คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 194/2568 ฉบับเต็ม

#715036
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 194/2568 พนักงานอัยการคดีศาลแขวง โจทก์ นาย ภ. กับพวก โจทก์ร่วม นาย ส. จำเลย ป.อ. มาตรา 22 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอื่นและมีคำขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษในคดีดังกล่าว เป็นการบรรยายข้อเท็จจริงในส่วนนี้แล้ว โดยไม่จำต้องระบุรายละเอียดว่า คดีดังกล่าวศาลพิพากษาลงโทษจำเลยหรือไม่ อย่างไร ศาลย่อมมีอำนาจตรวจสอบผลของคดีและพิพากษาให้นับโทษต่อไปตามข้อเท็จจริงและคำขอของโจทก์ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 111, 112, 148 นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 389/2565, อ 549/2565, อ 550/2565 และ อ 689/6565 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายภานุพงษ์ ผู้เสียหายที่ 1 และนางสาวเพ็ญประภา ผู้เสียหายที่ 2 โดยนางเพ็ญพนา ผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสและรับอันตรายแก่กาย ส่วนข้อหาตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 โจทก์ร่วมทั้งสองไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นค่ารักษาพยาบาล 3,000 บาท ค่าที่ต้องยกเลิกการเดินทางคือค่าตั๋วเครื่องบิน 1,900 บาท ค่าทนทุกข์ทรมาน 6,100 บาท และค่าขาดรายได้ 4,000 บาท รวมเป็นเงิน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนโจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นค่ารักษาพยาบาล 70,000 บาท ค่าทนทุกข์ทรมานกับค่าขาดรายได้ 110,000 บาท และค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ 20,000 บาท รวมเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดเนื่องจากจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง หากศาลพิพากษาลงโทษจำเลย ให้คืนเงิน 10,000 บาท ที่ฝ่ายจำเลยชำระแก่ฝ่ายโจทก์ร่วมทั้งสอง แก่นางสาวพัชรดา หรือหากมีค่าเสียหายที่ต้องชำระก็ให้ถือว่าเงินดังกล่าวเป็นการชำระค่าเสียหาย ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลของโจทก์ร่วมที่ 1 และแบบรายการค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยในชองโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเอกสารเท็จ ส่วนใบเสร็จค่าซ่อมรถจักรยานยนต์เป็นเอกสารปลอม ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 111, 148 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 เดือน นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 389/2565, อ 549/2565, อ 550/2565 และ อ 689/6565 ของศาลชั้นต้น กับให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 8,904 บาท และชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 97,418 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 29 ตุลาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 389/2565, อ 549/2565, อ 550/2565 และ อ 689/2565 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 5,254 บาท แต่ดอกเบี้ยผิดนัดถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น (ที่ถูก บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี) แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามคำขอ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยในคดีส่วนอาญาในปัญหาข้อกฎหมาย และคดีส่วนอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา คดีส่วนแพ่งจึงไม่ต้องห้ามฎีกา จึงให้รับฎีกาของจำเลยในคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณาด้วย และเห็นสมควรยกปัญหาตามฎีกาของจำเลยขึ้นวินิจฉัยเสียก่อน ซึ่งมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 7 บัญญัติให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบมีหน้าที่ส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมด้วยสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแขวงให้ทันภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหาถูกจับ ในกรณีที่เกิดความจำเป็นไม่สามารถฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลในทันภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมง ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ แล้วแต่กรณี ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอผัดฟ้องต่อไปได้อีกคราวละไม่เกินหกวัน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินสามคราว เมื่อศาลสั่งอนุญาตให้ผัดฟ้องครบสามคราวแล้ว หากพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอผัดฟ้องต่อไปอีกโดยอ้างเหตุจำเป็น ศาลจะอนุญาตตามขอนั้นได้ก็ต่อเมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการได้แสดงถึงเหตุจำเป็นและนำพยานมาเบิกความประกอบจนเป็นที่พอใจแก่ศาล ในกรณีเช่นว่านี้ ศาลมีอำนาจสั่งอนุญาตให้ผัดฟ้องต่อไปได้คราวละไม่เกินหกวัน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินสองคราว และตามบทบัญญัติในมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ห้ามมิให้พนักงานอัยการฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามมาตรา 7 เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอัยการสูงสุด เมื่อพิเคราะห์จากสำนวนในชั้นขอผัดฟ้องในคดีนี้แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ พนักงานสอบสวนย่อมไม่อาจนำจำเลยซึ่งขณะนั้นอยู่ในฐานะผู้ต้องหามายังพนักงานอัยการเพื่อฟ้องศาลโดยมิต้องทำการสอบสวน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 20 พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบและพนักงานอัยการจึงได้ขอผัดฟ้องจำเลยมาตลอดภายหลังจากที่มีอำนาจควบคุมตัวจำเลยไว้สี่สิบแปดชั่วโมงตามกฎหมาย โดยการขอผัดฟ้องครั้งที่ 1 ถึงที่ 3 พนักงานสอบสวนอ้างเหตุว่า ยังสอบสวนคดีนี้ไม่เสร็จ ส่วนการขอผัดฟ้องครั้งที่ 4 และที่ 5 พนักงานอัยการอ้างเหตุว่า อยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดในสำนวนการสั่งคดี และนำพยานมาเบิกความประกอบจนเป็นที่พอใจแก่ศาล ซึ่งล้วนถือว่าเป็นเหตุจำเป็นตามกฎหมายที่ต้องขอผัดฟ้อง และตามคำร้องขอผัดฟ้องจำเลยครั้งที่ 5 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย ศาลชั้นต้นอนุญาตให้พนักงานอัยการผัดฟ้องจำเลยได้ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2565 เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยในวันดังกล่าว ย่อมไม่ต้องขออนุญาตให้ฟ้องจากอัยการสูงสุด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมามีว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์ร่วมที่ 1 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ภายหลังโจทก์ร่วมที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ชนโคแล้ว รถจักรยานยนต์ล้มลง โจทก์ร่วมที่ 1 รู้สึกบาดเจ็บบริเวณข้อศอก ไหล่ และโคนขา และเบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมทั้งสองว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ขอเรียกค่ารักษาพยาบาล 3,000 บาท และโจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับความทุกข์ทรมานจากบาดแผล ขอเรียกค่าเสียหายส่วนนี้ 6,100 บาท ส่วนโจทก์ร่วมที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า หลังจากรถจักรยานยนต์ชนโคแล้ว โจทก์ร่วมที่ 2 กระเด็นออกจากรถจักรยานยนต์ โจทก์ร่วมที่ 2 มีบาดแผลกระดูกข้อศอกซ้ายหัก และโจทก์ร่วมที่ 2 ต้องรับการผ่าตัด โดยโจทก์ร่วมที่ 2 เบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมทั้งสองว่า โจทก์ร่วมที่ 2 เสียค่ารักษาพยาบาล 70,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับความทุกข์ทรมานจากบาดแผล ขอค่าเสียหายส่วนนี้ 110,000 บาท และโจทก์ร่วมที่ 2 เสียค่าซ่อมรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุเป็นเงิน 20,000 บาท ซึ่งจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น ส่วนที่จำเลยฎีกาสรุปได้ว่า โจทก์ร่วมที่ 2 ไม่มีบาดแผลตามที่ระบุในฟ้อง และไม่ได้รับการผ่าตัดจริง รถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุไม่ได้รับความเสียหายสำเนาใบเสร็จรับเงิน สำเนาแบบรายการค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยใน และใบเสร็จรับเงิน กับสำเนาใบเสร็จรับเงิน ทั้งใบนำส่งผู้บาดเจ็บให้แพทย์ตรวจชันสูตร เป็นเอกสารปลอมนั้น จำเลยก็ไม่เคยนำสืบเรื่องดังกล่าวไว้แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยดังกล่าวล้วนเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นลอย ๆ ในภายหลัง ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์ร่วมทั้งสองได้รับบาดเจ็บและได้รับการรักษาตามที่นำสืบจริง และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นค่ารักษาพยาบาล เป็นเงิน 2,254 บาท และค่าทนทุกข์ทรมานเป็นเงิน 3,000 บาท รวม 5,254 บาท กับกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นค่ารักษาพยาบาล 47,418 บาท ค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ 20,000 บาท