ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำวินิจฉัยที่ 72/2567
สำนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ
ผู้ร้อง
คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด
คู่กรณี
คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4
คู่กรณี
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา
ป.พ.พ. มาตรา
ป.ที่ดิน มาตรา
พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา
ป.อ. มาตรา
สำนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ มีหนังสือที่ นค 0020.3/5602 ลงวันที่ 18 เมษายน 2567 ยื่นคำร้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลวินิจฉัยชี้ขาดกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรมขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกันตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 กรณีผู้ร้องได้รับผลกระทบโดยตรงจากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1125/2564 และคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คดีหมายเลขแดงที่ 3171/2565 ที่อาจถือได้ว่าพิพากษาขัดแย้งกัน ทั้งนี้คดีของศาลปกครองเป็นคดีที่นาย ป. ผู้ฟ้องคดี ยื่นฟ้อง เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย ที่ 1 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ที่ 2 ผู้ถูกฟ้องคดี ต่อศาลปกครองอุดรธานี เป็นคดีหมายเลขดำที่ 198/2557 หมายเลขแดงที่ 92/2560 จากกรณีนาย ป. ได้ยื่นขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายตามมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ตามคำขอที่ 152/12305/56 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2556 โดยมิได้แจ้งการครอบครองที่ดินและไม่มีเอกสารสิทธิสำหรับที่ดิน มีเพียงหลักฐานการชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) เลขสำรวจที่ 129 ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลผาตั้ง อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย สำนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วปรากฏว่าที่ดินตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าพานพร้าว-ป่าแก้งไก่" เป็นที่ดินต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามข้อ 14 (4) แห่งกฎกระทรวงฉบับที่ 43 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 เว้นแต่เป็นผู้ที่ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายมาก่อนที่ทางราชการกำหนดให้เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ และเป็นที่ดินสงวนหวงห้ามตามกฎหมายเฉพาะ จึงไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้ได้ เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ จึงมีคำสั่งยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดิน ต่อมานาย ป. อุทธรณ์คำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และได้ส่งคำอุทธรณ์ให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจพิจารณาคําอุทธรณ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีความเห็นยืนตามคำสั่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ต่อมา นาย ป. ยื่นฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่เห็นด้วยกับผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการออกโฉนดที่ดินให้กับผู้ฟ้องคดี ศาลปกครองอุดรธานีมีคำพิพากษาเพิกถอนคำสั่งยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และเพิกถอนคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เสนอเรื่องราวการพิสูจน์ที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เพื่อพิจารณาเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจพิสูจน์ที่ดินตามข้อ 16 ประกอบข้อ 10 (3) และข้อ 11ของกฎกระทรวงฉบับที่ 43 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 อุทธรณ์ ต่อมาศาลปกครองสูงสุดได้มีคําพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ อ. 1125/2564 โดยวินิจฉัยว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีคำสั่งยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินของผู้ฟ้องคดี และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีโดยเห็นว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่ยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินชอบแล้ว เป็นคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากนาย ม. เจ้าของเดิมซึ่งเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณที่ถูกประกาศให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ มิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 จึงไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามมาตรา 12 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และเมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านาย ม. ได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องขอต่อนายอำเภอหรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอท้องที่ภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่กฎกระทรวงนั้นใช้บังคับ กรณีจึงถือว่านาย ม. เจ้าของที่ดินเดิมได้สละสิทธิหรือประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้วตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 นี้เช่นกัน การที่ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อเนื่องมาจากเจ้าของเดิม ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิขอออกโฉนดที่ดินตามมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มิได้ละเลยต่อหน้าที่ในการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดี พิพากษากลับคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นเป็นยกฟ้อง คดีถึงที่สุด
ส่วนคดีที่ศาลยุติธรรม เป็นคดีระหว่าง พนักงานอัยการจังหวัดหนองคาย โจทก์ ยื่นฟ้องนาย ป. ที่ 1 นาย พ. ที่ 2 นาย ส. ที่ 3 จำเลย ต่อศาลจังหวัดหนองคายเป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ สวอ 1/2564 ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4, 6, 8, 9, 14, 26/4, 26/5, 31 พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4, 54, 72 ตรี, 74 จัตวา ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9, 108 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 360 ให้จำเลยทั้งสาม คนงาน ผู้รับจ้าง ผู้แทน และบริวารออกไปจากลำธารสาธารณะและเขตป่าสงวนแห่งชาติที่เกิดเหตุ และให้จำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าเสียหาย 295,879 บาท แก่กรมป่าไม้ ศาลจังหวัดหนองคายมีคำพิพากษาคดีอาญา หมายเลขแดงที่ สวอ 3/2564 โดยวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทนาย ม. ได้ครอบครองทำประโยชน์มาก่อนปี พ.ศ. 2497 นาย ม. จึงมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทที่เกิดเหตุตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 และการโอนไปซึ่งสิทธิครอบครองนั้นย่อมทำได้โดยการส่งมอบการครอบครองตามมาตรา 1378 ต่อมาเมื่อมีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 1 ให้บทนิยามของ คำว่า สิทธิในที่ดิน หมายความว่ากรรมสิทธิ์และให้หมายความรวมถึงสิทธิครอบครองด้วย และมาตรา 4 บัญญัติว่า ภายใต้บังคับมาตรา 6 บุคคลใดได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินนี้ใช้บังคับให้มีสิทธิครอบครองสืบไปและให้คุ้มครองตลอดถึงผู้รับโอนด้วย เมื่อนาย ม. ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินก่อนปี พ.ศ. 2497 และมีสิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 นาย ม. จึงได้สิทธิครอบครองตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 1 และมาตรา 4 ซึ่งรวมไปถึงผู้รับโอนด้วย จำเลยที่ 1จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินที่พิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 ประกอบมาตรา 1378 และประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 1 กับมาตรา 4 ก่อนที่จะมีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน โดยที่พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4 (1) บัญญัติคำนิยามคำว่า ป่า หมายความว่า ที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4 บัญญัติบทนิยามคำว่า ป่า หมายความว่า ที่ดิน รวมตลอดถึง ภูเขา ห้วย หนอง คลอง บึง บาง ลำน้ำ ทะเลสาบ เกาะและที่ชายทะเลที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมาย คำว่า ป่าสงวน หมายความว่า ป่าที่ได้กําหนดให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติตามพระราชบัญญัตินี้ ดังนั้น ที่ดินพิพาทที่ประชาชนได้ครอบครองทำประโยชน์และมีสิทธิครอบครองตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดิน จึงไม่ต้องด้วยบทนิยามของ คำว่า ป่า ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 4 (1) และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 4 ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่ป่า และไม่อาจตกเป็นป่าสงวนแห่งชาติ เจ้าของที่ดินย่อมมีสิทธิในที่ดินของตนโดยชอบธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายที่ดิน กฎกระทรวง ฉบับที่ 811 (พ.ศ. 2521) ออกตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ลงวันที่ 1 กันยายน 2521 เป็นกฎหมายลำดับรอง จึงไม่อาจขัดหรือแย้งต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และประมวลกฎหมายที่ดินซึ่งเป็นกฎหมายระดับที่เป็นกฎหมายลำดับสูงกว่า ดังนั้นการที่กฎกระทรวงฉบับดังกล่าว ประกาศให้ป่าพานพร้าวและป่าแก้งไก่เป็นป่าสงวนแห่งชาติ จึงไม่รวมที่ดินพิพาท โจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 ได้มีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 3171/2565 พิพากษายืน คดีถึงที่สุด
ภายหลังศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ 3171/2565 นาย ป. ได้ยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ให้พิจารณาเรื่องใหม่ ตามคำขอฉบับที่ 1006 ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 ให้ออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายโดยไม่ได้แจ้งครอบครองที่ดินตามมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ตามคำขอเลขที่ 152/12305/56 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2556 โดยไม่ยินยอมยื่นคำขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินใหม่
สำนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ผู้ร้อง เห็นว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 3171/2565 กับคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1125/2564 มีประเด็นแห่งคดีที่ต้องวินิจฉัยในประเด็นเดียวกัน อาจถือได้ว่าคำพิพากษาของศาลยุติธรรม ตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ซึ่งคดีถึงที่สุดกับคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด ขัดแย้งกันตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 เป็นเหตุให้เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ผู้ร้อง ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและเป็นคู่ความในคดีปกครอง ไม่อาจปฏิบัติให้เป็นไปตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดของทั้งสองศาลได้ จึงขอยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการเพื่อขอได้โปรดวินิจฉัยเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งต่อไป
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2555 นาย ป. ซื้อที่ดินมือเปล่าตามหลักฐานการเสียภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) เลขสำรวจที่ 129 หมู่ที่ 1 ตำบลผาตั้ง อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย เนื้อที่ 6 ไร่ 1 งาน 29 ตารางวา มาจากนาง ท. ในราคา 2,900,000 บาท ต่อมา เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2556 นาย ป. ยื่นคำขอเลขที่ 152/12305/56 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2556 ให้ออกโฉนดที่ดินเฉพาะราย โดยมิได้แจ้งการครอบครอง (น.ส. 3 ข.) ต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคายสาขาท่าบ่อ แต่เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ มีหนังสือ ที่ นค 0020.03/6457 ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2557 แจ้งยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดิน อ้างว่าที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินที่ไม่ได้แจ้งการครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 และการที่นาง ท. ไม่ได้แจ้งการครอบครองที่ดิน ถือว่าสละสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าวแล้ว นาย ป. ซึ่งเป็นผู้ซื้อที่ดินและครอบครองทำประโยชน์ต่อมาจากนาง ท. จึงไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน ประกอบกับที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จึงไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้ได้เพราะต้องห้ามตามข้อ 8 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 5 (พ.ศ.2497) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 นาย ป. อุทธรณ์คำสั่งเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคายมีความเห็นยืนตามคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคายสาขาท่าบ่อ นาย ป. จึงได้ยื่นฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย และเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ต่อศาลปกครองอุดรธานี เป็นคดีหมายเลขดำที่ 198/2557 ขอให้เพิกถอนคำสั่งยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 กับให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองออกโฉนดที่ดินให้แก่นาย ป. ศาลปกครองอุดรธานีพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 และเพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 โดยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เสนอเรื่องราวการพิสูจน์ที่ดินต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เพื่อพิจารณาเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองคายแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจพิสูจน์ที่ดินตามข้อ 16 และข้อ 10 (3) และข้อ 11 ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ทั้งนี้ ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด คำขออื่นให้ยก ตามคดีหมายเลขแดงที่ 92/2560 นาย ป. อุทธรณ์คำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นต่อศาลปกครองสูงสุด เป็นคดีหมายเลขดำที่ อ. 529/2560 ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัย สรุปได้ว่าข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินตามหลักฐานการชำระภาษีบำรุงท้องที่ (ภ.บ.ท. 5) เลขสำรวจที่ 129 ตั้งอยู่หมู่ที่ 1 ตำบลผาตั้ง อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย เดิมที่ดินแปลงนี้มีนาย ม. เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2477 จนถึงปี พ.ศ. 2517 โดยเมื่อปี พ.ศ. 2497 ในระหว่างที่นาย ม. ครอบครองและทำประโยชน์อยู่นั้นได้มีการตราพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 กำหนดให้ผู้ที่ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ โดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน แจ้งการครอบครองที่ดินต่อนายอำเภอท้องที่ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ แต่นาย ม. ก็มิได้ไปแจ้งการครอบครองที่ดินพิพาทที่ตนเองครอบครองและทำประโยชน์อยู่ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด กรณีจึงถือได้ว่านาย ม. ได้เจตนาสละสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทดังกล่าวซึ่งทำให้รัฐมีอำนาจจัดที่ดินพิพาทดังกล่าวได้ ตามมาตรา 5 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ต่อมาได้มีการตราพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 2507 โดยได้มีการออกกฎกระทรวง ฉบับที่ 207 (พ.ศ. 2510) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2510 ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2510 กำหนดให้ป่าพานพร้าวและป่าแก้งไก่ในท้องที่ตำบลบ้านม่วง ตำบลแก้งไก่ กิ่งอำเภอสังคม อำเภอศรีเชียงใหม่ และตำบลพานพร้าว ตำบลโพธิ์ตาก อำเภอศรีเชียงใหม่ จังหวัดหนองคาย ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายกฎกระทรวงนี้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นการออกครอบคลุมในบริเวณที่ดินพิพาทตั้งอยู่ และโดยที่มาตรา 12 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ได้บัญญัติรับรองสิทธิในการแจ้งสิทธิครอบครองที่ดิน (ส.ค. 1) ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 และยังให้โอกาสกับบุคคลที่อ้างว่ามีสิทธิหรือได้ทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติอยู่ก่อนวันที่กฎกระทรวงกำหนดป่าสงวนแห่งชาตินั้นใช้บังคับ ยื่นคำร้องเป็นหนังสือต่อนายอำเภอหรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอท้องที่ภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่กฎกระทรวงนั้นใช้บังคับเพื่อส่งต่อไปยังคณะกรรมการสำหรับป่าสงวนแห่งชาตินั้นโดยไม่ชักช้าตามมาตรา 12 วรรคหนึ่ง และวรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว เมื่อนาย ม. เจ้าของเดิมซึ่งเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและตั้งอยู่ในบริเวณที่ถูกประกาศให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ มิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 นาย ม. จึงไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามมาตรา 12 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และเมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่านาย ม. ได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องขอต่อนายอำเภอหรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอท้องที่ภายในกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่กฎกระทรวงนั้นใช้บังคับแต่อย่างใด กรณีจึงถือว่านาย ม. ได้สละสิทธิหรือประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้วตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 นี้เช่นกัน ดังนั้น การที่ต่อมานาย ป. ซึ่งเป็นบุตรได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อจากนาย ม. ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2517 และในปี พ.ศ. 2524 นาย ป. ได้ขายที่ดินแปลงพิพาทดังกล่าวให้แก่นาย พ. และนาง ท. ซึ่งเป็นภรรยาได้ครอบครองและทำประโยชน์ต่อจากนาย พ. ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 ต่อมานาง ท. ได้ขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่ผู้ฟ้องคดีเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2555 กรณีจึงไม่อาจถือได้ว่านาย ป. นาย พ. นาง ท. และผู้ฟ้องคดี เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อเนื่องจากนาย ม. ซึ่งเป็นเจ้าของเดิมมาก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับโดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน และมิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ดังนั้นแม้ทางราชการจะได้ประกาศกำหนดท้องที่จังหวัดหนองคายเป็นเขตที่ทำการสํารวจรังวัดทำแผนที่เพื่อออกโฉนดที่ดินตามโครงการเร่งรัดการออกโฉนดที่ดินให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2556 โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2555 ถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2556 และผู้อำนวยการศูนย์เดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดอุดรธานี - หนองคาย - เลย ได้มีหนังสือศูนย์เดินสำรวจออกโฉนดที่ดินจังหวัดอุดรธานี หนองคาย เลย ที่ มท 0516.374/1694 ไม่ลงวันที่ เดือนมิถุนายน 2556 ไปถึงนายกองค์การบริหารส่วนตำบลผาตั้ง เพื่อแจ้งแผนปฏิบัติงานเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินประจำเดือนมิถุนายน 2556 ถึงเดือนกรกฎาคม 2556 ก็ตาม แต่เนื่องจากผู้ฟ้องคดีมิใช่เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อเนื่องจากเจ้าของเดิมมาก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับโดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน และมิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ตามมาตรา 27 ตรี วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดิน (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2528 ผู้ฟ้องคดีจึงไม่มีสิทธิขอออกโฉนดที่ดินตามมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน อีกทั้งข้อเท็จจริงยังปรากฏจากรายงานการรังวัดลงวันที่ 2 กรกฎาคม 2557 ที่นาย ญ. นายช่างรังวัดชำนาญงานของสำนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ออกไปทำการรังวัดเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2556 ได้ทำการรังวัดตามที่ผู้ฟ้องคดีนำชี้แนวเขตได้ทำการรังวัดด้วยกล้องฯ ขึ้นต้นร่างมาตราส่วน 1 : 4000 นำรูปแผนที่ลงระวาง 5555 II 2492,2490 แล้วอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรและได้มีการตรวจสอบแนวเขตที่ดินกับสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) แล้วได้รับแจ้งว่า ที่ดินแปลงนี้อยู่ในเขตป่าไม้และได้คัดค้านไว้ก่อนตามหนังสือสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) ที่ ทส 16192.4/1549 ลงวันที่ 1 เมษายน 2557 และเมื่อพิจารณาแผนที่แสดงแนวเขตป่าไม้ถาวรที่สำนักงานจัดการทรัพยากรกรมป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) จัดส่งมาแล้วเห็นได้ว่าที่ดินแปลงพิพาทตั้งอยู่ในเขตป่าไม้ถาวร ประกอบกับจากการตรวจสอบของศูนย์ช่วยเหลือลูกหนี้และประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม กระทรวงยุติธรรมโดยผู้เชี่ยวชาญศาลยุติธรรมด้านวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศและแผนที่สำนักงานศาลยุติธรรม ได้ทำการตรวจสอบตำแหน่งที่ดินพิพาทโดยซ้อนทับกับระวางแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ มาตราส่วน 1 : 4000 ของกรมที่ดิน หมายเลข 5445 II 2492 ปรากฏว่า ที่ดินตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าพานพร้าว - ป่าแก้งไก่" ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 207 (พ.ศ. 2510) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และป่าไม้ถาวรก่อนที่ผู้ฟ้องคดีจะเข้าครอบครองทำประโยชน์เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2555 กรณีจึงเป็นที่ยุติว่า ที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีนำชี้เพื่อออกโฉนดที่ดินเป็นที่ดินที่ต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินตามข้อ 14 (4) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 และเมื่อศาลได้วินิจฉัยเป็นที่ยุติแล้วว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดิน จึงไม่มีเหตุที่จะต้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมกันออกไปตรวจพิสูจน์ที่ดินตามข้อ 10 (3) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 อีกต่อไปดังนั้น การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 มีคำสั่งยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินแจ้งตามหนังสือสำนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ที่ บค 0020.03/6457 ลงวันที่ 23 กรกฎาคม 2557 และการที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ได้มีคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดีโดยเห็นว่าคำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ที่ยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินชอบแล้ว จึงเป็นคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว และมิได้เป็นการละเลยต่อหน้าที่ในการออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ฟ้องคดีแต่อย่างใด อุทธรณ์ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 ฟังขึ้น พิพากษากลับคำพิพากษาศาลปกครองชั้นต้นเป็นยกฟ้อง ตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1125/2564 ลงวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564
