คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 948/2568 ฉบับเต็ม

#716303
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 948/2568 พนักงานอัยการจังหวัดกบินทร์บุรี โจทก์ นางสาว น. กับพวก ผู้ร้อง นาย อ. จำเลย ป.วิ.อ. มาตรา 40, มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 225, มาตรา 253 พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 160 ทวิ/1 จำเลยขับรถโดยใบอนุญาตสิ้นอายุ แต่จำเลยสามารถขอต่ออายุใบอนุญาตขับขี่ได้ตามประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการอบรมและทดสอบสมรรถภาพของร่างกายผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถ และผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถ พ.ศ. 2565 ข้อ 17 จึงถือไม่ได้ว่าจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ ไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่ง ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ทวิ/1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพิ่มโทษจำเลยมาจึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157, 160 ทวิ/1 และเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพ ระหว่างพิจารณา นางสาว น. ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 187,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดวันที่ 10 เมษายน 2564 (ที่ถูก วันที่ 24 พฤศจิกายน 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และเด็กหญิง ช. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 436,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยไม่ให้การคดีส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 197,000 บาท ผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 300,000 บาท ค่าซ่อมรถจักรยานยนต์จำนวน 10,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 507,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมนั้นเนื่องจากผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียม จึงไม่กำหนดให้ โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิ่มโทษจำคุกจำเลยกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ทวิ/1 เมื่อรวมกับโทษจำคุก 6 เดือน ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้วรวมเป็นจำคุก 9 เดือน จำเลยรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 4 เดือน 15 วัน และให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 197,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 497,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดวันที่ 24 พฤศจิกายน 2565 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า จำเลยขับรถอยู่ในทางเดินรถทางโท เมื่อถึงทางร่วมทางแยกจะต้องตรวจสอบเสียก่อนว่าขณะนั้นมีรถคันอื่นในทางเดินรถทางเอกกำลังแล่นผ่านเข้าทางร่วมทางแยกหรือไม่ แต่จำเลยกลับขับรถเข้าสู่ทางร่วมทางแยกทันทีโดยไม่หยุดและรอให้รถที่แล่นมาตามทางเดินรถทางเอกผ่านไปเสียก่อน ทั้งที่มีป้ายเตือนให้หยุด จึงเฉี่ยวชนผู้ร้องที่ 1 ซึ่งขับรถจักรยานยนต์มีผู้ร้องที่ 2 นั่งซ้อนท้ายแล่นมาในทางเดินรถทางเอก เป็นเหตุให้ผู้ร้องที่ 1 ได้รับอันตรายแก่กาย ส่วนผู้ร้องที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส และรถจักรยานยนต์ที่ผู้ร้องที่ 1 ขับมาได้รับความเสียหาย ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยแสดงให้เห็นว่า จำเลยขาดความรับผิดชอบต่อสังคมและไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่นที่ใช้ถนนร่วมกับจำเลย ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยในการใช้เส้นทางจราจรของสังคมโดยส่วนรวม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ประกอบกับได้ความตามรายงานการสืบเสาะของพนักงานคุมประพฤติโดยจำเลยไม่คัดค้านว่า ผู้ร้องที่ 2 อายุเพียง 7 ปี เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ได้รับบาดเจ็บกระเพาะอาหารกับลำไส้เล็กส่วนต้นฉีกขาด ตับฉีกขาด เลือดออกในช่องท้อง โลหิตจางในภาวะเสียเลือด ผู้ร้องที่ 1 ขาดรายได้เนื่องจากต้องดูแลรักษาผู้ร้องที่ 2 ปัจจุบันผู้ร้องที่ 2 มีอาการกังวลตัวเอง เดินหลังค่อม สูญเสียบุคลิกภาพ หลังเกิดเหตุจำเลยวางเงินเพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสอง