ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำวินิจฉัยที่ 3/2568
ศาลจังหวัดเชียงคำ
ศาลผู้ส่งความเห็น
ศาลปกครองเชียงใหม่
ศาลผู้รับความเห็น
นางสาว ส.
โจทก์
กรมสรรพากร ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา
คดีนี้เอกชนเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง กรมสรรพากร ที่ 1 อธิบดีกรมสรรพากร ที่ 2 จำเลย สรุปข้อเท็จจริงตามคำฟ้องได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินโดยมีชื่อของนาย ร. เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ จำเลยที่ 2 มีคำสั่งและประกาศยึดทรัพย์ที่ดินรวม 175 แปลง รวมที่ดินของโจทก์ เนื่องจากโจทก์และเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินได้ตกลงกู้ยืมเงินกับบริษัท ช. จำกัด โดยใช้ที่ดินของตนจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่นาย ร. ซึ่งเป็นกรรมการและตัวแทนของบริษัทเพื่อเป็นประกันการกู้ยืม โดยมีเงื่อนไขว่าหากชำระเงินกู้ครบถ้วนแล้วผู้ให้กู้จะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินกลับคืนให้ผู้กู้ยืม การจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ดังกล่าวเป็นเพียงหลักประกันการกู้ยืมเงินเท่านั้นไม่มีเจตนาโอนกรรมสิทธิ์กันแต่อย่างใด โจทก์ได้ชำระหนี้ให้แก่บริษัท ช. จำกัด ครบถ้วนแล้ว บริษัทให้นาย ร. ทำหนังสือมอบอำนาจโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนแก่โจทก์ แต่โจทก์ไม่สามารถดำเนินการได้โดยได้รับแจ้งจากเจ้าพนักงานที่ดินว่า ที่ดินดังกล่าวจำเลยที่ 2 มีคำสั่งยึดทรัพย์และอยู่ระหว่างขายทอดตลาดหรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ต่อมาโจทก์ทำหนังสือคัดค้านการยึดทรัพย์สินที่ดินยื่นต่อสำนักงานสรรพากรพื้นที่พะเยา แต่ปัจจุบันโจทก์ยังไม่ได้รับหนังสือตอบ ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งของจำเลยที่ 1 ที่เพิกถอนประกาศกรมสรรพากรเรื่องยึดทรัพย์สินของผู้ค้างชำระภาษีอากร ในส่วนที่เกี่ยวกับที่ดินโฉนดของโจทก์
จำเลยทั้งสองให้การว่า นาย ร. ผู้ค้างชำระภาษีอากร เป็นผู้มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินโฉนดพิพาท คำสั่งยึดทรัพย์เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ต่อมาศาลจังหวัดมุกดาหารได้มีคำพิพากษาให้นาย ร. จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน 175 แปลง รวมถึงที่ดินพิพาทในคดีนี้คืนให้แก่บริษัท ช. จำกัด โดยปลอดภาระผูกพัน หามีผลกระทบต่อความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งยึดทรัพย์สินของจำเลยทั้งสอง และก่อนที่โจทก์จะนำคดีนี้มาฟ้องจำเลยทั้งสอง โจทก์ได้ยื่นฟ้องนาย ร. เป็นจำเลยที่ 4 ต่อศาลจังหวัดพะเยา ซึ่งศาลมีคำพิพากษายกฟ้อง คดีถึงที่สุดแล้ว โดยวินิจฉัยว่า สัญญาขายที่ดินพิพาทเป็นของแท้จริงและถูกต้องไม่ใช่นิติกรรมอำพราง โจทก์และนาย ร. ย่อมต้องผูกพันตามสัญญาจะสมยอมกันมาฟ้องบังคับให้เพิกถอนสัญญาขายที่ดินเพื่อให้ที่ดินพิพาทหลุดพ้นจากคำสั่งยึดทรัพย์สินเพื่อบังคับชำระหนี้ภาษีอากรของผู้ร้องไม่ได้ การที่โจทก์นำคดีมาฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้อีก จึงเป็นการฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 148
ศาลจังหวัดเชียงคำเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลปกครองเชียงใหม่เห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในที่ดิน อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า มูลเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจาก โจทก์ยื่นฟ้องกรมสรรพากร ที่ 1 อธิบดีกรมสรรพากร ที่ 2 จำเลย ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยมีคำขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำสั่งให้ยึดทรัพย์สินของผู้ค้างชำระภาษีอากร ซึ่งประเด็นข้อพิพาทในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิในที่ดินศาลได้มีคำวินิจฉัยไว้แล้วตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดพะเยาและคำพิพากษาของศาลจังหวัดมุกดาหาร กรณีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเพียงว่า คำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เมื่อคำสั่งยึดหรืออายัดทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 เป็นการใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ซึ่งเป็นมาตรการบังคับทางปกครองเพื่อให้ได้รับชำระภาษีอากรที่ค้าง อันเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ภาษีอากร เมื่อโจทก์โต้แย้งว่าการบังคับตามมาตรการทางปกครองดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายซึ่งมาตรา 63/13 (1) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 กำหนดให้การโต้แย้งหรือการใช้สิทธิทางศาลเกี่ยวกับการยึด การอายัดและการขายทอดตลาดทรัพย์สินโดยผู้อยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครอง รวมทั้งบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัด ให้เสนอต่อศาลภาษีอากรซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับคำสั่งที่มีการบังคับทางปกครองนั้น กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรและเป็นคดีที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลภาษีอากร ตามมาตรา 7 (2) และ (5) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 คดีจึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
___________________________
(ไม่มี -)
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
3/2568
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
คดีเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528