ส่วนคดีอาญาและคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่พนักงานอัยการจังหวัดหนองคายเป็นโจทก์ฟ้องนาย ป. กับพวกรวม 3 คน ต่อศาลจังหวัดหนองคายเป็นคดีหมายเลขดำที่ สวอ 1/2564 นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน โดยวินิจฉัยสรุปได้ว่า พยานโจทก์ล้วนมีภูมิลำเนา ทำกินเลี้ยงชีพและมีที่ดินติดหรือใกล้กับที่ดินที่เกิดเหตุมานาน น่าเชื่อว่านาย ม. เจ้าของที่ดินเดิมครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเกิดเหตุที่อยู่ติดกันก่อนปี 2497 แม้เจ้าพนักงานป่าไม้พยานโจทก์อีก 2 ปากเบิกความว่า จากการตรวจสอบที่ดินเกิดเหตุอยู่ในแผนที่แสดงแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติตามกฎกระทรวงฉบับที่ 811 แต่พยานทั้งสองปากนี้ไม่ทราบความเป็นมาของที่ดินที่เกิดเหตุ ทั้งการกำหนดแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติเกิดจากการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เห็นสมควร โดยออกเป็นกฎกระทรวงซึ่งต้องมีแผนที่แสดงแนวเขตป่าที่กำหนดเป็นป่าสงวนแห่งชาตินั้น แนบท้ายกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 6 วรรคสอง ซึ่งก่อนการออกกฎกระทรวงดังกล่าวกฎหมายไม่ได้บัญญัติลำดับขั้นตอน และวิธีปฏิบัติในการดำเนินการไว้ แต่สามารถออกกฎกระทรวงโดยมีแผนที่แนบท้ายได้ในทันทีที่รัฐมนตรีเห็นสมควร จึงเป็นไปได้สูงมากที่แนวเขตป่าสงวนแห่งชาติที่ประกาศโดยกฎกระทรวงจะไปทับซ้อนกับพื้นที่ทำกินที่ประชาชนครอบครองทำประโยชน์อยู่ก่อนแล้ว พยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานวัตถุที่ปรากฏชี้ชัดสอดคล้องไปในทางเดียวกัน ฟังได้ว่ามีการยึดถือครอบครองทำประโยชน์ที่ดินที่เกิดเหตุโดยเจตนาจะยึดถือเพื่อตนและส่งมอบทรัพย์สิให้ครอบครองทำประโยชน์เป็นทอด ๆ ต่อเนื่องกันตลอดมาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367, 1378 และประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 1 ตั้งแต่ก่อนปี 2497 จนถึงการครอบครองทำประโยชน์ของจำเลยที่ 1 (นาย ป.) ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินที่เกิดเหตุอยู่ก่อนวันที่ 1 ธันวาคม 2497 ที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ แม้ผู้ครอบครองเดิมจะไม่ได้แจ้งการครอบครองที่ดินต่อนายอำเภอท้องที่ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 แต่เมื่อผู้ครอบครองมิได้แสดงเจตนาสละสิทธิครอบครองที่ดินดังกล่าว สิทธิครอบครองที่มีสมบูรณ์อยู่แล้วย่อมคงมีบริบูรณ์เช่นเดิมตลอดไป เพราะบทบัญญัติดังกล่าวรัฐมีวัตถุประสงค์เพียงต้องการทราบว่าทั่วทั้งประเทศมีผู้ครอบครองที่ดินอยู่จำนวนเท่าใดเท่านั้น หาได้มีการบัญญัติให้ตัดสิทธิการครอบครองไม่ ซึ่งประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 ทวิ ก็ได้บัญญัติรองรับให้ผู้ที่มีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่องมาจากบุคคลข้างต้นโดยมิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 สามารถขอออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นการเฉพาะรายได้ อันเป็นการรับรองการสืบสิทธิที่ไม่ขาดตอนของจำเลยที่ 1 เมื่อที่ดินที่เกิดเหตุผู้ครอบครองทำประโยชน์เดิมได้สิทธิครอบครองมาตั้งแต่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ผู้ครอบครองที่รับโอนที่ดินดังกล่าวมาตลอดสายจนถึงจำเลยที่ 1 ย่อมมีสิทธิครอบครองที่ดินข้างต้นสืบไปตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 ที่ดินที่เกิดเหตุจึงเป็นที่ดินที่มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดินและตามกฎหมายแล้วย่อมมิใช่ป่าตามมาตรา 4 (1) และมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ตามลำดับ และเนื่องจากที่ดินที่เกิดเหตุไม่ใช่ป่าหรือป่าสงวนแห่งชาติ จำเลยที่ 1 ย่อมไม่มีหน้าที่ต้องยื่นคำร้องเป็นหนังสือต่อนายอำเภอแห่งท้องที่เพื่อรักษาสิทธิครอบครองของตนตามมาตรา 12 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ทั้งวรรคสามของมาตราดังกล่าวก็บัญญัติยกเว้นมิให้ใช้บังคับกับแก่สิทธิในที่ดินที่บุคคลมีอยู่ตามประมวลกฎหมายที่ดิน พยานหลักฐานของโจทก์นำสืบฟังไม่ได้ว่า ที่ดินที่เกิดเหตุเป็นป่าหรือป่าสงวนแห่งชาติ และทางน้ำที่ไหลผ่านที่ดินดังกล่าวเป็นทางน้ำสาธารณะ จำเลยทั้งสามจึงไม่มีความผิดตามฟ้องของโจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 คดีหมายเลขแดงที่ 3171/2565 โจทก์ไม่ฎีกา คดีจึงถึงที่สุด
