คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1044/2568 ฉบับเต็ม

#715035
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1044/2568 พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร โจทก์ นาย ม. กับพวก จำเลย พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5, มาตรา 60 โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนแล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดเวียงสระ และจำเลยที่ 7 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดเวียงสระ แม้ในวันที่ศาลชั้นต้นอ่านอธิบายฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 7 ฟังและสอบคำให้การจำเลยที่ 1 และที่ 7 เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2565 ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 และที่ 7 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาก็ตาม แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2565 จำเลยที่ 1 และที่ 7 ขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธและขอให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง ตามที่ศาลชั้นต้นบันทึกคำให้การไว้ และได้ความว่าขณะที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 นั้น โจทก์แถลงข้อเท็จจริงให้ปรากฏต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้วว่า คดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อของจำเลยที่ 1 และที่ 7 นั้น ศาลจังหวัดเวียงสระได้มีคำพิพากษาไปก่อนแล้วตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2565 ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะตัดสินสำนวนคดีนี้ ทั้งโจทก์ได้แนบสำเนาคำพิพากษาของศาลจังหวัดเวียนสระมาพร้อมอุทธรณ์ด้วย ดังนั้น เมื่อได้ความว่าคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้นศาลจังหวัดเวียงสระได้มีคำพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 7 ไปก่อนแล้วเป็นคดีหมายเลขแดงที่ คม 1/2565 โดยที่จำเลยที่ 1 และที่ 7 มิได้ยื่นคำแถลงหรือยื่นคำแก้อุทธรณ์คัดค้านให้รับฟังได้เป็นอย่างอื่น ถือได้ว่าข้อเท็จจริงดังกล่าวปรากฏต่อศาลแล้ว เช่นนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ย่อมมีอำนาจในการใช้ดุลพินิจนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 7 ต่อได้ ___________________________ คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ตามลำดับ และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 9 โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเก้าตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 5, 6, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91 นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดเวียงสระ ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 123/2565 ของศาลชั้นต้น และต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 124/2565 ของศาลชั้นต้น นับโทษจำคุกจำเลยที่ 7 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดเวียงสระ และต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 746/2564 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 7 ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 และที่ 7 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ตลอดข้อกล่าวหา จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 เข้ามาใหม่ภายใน 7 วัน และจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 7 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (1), 60 (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 7 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิด 66 กระทง จำเลยที่ 7 เป็นความผิด 4 กระทง ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 7 กระทงละ 1 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 7 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 7 กระทงละ 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 396 เดือน แต่เมื่อรวมโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) รวมจำคุกจำเลยที่ 7 มีกำหนด 24 เดือน ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้นับโทษต่อของจำเลยที่ 1 และที่ 7 นั้น ไม่ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ยกคำขอในส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อของจำเลยที่ 1 และที่ 7 ชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนแล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดเวียงสระ และจำเลยที่ 7 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดเวียงสระ แม้ในวันที่ศาลชั้นต้นอ่านอธิบายฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 7 ฟังและสอบคำให้การจำเลยที่ 1 และที่ 7 เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2565 ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 และที่ 7 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาก็ตาม แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2565 จำเลยที่ 1 และที่ 7 ขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธและขอให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง ตามที่ศาลชั้นต้นบันทึกคำให้การไว้ และได้ความว่าขณะที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 นั้น โจทก์แถลงข้อเท็จจริงให้ปรากฏต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้วว่า คดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อของจำเลยที่ 1 และที่ 7 นั้น ศาลจังหวัดเวียงสระได้มีคำพิพากษาไปก่อนแล้วตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2565 ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะตัดสินสำนวนคดีนี้ ทั้งโจทก์ได้แนบสำเนาคำพิพากษาของศาลจังหวัดเวียงสระมาพร้อมอุทธรณ์ด้วย ดังนั้น เมื่อได้ความว่าคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้น ศาลจังหวัดเวียงสระได้มีคำพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 7 ไปก่อนแล้วเป็นคดีหมายเลขแดงที่ คม 1/2565 โดยที่จำเลยที่ 1 และที่ 7 มิได้ยื่นคำแถลงหรือยื่นคำแก้อุทธรณ์คัดค้านให้รับฟังได้เป็นอย่างอื่น ถือได้ว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวปรากฏต่อศาลแล้ว เช่นนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ย่อมมีอำนาจในการใช้ดุลพินิจนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 7 ต่อได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 7 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 และที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ คม 1/2565 ของศาลจังหวัดเวียงสระนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ คม 1/2565 ของศาลจังหวัดเวียงสระ และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 7 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ คม 1/2565 ของศาลจังหวัดเวียงสระ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 (ไตรรัตน์ แก้วศรีนวล-ณรงค์ กลั่นวารินทร์-ปีติ นาถะภักติ) ศาลจังหวัดชุมพร - นายสิทธิรัตน์ ศรีธรธีระ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายวรยศ เอกะกุล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1583/2567 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
715035
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดชุมพร",
        "judge": "นายสิทธิรัตน์ ศรีธรธีระ"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายวรยศ เอกะกุล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081938526"
    }
}
date
2568
deka_no
1044/2568
deka_running_no
1044
deka_year
2568
department
แผนก
judges
[
    "ไตรรัตน์ แก้วศรีนวล",
    "ณรงค์ กลั่นวารินทร์",
    "ปีติ นาถะภักติ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542",
        "sections": [
            "ม. 5",
            "ม. 60"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดชุมพร"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ม. กับพวก"
    }
]
long_text
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ทั้งสองสำนวนว่า โจทก์ เรียกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ในสำนวนแรกว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 8 ตามลำดับ และเรียกจำเลยในสำนวนหลังว่า จำเลยที่ 9

