ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1694/2567
นาย อ.
โจทก์
นาย ส.
จำเลย
ป.อ. มาตรา 177
การที่จำเลยเบิกความต่อศาลในคดีแพ่ง ผบ 135/2560 จำเลยได้เบิกความต่อศาลแล้ว แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาในคดีแพ่งก็ไม่มีผลกระทบการกระทำของจำเลย แต่การกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดหรือไม่ อยู่ที่ว่าคำเบิกความของจำเลยเป็นข้อสำคัญในคดีหรือไม่
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2560 จำเลยฟ้องโจทก์เป็นคดีแพ่งขอให้ชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 คู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมตามคดีหมายเลขแดงที่ ผบ 135/2560 ของศาลชั้นต้น วันที่ 15 พฤศจิกายน 2560 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้พิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งให้เพิกถอนกระบวนพิจารณา ตั้งแต่รับหนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 และสัญญาประนีประนอมยอมความทั้งกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์และจำเลย ต่อมาวันที่ 3 กรกฎาคม 2561 จำเลยเบิกความต่อศาลชั้นต้นว่า โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลย 1,000,000 บาท วันที่ 2 สิงหาคม 2561 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์ชำระเงิน 967,744 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว โจทก์อุทธรณ์คำพิพากษาที่ให้โจทก์ชำระเงิน จำเลยอุทธรณ์คำสั่งศาลที่ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษากลับเป็นว่า ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นตั้งแต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งเพิกถอนกระบวนพิจารณารับหนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2560 และสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่เดียวกันไปจนถึงมีคำพิพากษาฉบับลงวันที่ 2 สิงหาคม 2561 ที่ให้โจทก์ชำระเงิน โจทก์ขออนุญาตฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ฎีกา ยกคำร้อง และไม่รับฎีกาของโจทก์ คดีถึงที่สุด
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยเบิกความในคดีแพ่งหมายเลขแดง ผบ 135/2560 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2561 เป็นความผิดฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยยกฟ้องโจทก์ โดยเห็นว่า การพิจารณาที่จำเลยเบิกความนั้นศาลได้เพิกถอนกระบวนพิจารณาคดีดังกล่าวไปแล้ว แต่ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ขณะที่จำเลยเบิกความตามที่เป็นคดีในคำฟ้องนี้ การพิจารณาคดียังมิได้ถูกเพิกถอน หากฟังได้ว่าจำเลยเบิกความเท็จอันเป็นข้อสำคัญในคดีก็ย่อมมีความผิด และถือได้ว่าได้กระทำความผิดสำเร็จไปแล้ว แม้การพิจารณาในส่วนดังกล่าวต่อมาจะถูกเพิกถอนก็หาได้กระทบการกระทำความผิดที่สำเร็จไปแล้วไม่ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น ดังนั้น การที่จำเลยเบิกความต่อศาลจังหวัดตากในคดีแพ่งดังกล่าว จำเลยได้ทำการเบิกความต่อศาลแล้ว แม้ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำพิพากษาให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาในคดีแพ่งดังกล่าวก็ไม่มีผลกระทบการกระทำของจำเลย แต่การกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดหรือไม่ อยู่ที่ว่าคำเบิกความของจำเลยเป็นข้อสำคัญในคดีหรือไม่ เห็นว่า ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ 135/2560 ของศาลชั้นต้น จำเลยเบิกความว่า โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลย 1,000,000 บาท โดยจำเลยเบิกความประกอบสำเนาหลักฐานการกู้ยืมเงินและสำเนารายงานประจำวันรับแจ้ง ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ผบ 135/2560 ของศาลชั้นต้น