกต่อยกับจำเลยซึ่งเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยของร้าน ก่อนเกิดเหตุพยานเคยไปเที่ยวที่ร้านหลายครั้งและเห็นจำเลยทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ร้าน แต่ไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว ผู้ตายและจำเลยชกต่อย 5 นาที โดยจำเลยสู้ผู้ตายไม่ไหว จำเลยวิ่งออกมาจากจุดหมายเลข 7 ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ ตามทิศทางลูกศรสีน้ำเงินมาอยู่บริเวณฝั่งซ้ายมือของรถกระบะทรงสูงมีไฟส่องสว่างใต้รถ ผู้ตายวิ่งตามจำเลยมาทันทีจนถึงบริเวณท้ายรถกระบะที่มีเครื่องหมายดาวสีดำและระบุว่าเป็นหมายเลข 3 ตามแผนที่สังเขป จำเลยวิ่งย้อนมาบริเวณท้ายรถกระบะโดยถืออาวุธปืนอยู่ พยานไม่ทราบว่าเป็นอาวุธปืนสั้นหรือยาวและไม่ทราบชนิดและขนาด จากนั้นจำเลยหันปากกระบอกปืนไปยังทิศทางที่ผู้ตายวิ่งตามมาและได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 2 นัด ขณะนั้นจำเลยยืนอยู่บริเวณหมายเลข 2 ตามแผนที่สังเขป ผู้ตายล้มลงนอนกับพื้น พยานยืนอยู่ห่างจากจุดดังกล่าว 10 เมตร โดยสามารถมองเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจนแม้เป็นเวลากลางคืนเนื่องจากมีแสงไฟส่องสว่างอยู่ที่ร้าน อ. ต่อมารถกระบะคันดังกล่าวแล่นออกไปและไม่เห็นจำเลยในที่เกิดเหตุอีก นายณัฐวุฒิพยุงร่างผู้ตายและพาไปส่งที่โรงพยาบาลกระบี่ วันเกิดเหตุพยานชี้ยืนยันภาพถ่ายจำเลยว่าเป็นนายหมูดซึ่งใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายและลงลายมือชื่อรับรองไว้ ตามภาพถ่ายสำนักทะเบียน และมีนายอนุรักษ์ เป็นพยานเบิกความว่า วันที่ 13 พฤษภาคม 2546 ช่วงหัวค่ำ พยานขับรถกระบะ หมายเลขทะเบียน บง xxxx ซึ่งเป็นของนายจรินทร์ บิดาพยาน ตามใบคู่มือจดทะเบียนรถ รถกระบะดังกล่าวเป็นทรงสูงและมีการติดตั้งไฟสีฟ้าใต้ท้องรถมาแวะรับจำเลยในอำเภอเมืองกระบี่ และพาจำเลยมาส่งที่ร้าน อ. ซึ่งจำเลยทำงานเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัย พยานขับรถมาถึงร้านช่วงก่อนเที่ยงคืนและจอดรถอยู่ตรงข้ามร้านบริเวณเครื่องหมายดอกจันสีแดงตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ จำเลยเข้าไปทำงานที่ร้าน ส่วนพยานไปนั่งในร้านกับนายโกสินทร์ ซึ่งเป็นเพื่อนพยาน พยานนั่งรับประทานและดื่มกับนายโกสินทร์จนถึงเวลาที่ร้านจะปิดซึ่งเป็นเวลา 2 นาฬิกา ของวันเกิดเหตุ พยานออกจากร้านและมาอยู่บริเวณหน้าร้าน เห็นจำเลยชกต่อยกับผู้ชายคนหนึ่งอายุ 20 ปีเศษ โดยไม่เห็นบุคคลอื่นชกต่อยอยู่และมีคนมุงดูเหตุการณ์จำนวนมาก พยานเห็นเหตุการณ์โดยอาศัยแสงไฟส่องสว่างจากเสาไฟฟ้าสาธารณะ ส่วนหน้าร้าน อ. จะมืด เนื่องจากปิดไฟแล้ว จำเลยและชายดังกล่าวชกต่อย 5 นาที ที่จุดหมายเลข 7 ตามแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ จำเลยและชายดังกล่าวแยกกัน จากนั้นจำเลยเดินมาท้ายรถกระบะของพยานที่จอดอยู่ ชายดังกล่าวเดินตามจำเลยมายืนที่บริเวณท้ายรถกระบะของพยาน จำเลยใช้อาวุธปืนพกยิงชายดังกล่าวแต่จำไม่ได้ว่ากี่นัด ชายดังกล่าวล้มลงนอนกับพื้น ขณะเห็นเหตุการณ์พยานยืนอยู่บริเวณเครื่องหมายดอกจันสีเขียวตามแผนที่สังเขปซึ่งห่างจากจุดเกิดเหตุ 10 เมตร จำเลยเรียกพยานและบอกให้ไปส่งจำเลย พยานเดินขึ้นรถพร้อม ๆ กับจำเลยแล้วขับรถออกจากที่เกิดเหตุ พยานขับรถไปส่งจำเลยที่บ้านของจำเลยที่ตำบลบ้านนบและขับรถกลับบ้านของพยาน เห็นว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยมาก่อนและเป็นประจักษ์พยานเห็นเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุ โดยเฉพาะนายอนุรักษ์รู้จักจำเลยมาก่อนและเป็นคนขับรถพาจำเลยไปส่งที่บ้าน จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องเบิกความให้ร้ายจำเลยต้องรับโทษ ที่จำเลยฎีกาว่า คำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีพิรุธโดยยกข้อเท็จจริงบางช่วงบางตอนมากล่าวอ้างในฎีกาและขัดกับรายละเอียดในแผนที่สังเขปแสดงสถานที่เกิดเหตุ อาทิ ไม่แสดงให้เห็นว่าบริเวณที่เกิดเหตุมีแสงไฟส่องสว่างมาจากจุดใด และขณะเกิดเหตุมีประจักษ์พยานมากกว่า 20 คน แต่พนักงานสอบสวนกลับสอบปากคำแต่เพื่อนผู้ตาย เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (11) "การสอบสวน" หมายความถึงการรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการทั้งหลายอื่นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อจะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ ซึ่งกฎหมายไม่ได้บัญญัติบังคับว่าพนักงานสอบสวนต้องทำอย่างไรหรือต้องระบุรายละเอียดอย่างไรหรือต้องสอบปากคำบุคคลใดบ้างเป็นพยาน กฎหมายให้เป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวนให้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาเพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและเพื่อจะหาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษเท่านั้น และคำเบิกความของพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองแม้จะแตกต่างแต่ไม่ถึงกับเป็นพิรุธและพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองเบิกความหลังเกิดเหตุเป็นเวลาเกือบ 20 ปี ความทรงจำของพยานย่อมลบเลือนไปบ้างตามกาลเวลาจะกะเกณฑ์ให้เหมือนกับเห็นเหตุการณ์ขณะเกิดเหตุย่อมเป็นไปไม่ได้ และข้อพิรุธที่เป็นความสงสัยที่จะยกประโยชน์ให้จำเลยจะต้องเป็นความสงสัยที่เป็นเหตุเป็นผลว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ มิใช่ความสงสัยเล็กน้อยหรือความสงสัยที่ห่างไกล และศาลมิได้นำพยานหลักฐานอย่างใดอย่างหนึ่งที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบเพียงอย่างเดียวมาฟังลงโทษจำเลย แต่ศาลได้ประมวลข้อเท็จจริงตามพยานหลักฐานทุกอย่างที่โจทก์และโจทก์ร่วมนำสืบแล้วนำมาพิเคราะห์ว่าพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมมีความน่าเชื่อถือและมีน้ำหนักให้รับฟังหรือไม่ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมมิได้มีความสงสัยดังที่จำเลยฎีกา และถือได้ว่าพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองเป็นพยานที่รู้เห็นใกล้ชิดกับเหตุการณ์และสถานที่เกิดเหตุอันเป็นการบ่งชี้โดยแน่นอนไม่มีทางจะคิดได้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่น โดยเห็นจำเลยเป็นคนร้ายในอาการซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าจำเลยได้กระทำความผิดสด ๆ พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมที่นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนถึงแก่ความตาย การที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยมิได้เป็นคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย จำเลยคงมีตัวจำเลยเบิกความปฏิเสธกล่าวอ้างลอย ๆ ปราศจากพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักสนับสนุนจึงไม่มีน้ำหนักรับฟังหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000012.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.3530/2567
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2567