ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำวินิจฉัยที่ 38/2568
ศาลจังหวัดเชียงใหม่
ศาลผู้ส่งความเห็น
ศาลปกครองเชียงใหม่
ศาลผู้รับความเห็น
นางสาว พ. ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
โจทก์
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ 1 กับพวกรวม 4 คน
จำเลย
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา
พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2551 มาตรา
ป.พ.พ. มาตรา
คดีที่โจทก์ทั้งสี่เป็นเอกชนยื่นฟ้องมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำเลยที่ 1 บมจ. ท. จำเลยที่ 2 บจก. ด. จำเลยที่ 3 นาย พ. จำเลยที่ 4 สรุปคำฟ้องได้ว่า โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 กระทำละเมิดก่อสร้างอาคารศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ (Center for Medical Excellence) และอาคารศูนย์บริการสุขภาพและบริการสาธารณสุข มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (Medical Hub) ซึ่งเป็นอาคาร 9 ชั้น พร้อมที่จอดรถ ตามโครงการของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับจ้าง จำเลยที่ 3 เป็นผู้ควบคุมงาน และจำเลยที่ 4 เป็นวิศวกรควบคุมงาน โครงการดังกล่าวอยู่ติดกับที่ดินและอาคารของโจทก์ทั้งสี่ ทำให้อาคารของโจทก์ทั้งสี่ทรุดตัว แตกร้าว เกิดปัญหาน้ำท่วมขังในชุมชน เกิดมลภาวะด้านฝุ่น ความร้อน แสงสะท้อน เสียง และการสั่นสะเทือน มีการเหวี่ยงเครนเข้ามาในที่ดินและอาคารของโจทก์ทั้งสี่โดยไม่ได้รับอนุญาต ทำสิ่งของและอุปกรณ์ก่อสร้างตกหล่นเข้ามาในที่ดินและอาคารของโจทก์ทั้งสี่ ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตอย่างปกติของโจทก์ทั้งสี่ จำเลยทั้งสี่รับทราบปัญหาแล้ว แต่ไม่ดำเนินการแก้ไขหรือป้องกันปัญหาที่เกิดต่อโจทก์ทั้งสี่และชุมชนโดยรอบ ทำให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสี่พร้อมดอกเบี้ย
จำเลยที่ 1 และที่ 3 ยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ทั้งปรากฏว่าสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 4 ในคดีนี้มีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครอง หากมีการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 4 ด้วย ถือเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำละเมิดอันเกิดจากการใช้อำนาจทางปกครองของจำเลยที่ 1 ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลปกครองเชียงใหม่พิจารณาแล้วเห็นว่า คดีนี้มิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แม้สัญญาจ้างระหว่างจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 จะมีลักษณะเป็นสัญญาทางปกครองก็ตาม ก็ไม่มีผลให้การก่อสร้างอาคารพิพาทเป็นการใช้อำนาจตามกฎหมาย คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว คดีนี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำเลยที่ 1 เป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐซึ่งไม่เป็นส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน กฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ และกฎหมายว่าด้วยการปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม โดยเป็นสถานศึกษาสมบูรณ์แบบทางวิชาการและวิชาชีพชั้นสูงมีวัตถุประสงค์ให้การศึกษา ส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง การทำวิจัยเพื่อความเป็นเลิศทางวิชาการ และเกิดประโยชน์แก่สังคมเป็นส่วนรวม บริการทางวิชาการแก่สังคม ทะนุบำรุงและส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อันเป็นภารกิจในการจัดทำบริการสาธารณะด้านการศึกษา ตามมาตรา 5 วรรคสอง และมาตรา 7 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2551 จำเลยที่ 1 จึงเป็นหน่วยงานอื่นของรัฐ ซึ่งมีฐานะเป็นหน่วยงานทางปกครอง ตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เมื่อพิจารณาการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีนี้ โจทก์ทั้งสี่ฟ้องว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ว่าจ้างและเจ้าของโครงการ โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้รับจ้างก่อสร้าง จำเลยที่ 3 เป็นผู้ควบคุมงานก่อสร้าง และจำเลยที่ 4 เป็นวิศวกรควบคุมงานก่อสร้าง โจทก์ทั้งสี่อ้างว่าจำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำละเมิดกรณีจำเลยที่ 1 ว่าจ้างจำเลยที่ 2 ให้ก่อสร้างอาคารศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ (Center for Medical Excellence) และอาคารศูนย์บริการสุขภาพและบริการสาธารณสุขมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (Medical Hub) เป็นเหตุให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากการก่อสร้างดังกล่าว โดยอาคารของโจทก์ทั้งสี่ทรุดตัว แตกร้าว เกิดปัญหาน้ำท่วมขังในชุมชน เกิดมลภาวะด้านฝุ่น ความร้อน แสงสะท้อน เสียง และการสั่นสะเทือน มีการเหวี่ยงเครนเข้ามาในที่ดินและอาคารของโจทก์ทั้งสี่โดยไม่ได้รับอนุญาต ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตอย่างปกติของโจทก์ทั้งสี่และคนในชุมชน เป็นกรณีที่เอกชนพึงเรียกค่าเสียหายในมูลละเมิด แม้โจทก์ทั้งสี่จะฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครอง เจ้าของโครงการเข้ามาในคดี จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ว่าจ้างจะมีความรับผิดหรือไม่ จะต้องพิจารณาว่าจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 ละเมิดต่อโจทก์ทั้งสี่หรือไม่เสียก่อน หากเป็นการกระทำละเมิดจึงจะพิจารณาต่อไปว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ผิดในการว่าจ้างด้วยหรือไม่ ประเด็นแห่งคดีในส่วนของจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4 จึงเป็นประเด็นหลัก อีกทั้งการควบคุมดูแลการก่อสร้างก็เป็นเพียงหน้าที่ทั่วไป มิใช่หน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ และความเสียหายดังกล่าวก็มิได้เกิดจากการใช้อำนาจของจำเลยที่ 1 ส่วนโจทก์ทั้งสี่ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และเทศบาลนครเชียงใหม่เป็นคดีต่อศาลปกครองเชียงใหม่โดยเรียกค่าเสียหายโดยอาศัยมูลละเมิดเหตุเดียวกันนี้ และขอให้ศาลกำหนดมาตรการทางปกครองเพื่อคุ้มครองโจทก์ทั้งสี่ และต่อมาศาลปกครองเชียงใหม่มีคำสั่งเรียกจำเลยที่ 2 และที่ 3 เข้ามาเป็นผู้ร้องสอดแล้ว อันเป็นกรณีที่โจทก์ทั้งสี่มุ่งประสงค์ให้จำเลยทั้งหมดร่วมกันรับผิดในความเสียหายที่เกี่ยวพันกันกับความรับผิดจากการกระทำขณะก่อสร้างอันเป็นมูลละเมิด คดีนี้จึงต้องได้รับการพิจารณาโดยศาลเดียวกัน ข้อพิพาทในคดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
___________________________
(ไม่มี -)
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
38/2568
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3)