และค่าทนทุกข์ทรมาน 30,000 บาท รวมเป็นเงิน 97,418 บาท ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดมานั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีและความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว อย่างไรก็ตามได้ความจากคำเบิกความของจำเลยและนางสาวพัชรดา พยานจำเลย ซึ่งเป็นพี่สาวของจำเลยประกอบกันว่า หลังเกิดเหตุ เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2565 นางสาวพัชรดาชำระเงินให้แก่ฝ่ายโจทก์ร่วมที่ 2 เพื่อเป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 10,000 บาท จึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวมาคิดหักออกจากจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 โดยชำระเป็นค่าดอกเบี้ยก่อน หากมีเงินเหลือจึงนำไปชำระต้นเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 389/2565, อ 549/2565, อ 550/2565 และ อ 689/2565 ของศาลชั้นต้น ชอบหรือไม่นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องและแก้ฟ้องแล้วว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 389/2565, อ 549/2565, อ 550/2565 และ อ 689/2565 ของศาลชั้นต้น กับขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าว ถือว่าโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 389/2565, อ 549/2565, อ 550/2565 และ อ 689/2565 ของศาลชั้นต้นแล้ว โดยไม่จำต้องระบุรายละเอียดว่า คดีดังกล่าวศาลพิพากษาลงโทษจำเลยหรือไม่อย่างไร เพราะการขอให้นับโทษต่อ หาได้มีกฎหมายบัญญัติว่าต้องกล่าวรายละเอียดมาในฟ้องหรือเป็นหน้าที่โจทก์ต้องแถลงผลคดีให้ศาลทราบไม่ และแม้ศาลชั้นต้นไม่ได้สอบจำเลยว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อหรือไม่ แต่เมื่อจำเลยยื่นคำแก้ฎีการับอยู่ทำนองว่า เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจริง โดยจำเลยแก้ฎีกาอ้างว่า คดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 389/2565, อ 549/2565 และ อ 689/2565 ของศาลชั้นต้น ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย และเมื่อตรวจสอบจากศาลชั้นต้นแล้วปรากฏว่า คดีทั้งสามดังกล่าว ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยจริง ตามสำเนาคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1469/2565 ของศาลชั้นต้น และสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1581/2565 และ อ 1599/2565 ของศาลชั้นต้น ตามลำดับ แนบท้ายหนังสือของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 25 ตุลาคม 2567 ในสำนวนคดีนี้ ย่อมไม่อาจนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีทั้งสามดังกล่าวได้ ส่วนคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 550/2565 ของศาลชั้นต้น จำเลยแก้ฎีกาว่า จำเลยใช้สิทธิฎีกา ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วปรากฏว่า คดีดังกล่าวศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำคุกจำเลย 3 เดือน ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 478/2567 และศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดแก่จำเลยแล้ว ตามสำเนาหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 232/2566 ของศาลชั้นต้น แนบท้ายรายงานเจ้าหน้าที่ ฉบับลงวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ในสำนวนคดีนี้ จึงนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 232/2566 ของศาลชั้นต้น ให้นำเงินจำนวน 10,000 บาท ที่ฝ่ายจำเลยชำระแก่ฝ่ายโจทก์ร่วมที่ 2 เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2565 หักจากจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 โดยหักชำระเป็นค่าดอกเบี้ยก่อน หากมีเงินเหลือจึงนำไปชำระต้นเงิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สุวิชา นาควัชระ-สัมพันธ์ บุนนาค-สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์) ศาลแขวงนครศรีธรรมราช - นางสาวหทัยภัทร เพริศวิวัฒนา ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายกฤษฎิ์ สามิบัติ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1677/2567 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
715036
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงนครศรีธรรมราช",
        "judge": "นางสาวหทัยภัทร เพริศวิวัฒนา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 8",
        "judge": "นายกฤษฎิ์ สามิบัติ"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081938881"
    }
}
date
2568
deka_no
194/2568
deka_running_no
194
deka_year
2568
department
แผนก
judges
[
    "สุวิชา นาควัชระ",
    "สัมพันธ์ บุนนาค",
    "สาคร ตั้งวรรณวิบูลย์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 22"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการคดีศาลแขวง"
    },
    {
        "role": "โจทก์ร่วม",
        "name": "นาย ภ. กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ส."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 111, 112, 148 นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 389/2565, อ 549/2565, อ 550/2565 และ อ 689/6565 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นายภานุพงษ์ ผู้เสียหายที่ 1 และนางสาวเพ็ญประภา ผู้เสียหายที่ 2 โดยนางเพ็ญพนา ผู้แทนโดยชอบธรรม ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหากระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัสและรับอันตรายแก่กาย ส่วนข้อหาตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 โจทก์ร่วมทั้งสองไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต

โจทก์ร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นค่ารักษาพยาบาล 3,000 บาท ค่าที่ต้องยกเลิกการเดินทางคือค่าตั๋วเครื่องบิน 1,900 บาท ค่าทนทุกข์ทรมาน 6,100 บาท และค่าขาดรายได้ 4,000 บาท รวมเป็นเงิน 15,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ ส่วนโจทก์ร่วมที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เป็นค่ารักษาพยาบาล 70,000 บาท ค่าทนทุกข์ทรมานกับค่าขาดรายได้ 110,000 บาท และค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ 20,000 บาท รวมเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การในคดีส่วนแพ่งว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดเนื่องจากจำเลยไม่ได้กระทำความผิดตามฟ้อง หากศาลพิพากษาลงโทษจำเลย ให้คืนเงิน 10,000 บาท ที่ฝ่ายจำเลยชำระแก่ฝ่ายโจทก์ร่วมทั้งสอง แก่นางสาวพัชรดา หรือหากมีค่าเสียหายที่ต้องชำระก็ให้ถือว่าเงินดังกล่าวเป็นการชำระค่าเสียหาย ใบเสร็จค่ารักษาพยาบาลของโจทก์ร่วมที่ 1 และแบบรายการค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยในชองโจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเอกสารเท็จ ส่วนใบเสร็จค่าซ่อมรถจักรยานยนต์เป็นเอกสารปลอม

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 111, 148 วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 เดือน นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 389/2565, อ 549/2565, อ 550/2565 และ อ 689/6565 ของศาลชั้นต้น กับให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 8,904 บาท และชำระค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นเงิน 97,418 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันทำละเมิด (วันที่ 29 ตุลาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 389/2565, อ 549/2565, อ 550/2565 และ อ 689/2565 ของศาลชั้นต้น ให้จำเลยชำระค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเงิน 5,254 บาท แต่ดอกเบี้ยผิดนัดถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น (ที่ถูก บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี) แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามคำขอ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยในคดีส่วนอาญาในปัญหาข้อกฎหมาย และคดีส่วนอาญาขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา คดีส่วนแพ่งจึงไม่ต้องห้ามฎีกา จึงให้รับฎีกาของจำเลยในคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณาด้วย และเห็นสมควรยกปัญหาตามฎีกาของจำเลยขึ้นวินิจฉัยเสียก่อน ซึ่งมีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 7 บัญญัติให้พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบมีหน้าที่ส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมด้วยสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอัยการเพื่อให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแขวงให้ทันภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมงนับแต่เวลาที่ผู้ต้องหาถูกจับ ในกรณีที่เกิดความจำเป็นไม่สามารถฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลในทันภายในกำหนดเวลาสี่สิบแปดชั่วโมง ให้พนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการ แล้วแต่กรณี ยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอผัดฟ้องต่อไปได้อีกคราวละไม่เกินหกวัน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินสามคราว เมื่อศาลสั่งอนุญาตให้ผัดฟ้องครบสามคราวแล้ว หากพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอผัดฟ้องต่อไปอีกโดยอ้างเหตุจำเป็น ศาลจะอนุญาตตามขอนั้นได้ก็ต่อเมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการได้แสดงถึงเหตุจำเป็นและนำพยานมาเบิกความประกอบจนเป็นที่พอใจแก่ศาล ในกรณีเช่นว่านี้ ศาลมีอำนาจสั่งอนุญาตให้ผัดฟ้องต่อไปได้คราวละไม่เกินหกวัน แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินสองคราว และตามบทบัญญัติในมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ห้ามมิให้พนักงานอัยการฟ้องคดีเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามมาตรา 7 เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอัยการสูงสุด เมื่อพิเคราะห์จากสำนวนในชั้นขอผัดฟ้องในคดีนี้แล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ พนักงานสอบสวนย่อมไม่อาจนำจำเลยซึ่งขณะนั้นอยู่ในฐานะผู้ต้องหามายังพนักงานอัยการเพื่อฟ้องศาลโดยมิต้องทำการสอบสวน ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 20 พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบและพนักงานอัยการจึงได้ขอผัดฟ้องจำเลยมาตลอดภายหลังจากที่มีอำนาจควบคุมตัวจำเลยไว้สี่สิบแปดชั่วโมงตามกฎหมาย โดยการขอผัดฟ้องครั้งที่ 1 ถึงที่ 3 พนักงานสอบสวนอ้างเหตุว่า ยังสอบสวนคดีนี้ไม่เสร็จ ส่วนการขอผัดฟ้องครั้งที่ 4 และที่ 5 พนักงานอัยการอ้างเหตุว่า อยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดในสำนวนการสั่งคดี และนำพยานมาเบิกความประกอบจนเป็นที่พอใจแก่ศาล ซึ่งล้วนถือว่าเป็นเหตุจำเป็นตามกฎหมายที่ต้องขอผัดฟ้อง และตามคำร้องขอผัดฟ้องจำเลยครั้งที่ 5 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย ศาลชั้นต้นอนุญาตให้พนักงานอัยการผัดฟ้องจำเลยได้ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2565 เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยในวันดังกล่าว ย่อมไม่ต้องขออนุญาตให้ฟ้องจากอัยการสูงสุด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการต่อมามีว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมทั้งสองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์ร่วมที่ 1 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ภายหลังโจทก์ร่วมที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์ชนโคแล้ว รถจักรยานยนต์ล้มลง โจทก์ร่วมที่ 1 รู้สึกบาดเจ็บบริเวณข้อศอก ไหล่ และโคนขา และเบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมทั้งสองว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ขอเรียกค่ารักษาพยาบาล 3,000 บาท และโจทก์ร่วมที่ 1 ได้รับความทุกข์ทรมานจากบาดแผล ขอเรียกค่าเสียหายส่วนนี้ 6,100 บาท ส่วนโจทก์ร่วมที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า หลังจากรถจักรยานยนต์ชนโคแล้ว โจทก์ร่วมที่ 2 กระเด็นออกจากรถจักรยานยนต์ โจทก์ร่วมที่ 2 มีบาดแผลกระดูกข้อศอกซ้ายหัก และโจทก์ร่วมที่ 2 ต้องรับการผ่าตัด โดยโจทก์ร่วมที่ 2 เบิกความตอบทนายโจทก์ร่วมทั้งสองว่า โจทก์ร่วมที่ 2 เสียค่ารักษาพยาบาล 70,000 บาท โจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับความทุกข์ทรมานจากบาดแผล ขอค่าเสียหายส่วนนี้ 110,000 บาท และโจทก์ร่วมที่ 2 เสียค่าซ่อมรถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุเป็นเงิน 20,000 บาท ซึ่งจำเลยไม่ได้นำสืบโต้แย้งให้เห็นเป็นอย่างอื่น ส่วนที่จำเลยฎีกาสรุปได้ว่า โจทก์ร่วมที่ 2 ไม่มีบาดแผลตามที่ระบุในฟ้อง และไม่ได้รับการผ่าตัดจริง รถจักรยานยนต์คันเกิดเหตุไม่ได้รับความเสียหายสำเนาใบเสร็จรับเงิน สำเนาแบบรายการค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยใน และใบเสร็จรับเงิน กับสำเนาใบเสร็จรับเงิน ทั้งใบนำส่งผู้บาดเจ็บให้แพทย์ตรวจชันสูตร เป็นเอกสารปลอมนั้น จำเลยก็ไม่เคยนำสืบเรื่องดังกล่าวไว้แต่อย่างใด ฎีกาของจำเลยดังกล่าวล้วนเป็นการกล่าวอ้างข้อเท็จจริงขึ้นลอย ๆ ในภายหลัง ไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์ร่วมทั้งสองได้รับบาดเจ็บและได้รับการรักษาตามที่นำสืบจริง และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 1 เป็นค่ารักษาพยาบาล เป็นเงิน 2,254 บาท และค่าทนทุกข์ทรมานเป็นเงิน 3,000 บาท รวม 5,254 บาท กับกำหนดค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 เป็นค่ารักษาพยาบาล 47,418 บาท ค่าซ่อมรถจักรยานยนต์ 20,000 บาท และค่าทนทุกข์ทรมาน 30,000 บาท รวมเป็นเงิน 97,418 บาท ตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดมานั้น เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีและความร้ายแรงแห่งละเมิดแล้ว อย่างไรก็ตามได้ความจากคำเบิกความของจำเลยและนางสาวพัชรดา พยานจำเลย ซึ่งเป็นพี่สาวของจำเลยประกอบกันว่า หลังเกิดเหตุ เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2565 นางสาวพัชรดาชำระเงินให้แก่ฝ่ายโจทก์ร่วมที่ 2 เพื่อเป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้นแก่โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 10,000 บาท จึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวมาคิดหักออกจากจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 โดยชำระเป็นค่าดอกเบี้ยก่อน หากมีเงินเหลือจึงนำไปชำระต้นเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 329 วรรคหนึ่ง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

มีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 389/2565, อ 549/2565, อ 550/2565 และ อ 689/2565 ของศาลชั้นต้น ชอบหรือไม่นั้น เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องและแก้ฟ้องแล้วว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 389/2565, อ 549/2565, อ 550/2565 และ อ 689/2565 ของศาลชั้นต้น กับขอให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าว ถือว่าโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงว่า จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 389/2565, อ 549/2565, อ 550/2565 และ อ 689/2565 ของศาลชั้นต้นแล้ว โดยไม่จำต้องระบุรายละเอียดว่า คดีดังกล่าวศาลพิพากษาลงโทษจำเลยหรือไม่อย่างไร เพราะการขอให้นับโทษต่อ หาได้มีกฎหมายบัญญัติว่าต้องกล่าวรายละเอียดมาในฟ้องหรือเป็นหน้าที่โจทก์ต้องแถลงผลคดีให้ศาลทราบไม่ และแม้ศาลชั้นต้นไม่ได้สอบจำเลยว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อหรือไม่ แต่เมื่อจำเลยยื่นคำแก้ฎีการับอยู่ทำนองว่า เป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อจริง โดยจำเลยแก้ฎีกาอ้างว่า คดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 389/2565, อ 549/2565 และ อ 689/2565 ของศาลชั้นต้น ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย และเมื่อตรวจสอบจากศาลชั้นต้นแล้วปรากฏว่า คดีทั้งสามดังกล่าว ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยจริง ตามสำเนาคำพิพากษาของศาลชั้นต้นในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1469/2565 ของศาลชั้นต้น และสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 1581/2565 และ อ 1599/2565 ของศาลชั้นต้น ตามลำดับ แนบท้ายหนังสือของศาลชั้นต้น ฉบับลงวันที่ 25 ตุลาคม 2567 ในสำนวนคดีนี้ ย่อมไม่อาจนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีทั้งสามดังกล่าวได้ ส่วนคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ 550/2565 ของศาลชั้นต้น จำเลยแก้ฎีกาว่า จำเลยใช้สิทธิฎีกา ซึ่งเมื่อตรวจสอบแล้วปรากฏว่า คดีดังกล่าวศาลฎีกามีคำพิพากษาให้จำคุกจำเลย 3 เดือน ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 478/2567 และศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดแก่จำเลยแล้ว ตามสำเนาหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 232/2566 ของศาลชั้นต้น แนบท้ายรายงานเจ้าหน้าที่ ฉบับลงวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ในสำนวนคดีนี้ จึงนับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไม่นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีดังกล่าวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้นับโทษจำเลยต่อจากโทษของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ อ 232/2566 ของศาลชั้นต้น ให้นำเงินจำนวน 10,000 บาท ที่ฝ่ายจำเลยชำระแก่ฝ่ายโจทก์ร่วมที่ 2 เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2565 หักจากจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่จำเลยต้องชำระให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 โดยหักชำระเป็นค่าดอกเบี้ยก่อน หากมีเงินเหลือจึงนำไปชำระต้นเงิน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000011.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1677/2567
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2568