ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 908/2568
พนักงานอัยการจังหวัดหลังสวน
โจทก์
บริษัท ล.
ผู้ร้อง
นาย ส.
จำเลย
ป.อ. มาตรา 36
พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, มาตรา 72 ตรี
พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14, มาตรา 31 วรรคหนึ่ง, มาตรา 35
โจทก์มิได้ปฏิบัติเกี่ยวกับการยื่นคำร้องขอให้สั่งริบทรัพย์สินของกลางตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 35 วรรคสอง โดยครบถ้วนจึงไม่อาจนำบทบัญญัติเรื่องการคืนทรัพย์สินตามความในมาตรา 35 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว มาใช้บังคับได้ ต้องนำบทบัญญัติตาม ป.อ. มาตรา 36 ใช้บังคับแก่คดี การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยถึงเหตุไม่สั่งคืนรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางให้แก่ผู้ร้อง โดยอ้างเหตุตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 35 วรรคสาม จึงเป็นการไม่ถูกต้อง โดยปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีว่า ผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่
ผู้ร้องมีฐานะเป็นบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการนำรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบออกให้เช่า หลังจากผู้ร้องให้เช่ารถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางไปแล้ว พ. ในฐานะผู้เช่าเป็นผู้ครอบครองใช้สอยรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลาง ผู้ร้องย่อมไม่อาจทราบได้ว่าจะมีผู้ใดนำรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางไปใช้กระทำความผิดหรือไม่ อย่างไรและเมื่อใด ทั้งคดีนี้ผู้ที่นำรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางไปใช้ในการกระทำผิดคือจำเลย โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีความเกี่ยวข้องกับผู้ร้องหรือผู้เช่า หรือผู้เช่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดหรือได้ยินยอมให้จำเลยนำรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด ส่วนที่โจทก์อ้างมาในคำคัดค้านว่า ผู้ร้องขอคืนรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางเพื่อประโยชน์ของผู้เช่า เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น โจทก์ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบให้เห็นว่าผู้ร้องกับผู้เช่ามีความสัมพันธ์กันเป็นพิเศษถึงขนาดต้องมายื่นคำร้องเป็นคดีนี้เพื่อประโยชน์ของผู้เช่า อีกทั้งโจทก์ก็ไม่มีพยานใดมานำสืบหักล้างให้เห็นว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามพยานหลักฐานของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย
___________________________
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง และริบรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลาง ตามคำพิพากษาคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 445/2564 ของศาลชั้นต้น
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้คืนรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางแก่ผู้ร้อง
โจทก์ยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง
ผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีสิ่งแวดล้อมพิพากษายืน
ผู้ร้องฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีสิ่งแวดล้อมวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังว่า ผู้ร้องเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ผู้ร้องเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบยี่ห้อซูมิโตโม หมายเลขเครื่อง 776020 หมายเลขตัวถัง STN210T6V00BH1861 ของกลาง วันที่ 7 มีนาคม 2562 ผู้ร้องตกลงให้นายพิชย์สุภณ เช่ารถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบคันดังกล่าว ในราคา 4,200,000 บาท ระยะเวลาเช่า 48 เดือน อัตราค่าเช่างวดละ 91,090 บาท เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 25 เมษายน 2562 งวดสุดท้ายวันที่ 25 มีนาคม 2566 วันที่ 16 ธันวาคม 2562 เจ้าหน้าที่ป่าไม้ เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติน้ำตกหงาว พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน ร่วมกันออกตรวจพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าทุ่งระยะและป่านาสัก พบจำเลยกำลังใช้รถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบคันดังกล่าวขุดดินบริเวณชายเขาป่าบ้านนางคอย จังหวัดชุมพร ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 และพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 จึงเข้าจับกุมจำเลยส่งตัวดำเนินคดีและยึดรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบเป็นของกลาง โดยเจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้ปิดประกาศ เรื่อง การยื่นคำร้องขอให้สั่งริบทรัพย์สินของกลาง ตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 35 วรรคสอง ณ ที่ว่าการอำเภอ ที่ทำการกำนัน และที่ทำการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกิดเหตุและภูมิลำเนาจำเลยเสร็จสิ้นแล้ว ต่อมาวันที่ 9 กันยายน 2564 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 มาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 72 ตรี วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14, 31 วรรคหนึ่ง ริบรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลาง เป็นคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 445/2564 ของศาลชั้นต้น วันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอคืนของกลาง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องเนื่องจากเห็นว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้อง ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่า โจทก์มิได้ปฏิบัติเกี่ยวกับการยื่นคำร้องขอให้สั่งริบทรัพย์สินของกลางตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 35 วรรคสอง ผู้ร้องจึงมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางได้