ส่วนโจทก์ให้การและนำสืบในคดีแพ่งดังกล่าวว่า โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลยเพียง 240,000 บาท ซึ่งต่อมาศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์กู้ยืมและรับเงินไปจากจำเลย 1,000,000 บาท ดังนี้ คดีนี้จึงยังไม่อาจรับฟังได้ว่า คำเบิกความของจำเลยในคดีแพ่งดังกล่าวที่เบิกความว่า โจทก์กู้ยืมเงินจากจำเลย 1,000,000 บาท เป็นความเท็จ การที่จำเลยเบิกความในคดีแพ่งหมายเลขแดง ผบ 135/2560 ของศาลชั้นต้น เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2561 จึงไม่เป็นความผิดฐานเบิกความเท็จตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
(นพพร โพธิรังสิยากร-พงษ์ธร จันทร์อุดม-วิชัย ตัญศิริ)
-
-
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.5091/2566
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
เบิกความเท็จเป็นความผิดเกี่ยวกับการยุติธรรม กระทบกระเทือนต่อความยุติธรรมในคดี เพราะความเท็จนั้นมีผลกระทบโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือของศาล อาจทำให้คนผิดกลายเป็นคนถูก หรืออาจทำให้คนถูกกลายเป็นคนผิดจนต้องถูกลงโทษทางอาญา เช่น ถูกจำคุกทั้ง ๆ ที่ไม่ได้กระทำผิด นับเป็นเรื่องร้ายแรง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 144 วรรคแรก "ผู้ใดเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีต่อศาล ถ้าความเท็จนั้นเป็นข้อสำคัญในคดี" วรรคสอง "ถ้าความผิดดังกล่าวในวรรคแรก ได้กระทำในการพิจารณาคดีอาญา" การเบิกความเท็จจึงเกิดขึ้นได้ทั้งในคดีแพ่งและคดีอาญา แต่ถ้ากระทำในคดีอาญาต้องได้รับโทษหนักขึ้น อันต่างจากฟ้องเท็จซึ่งเกิดได้เฉพาะคดีอาญา เพราะมาตรา 175 บัญญัติว่า "ผู้ใดเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา" ความผิดฐานเบิกความเท็จเป็นความผิดสำเร็จทันที เมื่อเบิกความเท็จ (ฎ.2971/2564, ฎ.3091/2533) แม้พยานยังไม่ลงชื่อ (ฎ.561/2508) แม้คดีที่การเบิกความเท็จยอมความหรือถอนฟ้องไปแล้วก็ตาม (ฎ.126-127/2523) คดีนี้มีปัญหาว่า มีการเบิกความเท็จในคดีแพ่งเรื่องกู้ยืมเงินหรือไม่ ศาลฎีกาเดินตามแนวที่ว่า แม้คดีที่มีการเบิกความเท็จจะยอมความกันได้หรือถอนฟ้องไป ก็เป็นความผิดฐานเบิกความเท็จสำเร็จไปแล้วได้ เพียงแต่เมื่อพิจารณาไปถึงเนื้อหาของการเบิกความในคดีนี้แล้ว กลับไม่ได้เป็นการเบิกความเท็จ จึงพิพากษายกฟ้อง ต่างจากกรณีที่ศาลไม่อาจรับพิจารณาคดีนั้นไว้ได้เลย เช่น ในคดีที่อ้างว่าเบิกความเท็จเป็นคดีอาญาที่ฟ้องไม่สมบูรณ์ ย่อมเท่ากับว่ายังไม่เคยมีการฟ้องต่อศาลมาก่อน จึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่าคำเบิกความในคดีนั้นเป็นข้อสำคัญในคดีนั้นหรือไม่ (ฎ.3200/2531) หรือในคดีก่อนที่อ้างว่ามีการเบิกความเท็จ เป็นคดีแพ่งที่โจทก์ฟ้องคดีเองไม่ได้เพราะโจทก์ล้มละลายไปก่อนแล้ว และศาลได้เพิกถอนการดำเนินกระบวนพิจารณา ซึ่งรวมทั้งคำเบิกความของพยานและยกคำพิพากษาของศาลไปแล้ว ถือได้ว่าจำเลยไม่เคยเบิกความเป็นพยานต่อศาลในคดีดังกล่าวมาก่อนเลย จึงไม่มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า คำเบิกความของจำเลยในคดีดังกล่าวเป็นข้อสำคัญในคดีอันจะมีมูลเป็นความผิดฐานเบิกความเท็จหรือไม่ (ฎ.4111/2566) คำว่า ในชั้นพิจารณาคดี สำหรับการเบิกความเท็จในคดีแพ่ง นั้น มีความหมายกว้างรวมถึงในชั้นขอเฉลี่ยทรัพย์ (ฎ. 1474/2517) นอกจากนี้ยังรวมถึงในชั้นไต่สวนขอคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา (ฎ.173/2514) อนึ่ง เจ้าหนี้นำสัญญากู้ปลอมไปฟ้อง ผิดได้ทั้งปลอมเอกสาร ฟ้องเท็จ เบิกความเท็จ และนำสืบพยานหลักฐานเท็จ (ฎ. 8902/2552) ถ้าสัญญากู้จริง แต่ลูกหนี้ไปดำเนินคดีเจ้าหนี้ ลูกหนี้อาจผิดฐานแจ้งความเท็จ ฟ้องเท็จ และเบิกความเท็จเสียเอง (ฎ. 3558/2533) นวรัตน์ กลิ่นรัตน์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา