ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 304/2568
บริษัท ด.
ลูกหนี้ผู้ร้องขอ
ธนาคาร อ. กับพวก
ผู้คัดค้าน
พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 90/3, มาตรา 90/4, มาตรา 90/6 วรรคสาม, มาตรา 90/10
การพิจารณาว่ามีเหตุอันสมควรและช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้หรือไม่ ต้องพิจารณาว่าช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการที่มีการเสนอแผนฟื้นฟูกิจการนั้นจะทำให้กิจการของลูกหนี้กลับคืนสู่สภาพที่สามารถดำเนินกิจการตามปกติที่ไม่มีหนี้สินต่อไปได้หรือไม่ โดยต้องคำนึงถึงงบการเงินในการดำเนินกิจการของลูกหนี้ในปีที่ผ่านมาประกอบพยานหลักฐานอื่นด้วย เมื่อพิจารณางบแสดงฐานะทางการเงินของลูกหนี้แล้วพบว่าลูกหนี้ประกอบกิจการขาดทุนและมีหนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ช่องทางในการฟื้นฟูกิจการและแนวทางในการลดต้นทุนที่ลูกหนี้เสนอไม่ปรากฏรายละเอียดในการดำเนินการเพียงพอให้พิจารณาว่าจะมีโอกาสในทางธุรกิจอันเป็นช่องทางในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้หรือไม่ อย่างไร และจะมีรายได้จากการประกอบกิจการอย่างไรพอที่จะนำมาชำระหนี้ให้แก่บรรดาเจ้าหนี้ได้ ทั้งยังได้ความว่าก่อนที่จะขอฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับผู้คัดค้านที่ 1 แต่ไม่สามารถนำรายได้มาชำระหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้ทั้งหมด อีกทั้งในชั้นพิจารณาผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่และเจ้าหนี้อื่นรวม 46 ราย คัดค้านการร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ประกอบกับไม่ปรากฏว่ามีสถาบันการเงินใดให้การสนับสนุนทางด้านเงินทุนหรือมีแหล่งเงินกู้เพิ่มเติมแก่ลูกหนี้เพื่อใช้จ่ายเป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบธุรกิจอันจะก่อให้เกิดรายได้ที่จะนำมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ได้ทั้งหมด เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยหลักในการดำเนินกิจการของลูกหนี้ที่ประสบปัญหาไม่ว่าจะเป็นการขาดสภาพคล่องทางการเงิน การบริหารจัดการของลูกหนี้ การถูกเจ้าหนี้ฟ้องคดีหลายราย หรือรายได้ที่ไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ที่มีจำนวนมากได้ทั้งหมด ย่อมประกอบกันให้วินิจฉัยว่าไม่มีเหตุอันสมควรและไม่มีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้
___________________________
ลูกหนี้ยื่นคำร้องขอและแก้ไขคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และแต่งตั้งนางโสภา ให้เป็นผู้บริหารแผนชั่วคราว
ผู้คัดค้านรวม 46 ราย ยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านในทำนองเดียวกัน ขอให้ยกคำร้องขอ
ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
ลูกหนี้อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษากลับ ให้ฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ และตั้งนางโสภาเป็นผู้ทำแผน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ
ผู้คัดค้านที่ 7 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า ลูกหนี้เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด เดิมชื่อบริษัท จ. จำกัด ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท อ. จำกัด บริษัท น. จำกัด และเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2557 เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท ด. จำกัด ตามลำดับ มีนางโสภาเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัททำการแทนได้ มีทุนจดทะเบียน 620,000,000 บาท และเป็นผู้ประกอบธุรกิจบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2552 ลูกหนี้ทำสัญญาเช่าที่ดินจากการรถไฟแห่งประเทศไทย 2 ฉบับ ตั้งอยู่ถนนกำแพงเพชร 2 แขวงจตุจักร เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 7.93 ไร่ เพื่อดำเนินการจัดหาประโยชน์มีกำหนดระยะเวลา 30 ปี นับตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2556 ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2586 เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2552 ลูกหนี้ได้รับอนุญาตให้ปลูกสร้างอาคารตึกสูง 8 ชั้น ลงบนที่ดินที่เช่าและได้รับอนุญาตให้ดัดแปลงเป็น 9 ชั้น และวันที่ 15 กันยายน 2559 ลูกหนี้ได้รับใบรับรองก่อสร้างอาคาร 9 ชั้น เพื่อใช้ทำเป็นศูนย์การค้าและที่จอดรถยนต์ ใช้ชื่อว่าศูนย์การค้า บ. แบ่งพื้นที่ให้เช่าทำการค้าตั้งแต่ชั้น 1 ถึงชั้น 7 โดยเปิดให้ทำสัญญาเช่าต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2554 ถึงปัจจุบัน วันที่ 26 กันยายน 2560 ลูกหนี้ได้เปิดตัวโครงการศูนย์การค้า บ. อย่างเป็นทางการ ต่อมาปลายปี 2562 ได้เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ไปทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย จึงนำไปสู่การประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 เพื่อควบคุมการแพร่ระบาด นอกจากนี้รัฐบาลยังออกมาตรการป้องกันด้วยการมีคำสั่งให้ห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ฯลฯ หยุดประกอบกิจการ มีผู้เช่าพื้นที่รวมตัวกันฟ้องคดีลูกหนี้ต่อศาลแพ่งขอบอกเลิกสัญญาเช่าและเรียกค่าเสียหายหลายราย โดยอ้างเหตุว่าลูกหนี้ไม่สามารถเปิดศูนย์การค้าได้ตามโฆษณา กระทั่งศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลูกหนี้ชำระหนี้และมีการเจรจากันสำเร็จ ลูกหนี้ได้ชำระหนี้ให้แก่ผู้เช่าพื้นที่หลายราย ต่อมาวันที่ 15 มิถุนายน 2558 ลูกหนี้ได้ทำสัญญาการปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับผู้คัดค้านที่ 1 จำนวน 1,829,496,314.59 บาท และยังมีเจ้าหนี้ค่าเช่าพื้นที่และค่าบริการรับล่วงหน้า คือ การรถไฟแห่งประเทศไทย เจ้าหนี้ในฐานะผู้จดทะเบียนการเช่าพื้นที่กับลูกหนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 ลูกหนี้มีหนี้สินหมุนเวียนและหนี้สินไม่หมุนเวียน 4,017,479,596.41 บาท ในขณะที่มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 1,929,034,422.27 บาท และ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2563 มีหนี้สินรวม 5,400,107,071.64 บาท มีสินทรัพย์รวม 1,865,911,104.80 บาท ลูกหนี้เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัวโดยมีหนี้กำหนดจำนวนได้แน่นอนไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านที่ 7 ว่า มีเหตุอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้หรือไม่ เห็นว่า การฟื้นฟูกิจการนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้กิจการของลูกหนี้ซึ่งประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงินชั่วคราวได้มีโอกาสฟื้นฟูกิจการ ปรับโครงสร้างกิจการของลูกหนี้หรือปรับโครงสร้างหนี้เพื่อให้กิจการของลูกหนี้กลับคืนสู่สภาพที่สามารถดำเนินกิจการตามปกติต่อไปได้ พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 