ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6006 - 6007/2567
นาง ณ. กับพวก
โจทก์
นาย ป. กับพวก
จำเลย
ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1), มาตรา 1304 (2), มาตรา 1309, มาตรา 1334
ที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 มีสภาพเป็นพื้นที่หาดทรายทั้งแปลง และที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 มีสภาพเป็นพื้นที่หาดทรายบางส่วนนั้น เมื่อสภาพของที่ดินพิพาทในส่วนนี้ในวันดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่น้ำทะเลสามารถท่วมถึงได้ในแต่ละวัน โดยเป็นพื้นที่ที่จมอยู่ใต้น้ำทะเลในเวลาที่น้ำขึ้นและอยู่เหนือน้ำทะเลในเวลาที่น้ำลง ที่ดินพิพาทในส่วนนี้ย่อมมีสถานะทางกฎหมายเป็นที่ชายตลิ่ง อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) แม้ในเวลาต่อมาเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติทำให้ท้องทะเลร่นไปทางทิศตะวันออกและทำให้ที่ดินพิพาทในส่วนนี้ตื้นเขินจนกลายสภาพเป็นที่ดินที่น้ำทะเลท่วมไม่ถึงทั้งแปลงอย่างถาวร อันมีผลให้ที่ดินพิพาทในส่วนนี้พ้นจากสภาพการเป็นที่ชายตลิ่งก็ตาม เมื่อที่ดินพิพาทในส่วนนี้ยังคงมีลักษณะเป็นพื้นที่ที่ประชาชนทั่วไปมีสิทธิใช้สอยร่วมกันได้ภายหลังสิ้นสภาพการเป็นที่ชายตลิ่ง ที่ดินพิพาทในส่วนนี้ย่อมยังคงมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) และเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1309 ซึ่งตราบใดที่ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพ ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง (1) ที่ดินพิพาทในส่วนนี้ย่อมยังคงมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันและเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินอยู่ต่อไป
ส่วนที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 12 ถึงที่ 16 มีสภาพเป็นพื้นที่ชายหาดที่น้ำทะเลท่วมไม่ถึงบางส่วนนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่ามีร่องรอยการเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนนี้ ย่อมต้องถือว่าที่ดินพิพาทในส่วนนี้เป็นที่ดินที่ยังไม่มีบุคคลใดมีสิทธิครอบครอง ที่ดินพิพาทในส่วนนี้จึงมีสถานะทางกฎหมายเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอีกประเภทหนึ่ง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1) และแม้ ป.พ.พ. มาตรา 1334 บัญญัติว่า บุคคลอาจได้มาซึ่งที่ดินรกร้างว่างเปล่าตามกฎหมายที่ดิน และ ป.ที่ดิน มาตรา 4 บัญญัติว่า บุคคลใดได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินมีผลใช้บังคับ ให้มีสิทธิครอบครองสืบไปและให้คุ้มครองตลอดถึงผู้รับโอนด้วย แต่เมื่อย้อนไปจนถึงวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับคือวันที่ 1 ธันวาคม 2597 ยังไม่มีผู้ใดเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนนี้ด้วย โจทก์ที่ 12 ถึงที่ 16 ซึ่งเป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทในส่วนนี้ต่อมาจึงไม่ได้รับความคุ้มครองให้มีสิทธิครอบครองในที่พิพาทส่วนนี้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ดินพิพาทในส่วนนี้จึงยังคงมีสถานะเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1) ตลอดมา
ส่วนของที่ดินพิพาทที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 ซี่งตามภาพถ่ายทางอากาศเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 ยังคงมีสภาพเป็นทะเลนั้น แม้ต่อมาที่ดินพิพาทในส่วนนี้จะกลายสภาพเป็นที่ดินที่น้ำทะเลท่วมไม่ถึง แต่ปรากฏว่า ระหว่างที่ดินตามโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 กับทะเล มีที่ดินพิพาทในส่วนที่เป็นชายหาดและหาดทรายคั่นอยู่ตลอดมา ที่ดินตามโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 จึงไม่มีพื้นที่ส่วนใดติดทะเลมาอย่างน้อยตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 แล้ว ที่ดินพิพาทในส่วนนี้จึงมิใช่ที่ดินที่เป็นที่งอกของที่ดินมีโฉนดของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 แต่เป็นที่ดินที่เชื่อมต่อมาจากที่ดินที่เป็นหาดทราย อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) ที่ดินพิพาทในส่วนนี้จึงมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2)
___________________________
โจทก์ทั้งสิบหกฟ้องขอให้พิพากษาว่า ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4428 เนื้อที่ 3 งาน 32.3 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 1 ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 500 เนื้อที่ 3 ไร่ 39.3 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ที่ 2 นายพ้นภัย ในฐานะผู้จัดการมรดกของนางกาญจนา นายสุขสรรค์ นายกงจักร์ และพันตำรวจเอกนิวัติ ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 15741 เนื้อที่ 2 งาน 17.6 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 3 ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 15742 เนื้อที่ 1 งาน 7.1 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ที่ 4 และนางฑูรย์ทอง ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 