รวมเป็นเงิน 30,000 บาท ซึ่งเป็นการบรรเทาผลร้ายแห่งคดีด้วยการชดใช้ค่าเสียหายเพียงส่วนน้อย ไม่อาจชดเชยความเสียหายและความเจ็บปวดทุกข์ทรมานที่ผู้ร้องทั้งสองได้รับ แสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้สำนึกในความผิดหรือพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดตามสมควร แม้จำเลยอ้างว่าไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน หรือมีฐานะยากจน หรือเคยทำคุณงามความดีช่วยเหลือสังคม หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุเพียงพอจะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง แม้โจทก์ระบุในฟ้องว่า จำเลยขับรถโดยใบอนุญาตสิ้นอายุ ขณะกระทำความผิดคดีนี้ จำเลยจึงขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส ขอให้เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ 2522 มาตรา 160 ทวิ/1 ซึ่งกำหนดให้ศาลพิพากษาเพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้ขับขี่ในความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายหรือได้รับอันตรายสาหัสตามมาตรา 291 หรือมาตรา 300 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ในกรณีที่ผู้ขับขี่ได้ขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ หรือขับรถในระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ หรือถูกยึดใบอนุญาตขับขี่ ก็เพื่อให้การใช้รถใช้ถนนได้อย่างปลอดภัยและให้การป้องกันการกระทำความผิดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในเรื่องการตรวจสอบหรือทดสอบผู้ขับขี่ โดยปรับปรุงบทกำหนดโทษให้มีความเหมาะสม ซึ่งจะเป็นการลดการเกิดอุบัติเหตุทางถนนและส่งเสริมให้เกิดความสะดวกและความปลอดภัยในการจราจรทางบก ตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่กฎหมายประสงค์ลงโทษผู้ขับขี่ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบหรือทดสอบการขับขี่ หรือถูกห้ามไม่ให้ขับขี่เนื่องจากถูกพักใช้ ถูกเพิกถอน หรือถูกยึดใบอนุญาตขับขี่ และยังฝ่าฝืนขับรถจนเกิดเหตุร้ายแรงให้หนักขึ้น แต่กรณีนี้จำเลยผ่านการทดสอบการขับขี่โดยได้รับใบอนุญาตขับขี่ตั้งแต่อายุประมาณ 30 ปี และใบอนุญาตขับขี่สิ้นอายุเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2563 ซึ่งจำเลยสามารถขอต่ออายุใบอนุญาตขับขี่ได้ ตามประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการอบรมและทดสอบสมรรถภาพของร่างกายผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถ และผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถ พ.ศ. 2565 ข้อ 17 ดังนั้น การที่จำเลยขาดต่อใบอนุญาตในช่วงเวลาเกิดเหตุ ถือไม่ได้ว่าจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ 2522 มาตรา 160 ทวิ/1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพิ่มโทษจำเลยมานั้น จึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องลงวันที่ 10 เมษายน 2566 ขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้ 127,000 บาทค่าเสียหายอย่างอื่นอันไม่ใช่ตัวเงิน 50,000 บาท และค่าทรัพย์สินได้รับความเสียหาย 10,000 บาท รวมเป็นเงิน 187,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 197,000 บาท จึงเกินคำขอ กับในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยวางเงินเพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสอง เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2566 เป็นเงิน 30,000 บาท โดยผู้ร้องทั้งสองขอรับเงินจำนวนดังกล่าวไปจากศาลชั้นต้นแล้ว ตามใบรับเงินในราชการศาลยุติธรรม ใบสั่งจ่ายเงินกลางที่ปรากฏในสำนวน จึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวมาหักออกจากเงินที่จำเลยต้องชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 สำหรับอัตราดอกเบี้ย เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มาตรา 7 วรรคสอง กำหนดว่า อัตราดอกเบี้ยอาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา โดยให้กระทรวงการคลังพิจารณาทบทวนทุกสามปี แต่ศาลล่างทั้งสองยังมิได้กำหนดกรณีดังกล่าวไว้ในคำพิพากษา นอกจากนี้ แม้ในการยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนผู้ร้องทั้งสองได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 