ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1541/2568
นางสาว ว.
ผู้ร้อง
นาย ช. กับพวก
ผู้ร้องร่วม
นางสาว ว.
ผู้คัดค้าน
ป.พ.พ. มาตรา 1457, มาตรา 1458, มาตรา 1495
ป.วิ.พ. มาตรา 1 (5), มาตรา 141, มาตรา 237, มาตรา 240
พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6, มาตรา 182
คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างนาย จ. กับนาง ป. หรือนาง ค. เป็นโมฆะ โดยอ้างว่า นาง ค. นำบัตรประจำตัวประชาชนของนาง ป. ไปแสดงต่อหน้านายทะเบียนอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย พร้อมแสดงตนว่าเป็นนาง ป. ในการทำคำร้องขอจดทะเบียนสมรสกับนาย จ. ต่อนายทะเบียน นายทะเบียนหลงเชื่อว่านาง ค.คือนาง ป. จริงจึงทำการจดทะเบียนสมรสให้แก่นาง ค. ในชื่อของนาง ป. ให้สมรสกับนาย จ. ดังนี้ เป็นการกล่าวอ้างว่ามีการจดทะเบียนสมรสไม่ถูกต้องตามกฎหมายโดยนาง ป. ไม่ได้ให้ความยินยอม โดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียน และให้นายทะเบียนบันทึกความยินยอมนั้นไว้ หากเป็นจริงตามคำร้องขอเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1458 เรื่องการให้ความยินยอมในการสมรส ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 ซึ่งคำพิพากษาของศาลเท่านั้นที่จะแสดงว่า การสมรสเป็นโมฆะ โดยคู่สมรส บิดามารดา หรือผู้สืบสันดานของคู่สมรสอาจร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะได้ตามมาตรา 1496 ขณะที่ผู้ร้องและผู้ร้องร่วมทั้งสามยื่นคำร้องขอให้การสมรสเป็นโมฆะ คดีนี้ เมื่อการจดทะเบียนสมรสระหว่างนาย จ.กับนาง ป.ยังปรากฏความเป็นโมฆะอยู่โดยยังไม่มีคำพิพากษาให้เป็นโมฆะเช่นนี้ ย่อมกระทบกระเทือนสิทธิของผู้ร้องและผู้ร้องร่วมทั้งสามซึ่งเป็นผู้สืบสันดานตามความเป็นจริงของนาย จ. กับนาง ป. ผู้ร้องและผู้ร้องร่วมทั้งสามย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้การสมรสระหว่างนาย จ. กับนาง ป. เป็นโมฆะได้
การที่ผู้คัดค้านยื่นคำแก้อุทธรณ์ซึ่งถือเป็นคำคู่ความ ย่อมตั้งประเด็นในคำแก้อุทธรณ์ขอให้ศาลชั้นอุทธรณ์หยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (5), 237 และ 240 ประกอบพ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182 แม้ผู้คัดค้านมิได้อุทธรณ์ เพราะศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอ แต่ผู้คัดค้านยื่นคำแก้อุทธรณ์ว่า ผู้ร้องและผู้ร้องร่วมทั้งสามไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอ คดีจึงยังมีประเด็นในชั้นอุทธรณ์ ไม่ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกล่าวในคำพิพากษาว่าประเด็นนี้ยุติแล้วโดยไม่มีคู่ความอุทธรณ์ แม้จะไม่ถูกต้อง แต่ในคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้ให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวแล้ว คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 141 ประกอบพ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6
การสมรสจะทำได้ก็ต่อเมื่อชายหญิงยินยอมเป็นสามีภริยากันและต้องแสดงการยินยอมนั้นให้ปรากฏโดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียนและให้นายทะเบียนบันทึกความยินยอมนั้นไว้ด้วย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1458 จากบทบัญญัติของกฎหมาย การแสดงความยินยอมนั้นจะต้องกระทำโดยชายและหญิงที่จะทำการสมรสกันโดยแสดงตนต่อหน้านายทะเบียน เมื่อข้อเท็จจริงที่คู่ความรับฟังกันได้ว่า นาง ค. มารดาของผู้คัดค้านอ้างตนเองเป็นนาง ป. พร้อมทั้งใช้บัตรประจำตัวประชาชนและข้อมูลของนาง ป. ไปแสดงตนต่อหน้านายทะเบียนร่วมกับ นาย จ. และได้ให้ความยินยอมด้วยตนเองต่อหน้านายทะเบียนในการจดทะเบียนสมรสกับ นาย จ. ทั้งที่นาง ป. ถึงแก่ความตายไปก่อนแล้วตั้งแต่ปี 2513 การกระทำของนาง ค. ที่ไปแสดงตนเป็นบุคคลอื่น คือ นาง ป. แล้วให้ความยินยอม ย่อมไม่มีผลเป็นความยินยอมของนาง ป. และขณะที่จดทะเบียนสมรส นาง ป. ได้ถึงแก่ความตายแล้ว ย่อมไม่มีสภาพบุคคลที่จะทำการจดทะเบียนสมรส หรือให้ความยินยอมตามกฎหมายได้ จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วย ป.พ.พ. มาตรา 1457 และมาตรา 1458 เช่นนี้ การจดทะเบียนสมรสระหว่าง นาง ป. กับนาย จ. จึงเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 1495
___________________________
ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้การสมรสระหว่างนางเครื่องซึ่งใช้ชื่อนางประไพกับนายจันทร์ เป็นโมฆะ และเพิกถอนใบสำคัญการสมรสเลขทะเบียนที่ 91/21494 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2533
ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องร่วมทั้งสามยื่นคำร้องขอเข้าเป็นผู้ร้องร่วม เนื่องจากเป็นบุตรของนายจันทร์ กับนางประไพ ศาลชั้นต้นอนุญาต
ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอ ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ
ผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษากลับว่า ให้การสมรสระหว่างนางเครื่อง ซึ่งใช้ชื่อนางประไพกับนายจันทร์ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2533 เป็นโมฆะ และให้แจ้งไปยังนายทะเบียนเพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรสเมื่อคดีถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1497/1 ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า นางประไพกับนายจันทร์ อยู่กินฉันสามีภริยากันโดยมิได้จดทะเบียนสมรส มีบุตรด้วยกัน 4 คน คือ ผู้ร้อง และผู้ร้องร่วมทั้งสาม นางประไพถึงแก่ความตายเมื่อปี 2513 ด้วยสาเหตุอาหารเป็นพิษ (ทานเห็ดพิษ) ที่บ้านโนนดู่ นายจันทร์กับนางประไพมีทรัพย์สินร่วมกัน คือ ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 377 นางเครื่องหรือประไพซึ่งเป็นมารดาของผู้คัดค้านและเป็นคนละคนกับนางประไพมารดาของผู้ร้องและผู้ร้องร่วมทั้งสาม เดิมนางเครื่องหรือประไพเคยอยู่กินฉันสามีภริยากับนายบุญโฮม (ถึงแก่ความตายปี 2517) มีบุตรด้วยกัน 4 คน คือ ผู้คัดค้าน นางกิมหลี นางระรื่น และนายณรงค์ (เกิดวันที่ 5 ตุลาคม 2513) ต่อมานางเครื่องหรือประไพกับนายจันทร์ (ถึงแก่ความตายเมื่อปี 2535) ได้อยู่กินฉันสามีภริยาแล้วจดทะเบียนสมรสกัน มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ นายคงเดช เกิดวันที่ 21 กันยายน 2521
คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านประการแรกว่า ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมิได้วินิจฉัยปัญหาเรื่องอำนาจยื่นคำร้องขอของผู้ร้องและผู้ร้องร่วมทั้งสาม ซึ่งเป็นประเด็นในคำแก้อุทธรณ์ของผู้คัดค้านชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างนายจันทร์กับนางประไพหรือนางเครื่อง เป็นโมฆะ โดยอ้างว่า นางเครื่องนำบัตรประจำตัวประชาชนของนางประไพไปแสดงต่อหน้านายทะเบียนอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย พร้อมแสดงตนว่าเป็นนางประไพในการทำคำร้องขอจดทะเบียนสมรสกับนายจันทร์ต่อนายทะเบียน นายทะเบียนหลงเชื่อว่านางเครื่องคือนางประไพจริงจึงทำการจดทะเบียนสมรสให้แก่นางเครื่องในชื่อของนางประไพให้สมรสกับนายจันทร์ ดังนี้ เป็นการกล่าวอ้างว่ามีการจดทะเบียนสมรสไม่ถูกต้องตามกฎหมายโดยนางประไพไม่ได้ให้ความยินยอม โดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียน และให้นายทะเบียนบันทึกความยินยอมนั้นไว้ หากเป็นจริงตามคำร้องขอเป็นการฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 เรื่องการให้ความยินยอมในการสมรส ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 ซึ่งคำพิพากษาของศาลเท่านั้นที่จะแสดงว่า การสมรสเป็นโมฆะ โดยคู่สมรส บิดามารดา หรือผู้สืบสันดานของคู่สมรสอาจร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะได้ตามมาตรา 1496 ตามข้อเท็จจริงที่รับกันว่า ขณะที่ผู้ร้องและผู้ร้องร่วมทั้งสามยื่นคำร้องขอให้การสมรสเป็นโมฆะคดีนี้ เมื่อการจดทะเบียนสมรสระหว่างนายจันทร์กับนางประไพยังปรากฏความเป็นโมฆะอยู่โดยยังไม่มีคำพิพากษาให้เป็นโมฆะเช่นนี้ ย่อมกระทบกระเทือนสิทธิของผู้ร้องและผู้ร้องร่วมทั้งสามซึ่งเป็นผู้สืบสันดานตามความเป็นจริงของนายจันทร์กับนางประไพ ผู้ร้องและผู้ร้องร่วมทั้งสามย่อมมีอำนาจยื่นคำร้องขอให้การสมรสระหว่างนายจันทร์กับนางประไพเป็นโมฆะได้ กรณีมิใช่เป็นเรื่องการสมรสซ้อนดังที่ผู้คัดค้านอ้างมาในฎีกา ทั้งการที่ผู้คัดค้านยื่นคำแก้อุทธรณ์ซึ่งถือเป็นคำคู่ความ ย่อมตั้งประเด็นในคำแก้อุทธรณ์ขอให้ศาลชั้นอุทธรณ์หยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 1 (5), 237 และ 240 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182 แม้ผู้คัดค้านมิได้อุทธรณ์ เพราะศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้องขอ แต่ผู้คัดค้านยื่นคำแก้อุทธรณ์ว่า ผู้ร้องและผู้ร้องร่วมทั้งสามไม่มีอำนาจยื่นคำร้องขอ คดีจึงยังมีประเด็นในชั้นอุทธรณ์ ไม่ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษกล่าวในคำพิพากษาว่าประเด็นนี้ยุติแล้วโดยไม่มีคู่ความอุทธรณ์ แม้จะไม่ถูกต้อง แต่ในคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้ให้เหตุผลแห่งคำวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวแล้ว คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 141 ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านในประการต่อมาว่า การสมรสระหว่างนายจันทร์กับนางเครื่องหรือประไพในชื่อของนางประไพ เป็นโมฆะหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1458 บัญญัติว่า การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายหญิงยินยอมเป็นสามีภริยากันและต้องแสดงการยินยอมนั้นให้ปรากฏโดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียนและให้นายทะเบียนบันทึกความยินยอมนั้นไว้ด้วย จากบทบัญญัติของกฎหมาย การแสดงความยินยอมนั้นจะต้องกระทำโดยชายและหญิงที่จะทำการสมรสกันโดยแสดงตนต่อหน้านายทะเบียน เมื่อข้อเท็จจริงที่คู่ความรับกันฟังได้ว่า นางเครื่องมารดาของผู้คัดค้านอ้างตนเองเป็นนางประไพ พร้อมทั้งใช้บัตรประจำตัวประชาชนและข้อมูลของนางประไพ ไปแสดงตนต่อหน้านายทะเบียนร่วมกับนายจันทร์ และได้ให้ความยินยอมด้วยตนเองต่อหน้านายทะเบียนในการจดทะเบียนสมรสกับนายจันทร์ ทั้งที่นางประไพถึงแก่ความตายไปก่อนแล้วตั้งแต่ปี 2513 การกระทำดังกล่าวของนางเครื่องที่ไปแสดงตนเป็นบุคคลอื่นคือนางประไพ แล้วให้ความยินยอม ย่อมไม่มีผลเป็นความยินยอมของนางประไพ และขณะที่จดทะเบียนสมรสนางประไพได้ถึงแก่ความตายแล้วย่อมไม่มีสภาพบุคคลที่จะทำการจดทะเบียนสมรส หรือให้ความยินยอมตามกฎหมายได้จึงเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วย มาตรา 1457 และมาตรา 1458 เช่นนี้ การจดทะเบียนสมรสตามใบสำคัญการสมรสเลขทะเบียนที่ 91/21494 ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2533 ระหว่างนางประไพกับนายจันทร์จึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1495 ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้การสมรสระหว่างนางเครื่องซึ่งใช้ชื่อนางประไพกับนายจันทร์ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2533 เป็นโมฆะ และให้แจ้งไปยังนายทะเบียนเพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรสเมื่อคดีถึงที่สุด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1497/1 นั้น ชอบแล้ว ฎีกาของผู้คัดค้านข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นฎีกาให้เป็นพับ
(นพพร โพธิรังสิยากร-อภิรดี โพธิ์พร้อม-สุวิทย์ พรพานิช)
ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดหนองคาย - นางสาวอภิรดี สุธาสันติรักษ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ - นายกิจชัย จิตธารารักษ์
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ยช.(พ)27/2567
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