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องจำเลยทั้งสองสำนวนขอให้ลงโทษจำเลยทั้งเก้าตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 3, 5, 6, 60 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83, 91 นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดเวียงสระ ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 123/2565 ของศาลชั้นต้น และต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 124/2565 ของศาลชั้นต้น นับโทษจำคุกจำเลยที่ 7 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดเวียงสระ และต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 746/2564 ของศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 7 ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยาน จำเลยที่ 1 และที่ 7 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้องโจทก์ตลอดข้อกล่าวหา

จำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 เข้ามาใหม่ภายใน 7 วัน และจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ที่ 8 และที่ 9 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 7 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 มาตรา 5 (1), 60 (ที่ถูก ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83) การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 7 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิด 66 กระทง จำเลยที่ 7 เป็นความผิด 4 กระทง ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 7 กระทงละ 1 ปี จำเลยที่ 1 และที่ 7 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 7 กระทงละ 6 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 396 เดือน แต่เมื่อรวมโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ทุกกระทงแล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (2) รวมจำคุกจำเลยที่ 7 มีกำหนด 24 เดือน ส่วนที่โจทก์มีคำขอให้นับโทษต่อของจำเลยที่ 1 และที่ 7 นั้น ไม่ปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ให้ยกคำขอส่วนนี้

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้ยกคำขอในส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อของจำเลยที่ 1 และที่ 7 ชอบหรือไม่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดเจนแล้วว่าจำเลยที่ 1 เป็นบุคคลคนเดียวกันกับจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดเวียงสระ และจำเลยที่ 7 เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขดำที่ คม 1/2564 ของศาลจังหวัดเวียงสระ แม้ในวันที่ศาลชั้นต้นอ่านอธิบายฟ้องให้จำเลยที่ 1 และที่ 7 ฟังและสอบคำให้การจำเลยที่ 1 และที่ 7 เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2565 ปรากฏว่า จำเลยที่ 1 และที่ 7 ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหาก็ตาม แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2565 จำเลยที่ 1 และที่ 7 ขอถอนคำให้การเดิมที่ปฏิเสธและขอให้การใหม่เป็นรับสารภาพตามฟ้อง ตามที่ศาลชั้นต้นบันทึกคำให้การไว้ และได้ความว่าขณะที่โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 นั้น โจทก์แถลงข้อเท็จจริงให้ปรากฏต่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 แล้วว่า คดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อของจำเลยที่ 1 และที่ 7 นั้น ศาลจังหวัดเวียงสระได้มีคำพิพากษาไปก่อนแล้วตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคม 2565 ก่อนที่ศาลชั้นต้นจะตัดสินสำนวนคดีนี้ ทั้งโจทก์ได้แนบสำเนาคำพิพากษาของศาลจังหวัดเวียงสระมาพร้อมอุทธรณ์ด้วย ดังนั้น เมื่อได้ความว่าคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อนั้น ศาลจังหวัดเวียงสระได้มีคำพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 7 ไปก่อนแล้วเป็นคดีหมายเลขแดงที่ คม 1/2565 โดยที่จำเลยที่ 1 และที่ 7 มิได้ยื่นคำแถลงหรือยื่นคำแก้อุทธรณ์คัดค้านให้รับฟังได้เป็นอย่างอื่น ถือได้ว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวปรากฏต่อศาลแล้ว เช่นนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ย่อมมีอำนาจในการใช้ดุลพินิจนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 7 ต่อได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 และที่ 7 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 และที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ คม 1/2565 ของศาลจังหวัดเวียงสระนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ในคดีหมายเลขแดงที่ คม 1/2565 ของศาลจังหวัดเวียงสระ และนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 7 ในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ในคดีหมายเลขแดงที่ คม 1/2565 ของศาลจังหวัดเวียงสระ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000008.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1583/2567
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2568