แต่ค่าทนายความและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี เป็นค่าฤชาธรรมเนียมอย่างหนึ่งซึ่งศาลที่พิจารณาคดีมีอำนาจกำหนดได้ตามดุลพินิจเมื่อคดีที่พิจารณาในศาลนั้น ๆ ได้สิ้นสุดลง ดังนั้นคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งจึงต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีและค่าทนายความ โดยอาจสั่งให้ใช้แทนกันหรือเป็นพับก็ได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่กำหนดค่าฤชาธรรมให้ผู้ร้องทั้งสอง และศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่มีคำสั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ทวิ/1 คงจำคุก 3 เดือน และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 187,000 บาท โดยให้นำเงินที่จำเลยวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวม 30,000 บาท แก่ผู้ร้องทั้งสอง มาหักชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระในวันชำระหนี้นั้นเสียก่อน หากมีเงินเหลือจึงให้นำหักชำระต้นเงินตามลำดับ ส่วนอัตราดอกเบี้ยหากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี ตามคำขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสามศาลให้เป็นพับ (ณัฐพงศ์ ฐาปนาเนติพงศ์-ปรีชา เชิดชู-อัจฉรา วริวงศ์) ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี - นางสาวณัฐกมล ปัญญาดี ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายปิยะวรรณ สุประดิษฐ ณ อยุธยา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1554/2567 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
716303
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี",
        "judge": "นางสาวณัฐกมล ปัญญาดี"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "นายปิยะวรรณ สุประดิษฐ ณ อยุธยา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081938626"
    }
}
date
2568
deka_no
948/2568
deka_running_no
948
deka_year
2568
department
แผนก
judges
[
    "ณัฐพงศ์ ฐาปนาเนติพงศ์",
    "ปรีชา เชิดชู",
    "อัจฉรา วริวงศ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 40",
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 225",
            "ม. 253"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522",
        "sections": [
            "ม. 160 ทวิ/1"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดกบินทร์บุรี"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นางสาว น. กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย อ."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157, 160 ทวิ/1 และเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่งตามกฎหมาย

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางสาว น. ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 187,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดวันที่ 10 เมษายน 2564 (ที่ถูก วันที่ 24 พฤศจิกายน 2565) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และเด็กหญิง ช. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 436,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยไม่ให้การคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300, 390 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (4), 157 การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นรับอันตรายสาหัส ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 6 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 เดือน และให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 197,000 บาท ผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 300,000 บาท ค่าซ่อมรถจักรยานยนต์จำนวน 10,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 507,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จให้แก่ผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมนั้นเนื่องจากผู้ร้องที่ 1 และที่ 2 ได้รับการยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียม จึงไม่กำหนดให้