ดังนี้ คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามคำร้องของผู้ร้องเป็นกรณีที่คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 และคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยขัดแย้งกันในคดีที่มีข้อเท็จจริงเป็นเรื่องเดียวกัน ในประเด็นเรื่องสถานะของที่ดินพิพาท และการเป็นผู้มีสิทธิยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายตามมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน โดยศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่านาย ป. ครอบครองและทำประโยชน์ต่อเนื่องมาจากผู้ครอบครองที่ดินเดิมก่อนปี 2497 แม้ผู้ที่มีสิทธิครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินเดิมจะมิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ก็ตาม แต่เมื่อผู้ครอบครองไม่ได้แสดงเจตนาสละสิทธิครอบครองที่ดิน สิทธิครอบครองที่มีสมบูรณ์อยู่แล้วย่อมคงมีบริบูรณ์เช่นเดิม ผู้ครอบครองที่รับโอนที่ดินต่อมาตลอดสายจนถึงจำเลยที่ 1 (นาย ป.) ย่อมมีสิทธิครอบครองที่ดินสืบไปตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 4 ที่ดินพิพาทจึงไม่ใช่ป่าและไม่ใช่ป่าสงวนแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 ส่วนศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าเจ้าของที่ดินเดิมซึ่งเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทและตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ มิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 จึงไม่ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามมาตรา 12 วรรคสามแห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 และเมื่อไม่ได้ใช้สิทธิยื่นคำร้องขอต่อนายอำเภอหรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้ากิ่งอำเภอท้องที่ภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่กฎกระทรวงกำหนดป่าสงวนแห่งชาตินั้นใช้บังคับ จึงถือว่าเจ้าของที่ดินเดิมสละสิทธิหรือประโยชน์ในที่ดินพิพาทแล้วตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 นาย ป. จึงมิใช่ผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทต่อเนื่องจากเจ้าของเดิมมาก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับโดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน และมิได้แจ้งการครอบครองตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 ตามมาตรา 27 ตรี วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน นาย ป. จึงไม่มีสิทธิขอออกโฉนดที่ดินตามมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่ตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ "ป่าพานพร้าว-ป่าแก้งไก่" ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 207 (พ.ศ. 2510) ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และป่าไม้ถาวร ก่อนที่ผู้ฟ้องคดีจะเข้าครอบครองทำประโยชน์เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2555 กรณีจึงฟังเป็นยุติว่าที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีนำชี้เพื่อออกโฉนดที่ดินเป็นที่ดินที่ต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินตามข้อ 14 (4) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ 43 (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า ผู้ร้องและนาย ป. ซึ่งเป็นคู่กรณีตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1125/2564 และเป็นบุคคลซึ่งได้รับผลกระทบจากคำพิพากษาที่ถึงที่สุดขัดแย้งกัน ต้องปฏิบัติอย่างไร ในกรณีที่นาย ป. ยื่นคำขอให้พิจารณาเรื่องใหม่โดยให้ออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายโดยไม่ได้แจ้งการครอบครองที่ดินตามมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินตามคำขอเลขที่ 152/12305/56 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2556 โดยไม่ยินยอมยื่นคำขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินใหม่ คณะกรรมการเห็นว่า มาตรา 14 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 บัญญัติว่า "ให้คณะกรรมการพิจารณาคำร้องตามวรรคหนึ่ง โดยคำนึงถึงประโยชน์แห่งความยุติธรรมและความเป็นไปได้ในการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลแล้วกำหนดแนวทางการปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลดังกล่าว