90/3 บัญญัติว่า "เมื่อลูกหนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวหรือไม่สามารถที่จะชำระหนี้ตามกำหนดได้ และเป็นหนี้เจ้าหนี้คนเดียวหรือหลายคนรวมกันเป็นจำนวนแน่นอนไม่น้อยกว่าสิบล้านบาท ไม่ว่าหนี้นั้นจะถึงกำหนดชำระโดยพลันหรือในอนาคตก็ตาม ถ้ามีเหตุอันสมควรและมีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ บุคคลตามมาตรา 90/4 อาจยื่นคำร้องขอต่อศาลให้มีการฟื้นฟูกิจการได้" และมาตรา 90/6 บัญญัติว่า "คำร้องขอของบุคคลตามมาตรา 90/4 เพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการจะต้องแสดงโดยชัดแจ้งถึง (1) ความมีหนี้สินล้นพ้นตัวของลูกหนี้ หรือไม่สามารถที่จะชำระหนี้ตามกำหนดได้ (2) รายชื่อและที่อยู่ของเจ้าหนี้คนเดียวหรือหลายคนที่ลูกหนี้เป็นหนี้อยู่รวมกันเป็นจำนวนไม่น้อยกว่าสิบล้านบาท (3) เหตุอันสมควรและช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการ" การพิจารณาว่ามีเหตุอันสมควรและช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้หรือไม่ ย่อมหมายความว่า ช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการที่มีการเสนอแผนดังกล่าวนั้น จะทำให้กิจการของลูกหนี้กลับคืนสู่สภาพที่สามารถดำเนินกิจการตามปกติที่ไม่มีหนี้สินต่อไปได้หรือไม่ โดยเฉพาะมาตรา 90/6 วรรคสาม บัญญัติว่า "ถ้าลูกหนี้เป็นผู้ร้องขอจะต้องแนบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินทั้งหมดที่มีอยู่ รายชื่อและที่อยู่โดยชัดแจ้งของเจ้าหนี้ทั้งหลายมาพร้อมคำร้องขอ" เพราะลูกหนี้ย่อมรู้ถึงสถานะความเป็นหนี้และผู้ใดคือเจ้าหนี้ของตน เพื่อให้การฟื้นฟูกิจการได้ดำเนินไปตามความเป็นจริง ซึ่งในการไต่สวนคำร้องขอ ศาลต้องไต่สวนเอาความจริงตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 90/3 ถ้าได้ความจริงและมีเหตุอันสมควรที่จะฟื้นฟูกิจการ ทั้งผู้ร้องขอยื่นคำร้องขอโดยสุจริต ให้ศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการ มิฉะนั้นให้มีคำสั่งให้ยกคำร้องขอตามบทบัญญัติมาตรา 90/10 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังข้อเท็จจริงจากคำเบิกความของลูกหนี้ที่มีเพียงนางโสภา กรรมการของลูกหนี้เบิกความเพียงปากเดียว โดยให้เหตุผลว่าไม่ปรากฏว่ามีผู้คัดค้านรายใดถามค้านให้รับฟังเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญอย่างชัดแจ้ง โดยไม่ได้คำนึงถึงงบการเงินในการดำเนินกิจการของลูกหนี้ในปีที่ผ่านมาประกอบพยานหลักฐานอื่น จึงไม่ใช่เป็นการไต่สวนเอาความจริงตามบทบัญญัติดังกล่าว และเมื่อพิจารณางบแสดงฐานะทางการเงินของบริษัทลูกหนี้ พบว่าสถานะทางการเงินของลูกหนี้ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 ลูกหนี้มีหนี้สินรวม 4,017,479,596.41 บาท เทียบกับปี 2561 ที่หนี้สินรวม 3,981,444,122.50 บาท ลูกหนี้มีหนี้สินเพิ่มขึ้น 36,035,473.91 บาท ในขณะที่มียอดขาดทุนในปี 2562 เบ็ดเสร็จรวม 83,804,107.18 บาท ส่วนในปี 2563 ลูกหนี้มีหนี้สินรวม 5,400,107,071.64 บาท เพิ่มขึ้นจากปี 2562 รวม 1,382,627,475.23 บาท ในขณะที่มียอดขาดทุนในปี 2563 เบ็ดเสร็จรวม 400,631,262.65 บาท จึงเห็นได้ว่า การประกอบกิจการของลูกหนี้เป็นแนวโน้มที่มีหนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้รายได้หลักของลูกหนี้มาจากค่าเช่าและบริการในอาคารที่แบ่งพื้นที่ให้เช่าทำการค้าทั้ง 7 ชั้นเท่านั้น โดยในปี 2561 มีรายได้จากค่าเช่าและบริการ 63,858,735.30 บาท