เห็นสมควรต้องวินิจฉัยก่อนว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยว่าผู้ร้องมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 แต่กลับไปวินิจฉัยถึงเหตุที่ศาลจะสั่งคืนรถขุดไอดรอลิกตีนตะขาบของกลาง โดยอ้างเหตุตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 35 วรรคสาม นั้น เป็นการถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์มิได้ปฏิบัติเกี่ยวกับการยื่นคำร้องขอให้สั่งริบทรัพย์สินของกลางตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 35 วรรคสอง โดยครบถ้วน จึงไม่อาจนำบทบัญญัติเรื่องการคืนทรัพย์สินตามความในมาตรา 35 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว มาใช้บังคับได้ ต้องนำบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 36 มาใช้บังคับแก่คดี ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยถึงเหตุไม่สั่งคืนรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางให้แก่ผู้ร้องโดยอ้างเหตุตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 35 วรรคสาม จึงเป็นการไม่ถูกต้อง แต่เมื่อคดีมาสู่ศาลฎีกาแล้ว ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยในปัญหาว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลยหรือไม่ ไปเสียทีเดียวโดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วินิจฉัยก่อน โดยปัญหานี้โจทก์ฎีกาว่า ผู้ร้องประกอบธุรกิจให้สินเชื่อด้วยการให้บุคคลทั่วไปเช่ารถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบ เพื่อนำไปใช้ในกิจการของผู้เช่า ซึ่งเป็นการดำเนินธุรกิจในทางการค้าปกติ และมีลูกค้าอยู่หลายรายทั่วประเทศ กรณีจึงไม่อาจตรวจสอบหรือระมัดระวังได้ว่าผู้เช่ารายใดจะนำทรัพย์สินไปใช้ในการกระทำความผิดเมื่อใด ตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุคดีนี้ต่อเนื่องกันมาจนถึงปี 2563 ผู้เช่ายังคงชำระค่าเช่าให้แก่ผู้ร้องตลอดมา เพิ่งจะหยุดชำระค่าเช่าเมื่อกลางปี 2563 โดยผู้เช่าไม่ได้แจ้งให้ผู้ร้องทราบถึงการที่รถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบถูกยึดไว้เป็นของกลาง ผู้เช่าเพิ่งจะมาแจ้งให้ผู้ร้องทราบเมื่อศาลมีคำสั่งให้ริบรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลาง เมื่อผู้ร้องทราบจึงได้บอกเลิกสัญญาและมายื่นคำร้องขอคืนทรัพย์สินของกลางดังกล่าว ผู้ร้องไม่มีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยกับการกระทำความผิดของจำเลย เห็นว่า ผู้ร้องมีฐานะเป็นบริษัทจำกัด มีวัตถุประสงค์ในการนำรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบออกให้เช่า หลังจากผู้ร้องให้เช่ารถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางไปแล้ว นายพิชย์สุภณ ในฐานะผู้เช่าเป็นผู้ครอบครองใช้สอยรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลาง ผู้ร้องย่อมไม่อาจทราบได้ว่าจะมีผู้ใดนำรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางไปใช้กระทำความผิดหรือไม่ อย่างไรและเมื่อใด ทั้งคดีนี้ผู้ที่นำรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางไปใช้ในการกระทำผิดคือจำเลย โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงเลยว่าจำเลยมีความเกี่ยวข้องกับผู้ร้องหรือผู้เช่า หรือผู้เช่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดหรือได้ยินยอมให้จำเลยนำรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางไปใช้ในการกระทำความผิด ส่วนที่โจทก์อ้างมาในคำคัดค้านว่าผู้ร้องขอคืนรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบของกลางเพื่อประโยชน์ของผู้เช่า เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น โจทก์ก็ไม่มีพยานหลักฐานใดมานำสืบให้เห็นว่าผู้ร้องกับผู้เช่ามีความสัมพันธ์กันเป็นพิเศษถึงขนาดต้องมายื่นคำร้องเป็นคดีนี้เพื่อประโยชน์ของผู้เช่า อีกทั้งโจทก์ก็ไม่มีพยานใดมานำสืบหักล้างให้เห็นว่าผู้ร้องรู้เห็นเป็นใจในการกระทำความผิดของจำเลย ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังตามพยานหลักฐานของผู้ร้องว่า ผู้ร้องมิได้รู้เห็นเป็นใจด้วยในการกระทำความผิดของจำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำสั่งยกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้ร้องฟังขึ้น
พิพากษากลับ ให้คืนรถขุดไฮดรอลิกตีนตะขาบ ยี่ห้อ ซูมิโตโม (SUMITOMO) หมายเลขเครื่องยนต์ 776020 หมายเลขตัวถัง STN210T6V00BH1861 ของกลางแก่ผู้ร้อง
(ยุพา วงศ์ทองทิว-กงจักร์ โพธิ์พร้อม-นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ)
ศาลจังหวัดหลังสวน - นายนิิธิโรจน์ ประภารักษ์วรากูล
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายวรยศ เอกะกุล
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
สว.(อ)123/2567
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