คำวินิจฉัยของคณะกรรมการให้เป็นที่สุด" ดังนี้ แม้คำวินิจฉัยในเรื่องสถานะของที่ดินและการเป็นผู้มีสิทธิขอออกโฉนดที่ดินเฉพาะราย ของศาลอุทธรณ์ภาค 4 และศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวจะขัดแย้งกัน แต่คำพิพากษาของศาลยุติธรรมในคดีอาญาและคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา มีประเด็นข้อพิพาทที่ศาลในคดีอาญาจะต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำความผิดอาญาตามที่โจทก์ฟ้องหรือไม่ โดยการดำเนินคดีอาญาดังกล่าวมีเจตนารมณ์เพื่อลงโทษทางอาญาแก่ผู้กระทำความผิดและให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอันเนื่องมาจากการกระทำความผิดอาญานั้นหรือพิพากษายกฟ้องหากจำเลยมิได้กระทำความผิดอาญา โดยในคดีอาญามิได้มีเจตนารมณ์เพื่อยืนยันหรือพิสูจน์สิทธิในที่ดินของจำเลยดังเช่นการพิสูจน์สิทธิในที่ดินในคดีแพ่ง เนื่องจากการพิจารณาว่านาย ป. จะเป็นผู้มีสิทธิขอออกโฉนดที่ดินหรือไม่และผู้ร้องจะออกโฉนดที่ดินให้แก่นาย ป. ได้หรือไม่ ต้องดำเนินการตามขั้นตอนและวิธีการที่ประมวลกฎหมายที่ดิน กฎกระทรวงและระเบียบของกรมที่ดินกำหนด รวมถึงพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 บัญญัติไว้ ในกรณีที่มีประเด็นเกี่ยวพันกับที่ดินที่มีปัญหาว่าอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ ดังนั้น แม้ศาลในคดีส่วนอาญาจะวินิจฉัยเกี่ยวกับสถานะของที่ดินหรือความเป็นผู้มีสิทธิในที่ดินของนาย ป. ก็เป็นเพียงเหตุผลเพื่อประกอบการใช้ดุลพินิจของศาลในคดีอาญา ว่าจำเลยกระทำความผิดต่อกฎหมายอาญาหรือไม่ ทั้งสำนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ผู้ร้องหรือเจ้าหน้าที่ของผู้ร้อง มิได้เป็นคู่ความในคดีอาญาดังกล่าวด้วย คดีอาญาย่อมไม่ผูกพันผู้ร้อง ส่วนคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดนั้น เป็นคดีที่นาย ป. ฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ที่ยกเลิกคำขอรังวัดออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายของนาย ป. เนื่องจากเห็นว่านาย ป. ไม่มีสิทธิขอออกโฉนดที่ดินและที่ดินที่ขอออกโฉนดที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จึงไม่อาจออกโฉนดที่ดินให้ได้กับขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคายที่วินิจฉัยยืนตามคำสั่งของเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ และขอให้ออกโฉนดที่ดินให้แก่นาย ป. กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและละเลยต่อหน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ ซึ่งประเด็นสถานะของที่ดินพิพาทและความเป็นผู้มีสิทธิขอออกโฉนดที่ดินของนาย ป. ตามมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินเป็นประเด็นข้อพิพาทในคดีของศาลปกครองที่จำต้องวินิจฉัยว่าการที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองมีคำสั่งให้ยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินพิพาทเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่มีกฎหมายกำหนดหรือไม่ ดังนั้น การที่ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า นาย ป. ไม่มีสิทธิขอออกโฉนดที่ดินตามมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และที่ดินพิพาทเป็นที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ อันเป็นที่ดินที่ต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินจึงเป็นคำวินิจฉัยในประเด็นแห่งคดีในเรื่องที่ผู้ร้องยกเลิกคำขอออกโฉนดที่ดินพิพาทของนาย ป. ดังนี้ เมื่อตามคำร้อง ผู้ร้องยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล อ้างว่า นาย ป. ผู้ฟ้องคดีตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1125/2564 ยื่นคำขอฉบับที่ 1006 ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 โดยขอให้สำนักงานที่ดินจังหวัดหนองคาย สาขาท่าบ่อ ผู้ร้อง ดำเนินการออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายโดยไม่ได้แจ้งการครอบครองที่ดินตามมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ตามคำขอเลขที่ 152/12305/56 ลงวันที่ 16 สิงหาคม 2556 ซึ่งเป็นข้อพิพาทในคดีของศาลปกครองสูงสุดและศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาแล้ว จึงเห็นควรให้ผู้ร้องและนาย ป. คู่กรณีในคดีของศาลปกครองสูงสุดปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดงที่ อ. 1125/2564
___________________________
(ไม่มี -)
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
72/2567
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
คำพิพากษาที่ถึงที่สุดระหว่างศาลขัดแย้งกัน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542 มาตรา 14