โจทก์และจำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิ่มโทษจำคุกจำเลยกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ทวิ/1 เมื่อรวมกับโทษจำคุก 6 เดือน ตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นแล้วรวมเป็นจำคุก 9 เดือน จำเลยรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งแล้ว คงจำคุก 4 เดือน 15 วัน และให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 197,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 2 เป็นเงิน 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 497,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิดวันที่ 24 พฤศจิกายน 2565 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกนั้น เห็นว่า จำเลยขับรถอยู่ในทางเดินรถทางโท เมื่อถึงทางร่วมทางแยกจะต้องตรวจสอบเสียก่อนว่าขณะนั้นมีรถคันอื่นในทางเดินรถทางเอกกำลังแล่นผ่านเข้าทางร่วมทางแยกหรือไม่ แต่จำเลยกลับขับรถเข้าสู่ทางร่วมทางแยกทันทีโดยไม่หยุดและรอให้รถที่แล่นมาตามทางเดินรถทางเอกผ่านไปเสียก่อน ทั้งที่มีป้ายเตือนให้หยุด จึงเฉี่ยวชนผู้ร้องที่ 1 ซึ่งขับรถจักรยานยนต์มีผู้ร้องที่ 2 นั่งซ้อนท้ายแล่นมาในทางเดินรถทางเอก เป็นเหตุให้ผู้ร้องที่ 1 ได้รับอันตรายแก่กาย ส่วนผู้ร้องที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส และรถจักรยานยนต์ที่ผู้ร้องที่ 1 ขับมาได้รับความเสียหาย ลักษณะการกระทำความผิดของจำเลยแสดงให้เห็นว่า จำเลยขาดความรับผิดชอบต่อสังคมและไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่นที่ใช้ถนนร่วมกับจำเลย ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยในการใช้เส้นทางจราจรของสังคมโดยส่วนรวม พฤติการณ์แห่งคดีจึงเป็นเรื่องร้ายแรง ประกอบกับได้ความตามรายงานการสืบเสาะของพนักงานคุมประพฤติโดยจำเลยไม่คัดค้านว่า ผู้ร้องที่ 2 อายุเพียง 7 ปี เรียนอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ได้รับบาดเจ็บกระเพาะอาหารกับลำไส้เล็กส่วนต้นฉีกขาด ตับฉีกขาด เลือดออกในช่องท้อง โลหิตจางในภาวะเสียเลือด ผู้ร้องที่ 1 ขาดรายได้เนื่องจากต้องดูแลรักษาผู้ร้องที่ 2 ปัจจุบันผู้ร้องที่ 2 มีอาการกังวลตัวเอง เดินหลังค่อม สูญเสียบุคลิกภาพ หลังเกิดเหตุจำเลยวางเงินเพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสอง รวมเป็นเงิน 30,000 บาท ซึ่งเป็นการบรรเทาผลร้ายแห่งคดีด้วยการชดใช้ค่าเสียหายเพียงส่วนน้อย ไม่อาจชดเชยความเสียหายและความเจ็บปวดทุกข์ทรมานที่ผู้ร้องทั้งสองได้รับ แสดงให้เห็นว่าจำเลยมิได้สำนึกในความผิดหรือพยายามบรรเทาผลร้ายแห่งความผิดตามสมควร แม้จำเลยอ้างว่าไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน หรือมีฐานะยากจน หรือเคยทำคุณงามความดีช่วยเหลือสังคม หรือมีเหตุอื่นดังที่จำเลยยกขึ้นอ้างในฎีกา ก็มิใช่เป็นเหตุเพียงพอจะรับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจไม่รอการลงโทษจำคุกนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง แม้โจทก์ระบุในฟ้องว่า จำเลยขับรถโดยใบอนุญาตสิ้นอายุ ขณะกระทำความผิดคดีนี้ จำเลยจึงขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตเป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ได้รับอันตรายสาหัส ขอให้เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ 2522 มาตรา 160 ทวิ/1 ซึ่งกำหนดให้ศาลพิพากษาเพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้ขับขี่ในความผิดฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้บุคคลอื่นถึงแก่ความตายหรือได้รับอันตรายสาหัสตามมาตรา 291 หรือมาตรา 300 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ในกรณีที่ผู้ขับขี่ได้ขับรถโดยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ หรือขับรถในระหว่างถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ หรือถูกยึดใบอนุญาตขับขี่ ก็เพื่อให้การใช้รถใช้ถนนได้อย่างปลอดภัยและให้การป้องกันการกระทำความผิดมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ในเรื่องการตรวจสอบหรือทดสอบผู้ขับขี่ โดยปรับปรุงบทกำหนดโทษให้มีความเหมาะสม ซึ่งจะเป็นการลดการเกิดอุบัติเหตุทางถนนและส่งเสริมให้เกิดความสะดวกและความปลอดภัยในการจราจรทางบก ตามบทบัญญัติดังกล่าวจึงเป็นกรณีที่กฎหมายประสงค์ลงโทษผู้ขับขี่ที่ไม่ผ่านการตรวจสอบหรือทดสอบการขับขี่ หรือถูกห้ามไม่ให้ขับขี่เนื่องจากถูกพักใช้ ถูกเพิกถอน หรือถูกยึดใบอนุญาตขับขี่ และยังฝ่าฝืนขับรถจนเกิดเหตุร้ายแรงให้หนักขึ้น แต่กรณีนี้จำเลยผ่านการทดสอบการขับขี่โดยได้รับใบอนุญาตขับขี่ตั้งแต่อายุประมาณ 30 ปี และใบอนุญาตขับขี่สิ้นอายุเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2563 ซึ่งจำเลยสามารถขอต่ออายุใบอนุญาตขับขี่ได้ ตามประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่องหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการอบรมและทดสอบสมรรถภาพของร่างกายผู้ขอรับใบอนุญาตขับรถ และผู้ขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถ พ.