คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 893/2568 ฉบับเต็ม

#715637
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 893/2568 นางสาว ช. โจทก์ นาย ก. จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 653 วรรคหนึ่ง ป.รัษฎากร มาตรา 118 แม้หนังสือสัญญากู้เงินไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 118 แต่เอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 2 ซึ่งเป็นตารางจ่ายเงินกู้ ระบุยอดเงินกู้ 730,000 บาท และงวดชำระเงินต้นงวดละ 29,200 บาท พร้อมดอกเบี้ยรวม 25 งวด โดยระบุยอดรวมเงินต้นและยอดรวมดอกเบี้ย ซึ่งแต่ละงวดระบุวันเดือนปีไว้ ด้านล่างเอกสารระบุว่า ข้าพเจ้า ก. ยินดีจ่ายเงิน 29,200 บาท ตามข้อตกลงทุกประการ และลงชื่อผู้กู้ (ก.) อันเป็นเอกสารที่มีข้อความแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีหนี้เงินกู้ที่พึงต้องชำระ ถือเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมแล้ว เมื่อเอกสารดังกล่าวไม่มีลายมือชื่อโจทก์ จึงไม่ใช่ตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์จึงรับฟังเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 2 ได้ ประกอบกับในนัดแรกจำเลยแถลงประสงค์จะเจรจาชำระหนี้แก่โจทก์ นัดต่อมาจำเลยแถลงไม่ขอต่อสู้คดี ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า จำเลยกู้ยืมเงินและค้างชำระหนี้ตามฟ้องโจทก์ ศาลย่อมพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์ได้ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 740,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 6 ต่อปี ของต้นเงิน 730,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ วันนัดชี้สองสถาน ทนายโจทก์ปรากฏตัวผ่านระบบประชุมทางจอภาพ ส่วนจำเลยมาศาล จำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยประสงค์จะเจรจาชำระหนี้แก่โจทก์ หากตกลงกันได้จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อไป ขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดทำยอมหรือสืบพยานโจทก์ ครั้นถึงวันนัดดังกล่าว จำเลยแถลงไม่ขอต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นจึงสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว โจทก์นำสืบด้วยการอ้างส่งหนังสือสัญญากู้เงินซึ่งไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ เป็นพยานหลักฐาน ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์เรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า แม้หนังสือสัญญากู้เงินซึ่งไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยก็ตาม แต่เอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 2 ซึ่งเป็นตารางจ่ายเงินกู้ ระบุยอดเงินกู้ 730,000 บาท และงวดชำระเงินต้นงวดละ 29,200 บาท พร้อมดอกเบี้ย รวม 25 งวด โดยระบุยอดรวมเงินต้นทั้ง 25 งวด เป็นยอดรวม 730,000 บาท พร้อมยอดรวมดอกเบี้ย ซึ่งแต่ละงวดระบุวันเดือนปีไว้ และด้านล่างของเอกสารระบุว่า ข้าพเจ้านายเกื้อกูล ยินดีจ่ายเงิน 29,200 บาท ตามข้อตกลงทุกประการ บรรทัดสุดท้ายระบุว่า ลงชื่อผู้กู้ (นายเกื้อกูล) และมีลายมือชื่อ อันเป็นเอกสารที่มีข้อความแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีหนี้สินเงินกู้ที่พึงต้องชำระ ถือได้ว่าเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมแล้ว เมื่อเอกสารดังกล่าวไม่มีลายมือชื่อของโจทก์ จึงไม่ใช่ตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ ศาลย่อมรับฟังเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 2 ได้ ประกอบกับ คดีนี้วันนัดแรกจำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยประสงค์จะเจรจาชำระหนี้แก่โจทก์ หากตกลงกันได้จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อไป และวันนัดต่อมาจำเลยแถลงว่าไม่ขอต่อสู้คดี ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้แล้วว่า จำเลยกู้ยืมเงินและค้างชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ ดังนั้น ศาลย่อมพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนให้ยกฟ้องตามศาลชั้นต้นนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงิน 730,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 6 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 31 มีนาคม 2565) ต้องไม่เกิน 10,950 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 7,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สัญญา ภูริภักดี-สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์-รุ่งศักดิ์ วงศ์กระสันต์) ศาลจังหวัดนนทบุรี - นายสมบัติ พฤติพงศภัค ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายชัยชนะ กิจทวีปวัฒนา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.491/2567 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
715637
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดนนทบุรี",
        "judge": "นายสมบัติ พฤติพงศภัค"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 1",
        "judge": "นายชัยชนะ กิจทวีปวัฒนา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081938632"
    }
}
date
2568
deka_no
893/2568
deka_running_no
893
deka_year
2568
department
แผนก
judges
[
    "สัญญา ภูริภักดี",
    "สุจินต์ เชี่ยวชาญศิลป์",
    "รุ่งศักดิ์ วงศ์กระสันต์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 653 วรรคหนึ่ง"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลรัษฎากร",
        "law_abbr": "ป.รัษฎากร",
        "sections": [
            "ม. 118"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นางสาว ช."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ก."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 740,950 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 6 ต่อปี ของต้นเงิน 730,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ

วันนัดชี้สองสถาน ทนายโจทก์ปรากฏตัวผ่านระบบประชุมทางจอภาพ ส่วนจำเลยมาศาล จำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยประสงค์จะเจรจาชำระหนี้แก่โจทก์ หากตกลงกันได้จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อไป ขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดทำยอมหรือสืบพยานโจทก์ ครั้นถึงวันนัดดังกล่าว จำเลยแถลงไม่ขอต่อสู้คดี ศาลชั้นต้นจึงสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว โจทก์นำสืบด้วยการอ้างส่งหนังสือสัญญากู้เงินซึ่งไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ เป็นพยานหลักฐาน

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์เรียกร้องให้จำเลยชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ได้หรือไม่ เห็นว่า แม้หนังสือสัญญากู้เงินซึ่งไม่ได้ปิดอากรแสตมป์ จะใช้เป็นพยานหลักฐานในคดีแพ่งไม่ได้ ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 118 ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยก็ตาม แต่เอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 2 ซึ่งเป็นตารางจ่ายเงินกู้ ระบุยอดเงินกู้ 730,000 บาท และงวดชำระเงินต้นงวดละ 29,200 บาท พร้อมดอกเบี้ย รวม 25 งวด โดยระบุยอดรวมเงินต้นทั้ง 25 งวด เป็นยอดรวม 730,000 บาท พร้อมยอดรวมดอกเบี้ย ซึ่งแต่ละงวดระบุวันเดือนปีไว้ และด้านล่างของเอกสารระบุว่า ข้าพเจ้านายเกื้อกูล ยินดีจ่ายเงิน 29,200 บาท ตามข้อตกลงทุกประการ บรรทัดสุดท้ายระบุว่า ลงชื่อผู้กู้ (นายเกื้อกูล) และมีลายมือชื่อ อันเป็นเอกสารที่มีข้อความแสดงให้เห็นว่าจำเลยมีหนี้สินเงินกู้ที่พึงต้องชำระ ถือได้ว่าเป็นหลักฐานแห่งการกู้ยืมแล้ว เมื่อเอกสารดังกล่าวไม่มีลายมือชื่อของโจทก์ จึงไม่ใช่ตราสารที่ต้องปิดอากรแสตมป์ ศาลย่อมรับฟังเอกสารหมาย จ.2 แผ่นที่ 2 ได้ ประกอบกับ คดีนี้วันนัดแรกจำเลยแถลงต่อศาลชั้นต้นว่า จำเลยประสงค์จะเจรจาชำระหนี้แก่โจทก์ หากตกลงกันได้จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อไป และวันนัดต่อมาจำเลยแถลงว่าไม่ขอต่อสู้คดี ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้แล้วว่า จำเลยกู้ยืมเงินและค้างชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ ดังนั้น ศาลย่อมพิพากษาให้จำเลยชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนให้ยกฟ้องตามศาลชั้นต้นนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับว่า ให้จำเลยชำระเงิน 730,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 6 ต่อปี นับแต่วันที่ 30 ตุลาคม 2564 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้อง (วันที่ 31 มีนาคม 2565) ต้องไม่เกิน 10,950 บาท ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนด ค่าทนายความ 7,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000009.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.491/2567
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2568