ปี 2562 มีรายได้จากค่าเช่าและบริการ 81,876,925.11 บาท และปี 2563 มีรายได้จากค่าเช่าและบริการ 93,092,093.52 บาท ถึงแม้รายได้ดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นในแต่ละปี แต่เมื่อพิจารณาจากงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จในแต่ละปีดังที่กล่าวมาแล้วจะเห็นได้ว่า ค่าใช้จ่ายในส่วนต้นทุนของการให้เช่าและบริการดังกล่าวมีจำนวนมากกว่ารายได้ค่าเช่าและบริการของทุกปี โดยในปี 2561 ค่าใช้จ่ายในส่วนต้นทุนของการให้เช่าและบริการ 146,323,389.06 บาท ปี 2562 ค่าใช้จ่ายในส่วนต้นทุนของการให้เช่าและบริการ 130,353,793.68 บาท และปี 2563 ค่าใช้จ่ายในส่วนต้นทุนของการให้เช่าและบริการ 141,952,486.93 บาท จากงบการเงินดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าลูกหนี้ประกอบกิจการขาดทุนและมีหนี้สินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2561 ถึงปี 2563 ซึ่งอยู่ในช่วงการบริหารงานของนางโสภา กรรมการผู้มีอำนาจของลูกหนี้ แม้ปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าวส่วนหนึ่งเกิดจากสถานการณ์ทางการเมือง และการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ก็ตาม แต่ลูกหนี้ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากการบริหารจัดการของลูกหนี้เอง ดังจะเห็นได้จากทางนำสืบของลูกหนี้ที่ว่า ทำเลที่ตั้งของศูนย์การค้า บ. เป็นศูนย์รวมของการคมนาคมทุกรูปแบบแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ใกล้กับสถานีรถไฟกลางบางซื่อ ตลาดนัดจตุจักร สวนจตุจักรสวนรถไฟ สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส (หมอชิต) สถานีรถไฟฟ้า MRT (กำแพงเพชร 2) สถานีขนส่งหมอชิต รถโดยสารประจำทางซึ่งมีจุดเชื่อมต่อมายังอาคารศูนย์การค้า บ. ได้อย่างสะดวกและรวดเร็วสามารถรองรับนักท่องเที่ยวนักลงทุนได้ทั่วทุกมุมเมืองและต่างจังหวัด กรุงเทพมหานครและชานเมืองโดยรอบ ทำให้ศูนย์การค้า บ. สามารถตอบสนองความต้องการทุกการใช้ชีวิตจากคนในและนอกพื้นที่รวมถึงนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติได้เป็นอย่างดี ซึ่งสถานการณ์ทางการเมืองและการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ดังที่กล่าวมา ผู้ประกอบการรายอื่นก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกันกับลูกหนี้ แต่ลูกหนี้ก็ไม่สามารถใช้ข้อได้เปรียบดังกล่าวมาเป็นปัจจัยในการบริหารกิจการของตนให้มีกำไรได้ ที่ลูกหนี้เสนอช่องทางในการฟื้นฟูกิจการด้วยการปรับโครงสร้างหนี้โดยการขยายระยะเวลาในการชำระหนี้ ลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และให้ความสำคัญกับความสามารถในการชำระหนี้ของลูกหนี้อย่างเป็นรูปธรรมกับปรับปรุงองค์กรธุรกิจทำ E-commerce โดยลูกหนี้เป็นสื่อกลางให้กับพ่อค้าและลูกค้าในการซื้อขายและใช้ช่องทางออนไลน์เพิ่มขึ้น ซึ่งรูปแบบการทำธุรกิจ E-commerce ดังกล่าว เป็นธุรกิจที่ไม่ต้องเช่าอาคารเพื่อทำเป็นร้านค้าอีกต่อไปจึงน่าจะส่งผลให้มีผู้เช่าอาคารและบริการอันเป็นแหล่งที่มาของรายได้ของลูกหนี้ลดน้อยลง ส่วนแนวทางในการลดต้นทุนของกิจการนั้น ก็ไม่ปรากฏรายละเอียดในการดำเนินการเพียงพอให้พิจารณาว่าแนวทางที่ลูกหนี้เสนอมานั้นจะมีโอกาสในทางธุรกิจอันเป็นช่องทางในการฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้หรือไม่ อย่างไร และจะมีรายได้จากการประกอบกิจการอย่างไรในจำนวนเพียงพอที่จะนำมาชำระหนี้ให้แก่บรรดาเจ้าหนี้ได้ ทั้งแนวทางดังกล่าวเป็นแนวทางปกติในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการทั่วไปอยู่แล้ว โดยเฉพาะช่องทางในการปรับโครงสร้างหนี้ซึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายเจ้าหนี้ในการจัดทำแผนฟื้นฟูกิจการ นอกจากนี้ยังได้ความอีกว่าก่อนที่จะขอฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ได้ทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้กับผู้คัดค้านที่ 1 มีจำนวนหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ตามข้อเท็จจริงที่ลูกหนี้ระบุมาถึง 1,829,496,314.59 บาท แต่ลูกหนี้ไม่สามารถนำรายได้มาชำระหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ได้คงผ่อนชำระหนี้ได้เพียงบางส่วน ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาว่าลูกหนี้น่าจะใช้ความรู้ความสามารถตลอดจนประสบการณ์ในการประกอบธุรกิจบริหารกิจการค้าให้ลุล่วงไปในทางที่ดีขึ้นจนเกิดสภาพคล่องในการใช้เงินทุนหมุนเวียนได้อย่างต่อเนื่องจนกระทั่งสามารถชำระหนี้ให้แก่บรรดาเจ้าหนี้ที่เหลือได้เพราะเชื่อว่าสถานการณ์ในอนาคตมีแนวโน้มที่จะมีลูกค้าขอเช่าพื้นที่เพื่อประกอบการค้าและลูกหนี้อื่นเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และต้องชำระค่าทรัพย์สินส่วนกลางเพิ่มสูงขึ้นด้วยนั้น ก็เป็นการคาดการณ์ไปโดยมิได้พิจารณาถึงสถานการณ์จริงว่าจะเป็นไปตามที่คาดการณ์หรือไม่ และลูกหนี้สามารถบริหารกิจการจนก่อให้เกิดรายได้เพียงพอที่จะนำมาชำระหนี้ได้ เมื่อการประกอบธุรกิจทั่วไปย่อมมีทั้งกำไรขาดทุน ทั้งในชั้นพิจารณาผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่และบรรดาเจ้าหนี้อื่นรวม 46 ราย คัดค้านการร้องขอฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ ประกอบกับไม่ปรากฏว่ามีสถาบันการเงินใดให้การสนับสนุนทางด้านเงินทุนหรือมีแหล่งเงินกู้เพิ่มเติมแก่ลูกหนี้เพื่อใช้จ่ายเป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบธุรกิจอันจะก่อให้เกิดรายได้ที่จะนำมาชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ได้ทั้งหมด ทั้งรายได้หลักของลูกหนี้ก็มีแต่เฉพาะจากค่าเช่าและบริการดังที่ได้วินิจฉัยมาข้างต้น ซึ่งไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ที่มีทั้งหมดกว่า 4,000 ล้านบาทได้ เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยหลักในการดำเนินกิจการของลูกหนี้ที่ประสบปัญหา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการขาดสภาพคล่องทางการเงิน การบริหารจัดการของลูกหนี้ การถูกเจ้าหนี้ฟ้องคดีหลายราย หรือรายได้ที่ไม่เพียงพอต่อการชำระหนี้ที่มีจำนวนมากได้ทั้งหมด ย่อมประกอบกันให้วินิจฉัยว่าไม่มีเหตุอันสมควรและไม่มีช่องทางที่จะฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาข้อนี้ของผู้คัดค้านที่ 7 ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของผู้คัดค้านที่ 7 ที่ว่าลูกหนี้ยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการโดยสุจริตหรือไม่อีก เพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป
พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
(จุมพล ชูวงษ์-วิเชียร ดิเรกอุดมศักดิ์-โสภณ พรหมสุวรรณ)
ศาลล้มละลายกลาง - นางรัชนี ฉัตรอุทัย
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ - นายชวลิต ยงพาณิชย์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ลฟ.3/2567
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