ศ. 2565 ข้อ 17 ดังนั้น การที่จำเลยขาดต่อใบอนุญาตในช่วงเวลาเกิดเหตุ ถือไม่ได้ว่าจำเลยไม่ได้รับใบอนุญาตขับขี่ จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จะเพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ 2522 มาตรา 160 ทวิ/1 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 เพิ่มโทษจำเลยมานั้น จึงไม่ชอบ ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 และผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องลงวันที่ 10 เมษายน 2566 ขอบังคับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าเสียหายที่ต้องขาดประโยชน์ทำมาหาได้ 127,000 บาทค่าเสียหายอย่างอื่นอันไม่ใช่ตัวเงิน 50,000 บาท และค่าทรัพย์สินได้รับความเสียหาย 10,000 บาท รวมเป็นเงิน 187,000 บาท ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 197,000 บาท จึงเกินคำขอ กับในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยวางเงินเพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสอง เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2566 เป็นเงิน 30,000 บาท โดยผู้ร้องทั้งสองขอรับเงินจำนวนดังกล่าวไปจากศาลชั้นต้นแล้ว ตามใบรับเงินในราชการศาลยุติธรรม ใบสั่งจ่ายเงินกลางที่ปรากฏในสำนวน จึงต้องนำเงินจำนวนดังกล่าวมาหักออกจากเงินที่จำเลยต้องชำระค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องทั้งสองตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 สำหรับอัตราดอกเบี้ย เมื่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 มาตรา 7 วรรคสอง กำหนดว่า อัตราดอกเบี้ยอาจปรับเปลี่ยนให้ลดลงหรือเพิ่มขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศได้โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา โดยให้กระทรวงการคลังพิจารณาทบทวนทุกสามปี แต่ศาลล่างทั้งสองยังมิได้กำหนดกรณีดังกล่าวไว้ในคำพิพากษา นอกจากนี้ แม้ในการยื่นคำร้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนผู้ร้องทั้งสองได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 253 แต่ค่าทนายความและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี เป็นค่าฤชาธรรมเนียมอย่างหนึ่งซึ่งศาลที่พิจารณาคดีมีอำนาจกำหนดได้ตามดุลพินิจเมื่อคดีที่พิจารณาในศาลนั้น ๆ ได้สิ้นสุดลง ดังนั้นคำพิพากษาในคดีส่วนแพ่งจึงต้องมีคำสั่งเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีและค่าทนายความ โดยอาจสั่งให้ใช้แทนกันหรือเป็นพับก็ได้ ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่กำหนดค่าฤชาธรรมให้ผู้ร้องทั้งสอง และศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่มีคำสั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ จึงไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาตรา 246 และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40

พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่เพิ่มโทษจำเลยกึ่งหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 160 ทวิ/1 คงจำคุก 3 เดือน และให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ร้องที่ 1 เป็นเงิน 187,000 บาท โดยให้นำเงินที่จำเลยวางต่อศาลชั้นต้นเพื่อชดใช้ค่าสินไหมทดแทนรวม 30,000 บาท แก่ผู้ร้องทั้งสอง มาหักชำระดอกเบี้ยที่ค้างชำระในวันชำระหนี้นั้นเสียก่อน หากมีเงินเหลือจึงให้นำหักชำระต้นเงินตามลำดับ ส่วนอัตราดอกเบี้ยหากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย โดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี ตามคำขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000009.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1554/2567
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2568