15743 เนื้อที่ 1 งาน 6.1 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 5 ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 15744 เนื้อที่ 1 งาน 40 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ที่ 6 และนายณัชณรงค์ ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 17003 เนื้อที่ 75.7 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 7 ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 15745 เนื้อที่ 1 งาน 75.7 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 8 ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 3797 เนื้อที่ 1 งาน 79 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 9 ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4686 และ 4687 เนื้อที่ 77.3 ตารางวา และ 1 งาน 7.7 ตารางวา ตามลำดับ เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 10 ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 9755 เนื้อที่ 64.9 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 11 ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4427 และ 16258 เนื้อที่ 1 งาน 81.1 ตารางวา และ 1 งาน 85.9 ตารางวา ตามลำดับ เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 12 ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4423 เนื้อที่ 3 งาน 44.3 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 13 ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 17083 เนื้อที่ 80 (ที่ถูก 80.1) ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ที่ 14 และนายมานพ ที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 17084 เนื้อที่ 70.4 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์รวมของโจทก์ที่ 15 กับนายแก่นแก้ว และที่ดินที่งอกจากที่ดินโฉนดเลขที่ 4424 เนื้อที่ 2 งาน 7.1 ตารางวา เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ที่ 16 กับห้ามจำเลยทั้งสองยุ่งเกี่ยวในที่ดินพิพาท
จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ทั้งสิบหกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนด ค่าทนายความให้ 80,000 บาท
โจทก์ทั้งสิบหกอุทธรณ์
ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 7 โจทก์ที่ 15 ถึงแก่ความตายนางสาวกิ่งกาญจน์ ผู้จัดการมรดกของโจทก์ที่ 15 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 7 อนุญาต
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน ให้โจทก์ทั้งสิบหกร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความให้ 48,000 บาท
โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 อุทธรณ์คำสั่งและฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา และโจทก์ที่ 14 ถึงที่ 16 ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมศาล
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 อุทธรณ์คำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 7 ที่ไม่อนุญาตให้โจทก์ทั้งสิบหกยื่นบัญชีระบุพยานเพิ่มเติมในชั้นอุทธรณ์นั้น เห็นว่า เพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดข้อสำคัญแห่งประเด็นเป็นไปโดยเที่ยงธรรม จึงอนุญาตตามคำร้อง
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นตามที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้ว่า ลักษณะทั่วไปของที่ดินของโจทก์ทั้งสิบหกและที่ดินพิพาทที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสิบหก เป็นพื้นที่ราบบริเวณชายหาดขนานไปกับชายฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย ที่ดินพิพาทที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ทั้งสิบหกมีเนื้อที่รวมทั้งสิ้น 9 ไร่ 2 งาน 91.6 ตารางวา โดยที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 เนื้อที่ 3 งาน 32.3 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 2 กับพวกรวม 5 คน เนื้อที่ 3 ไร่ 39.3 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 3 เนื้อที่ 2 งาน 17.6 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 4 กับนางฑูรย์ทอง เนื้อที่ 1 งาน 7.1 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 5 เนื้อที่ 1 งาน 6.1 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 6 กับนายณัชณรงค์ เนื้อที่ 1 งาน 40 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 7 เนื้อที่ 75.7 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 8 เนื้อที่ 1 งาน 75.7 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 9 เนื้อที่ 1 งาน 79 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 10 เนื้อที่ 77.3 ตารางวา และ 1 งาน 7.7 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 11 เนื้อที่ 64.9 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 12 เนื้อที่ 1 งาน 81.1 ตารางวา และ 1 งาน 85.9 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 13 เนื้อที่ 3 งาน 44.3 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 14 กับนายมานพ เนื้อที่ 80.1 ตารางวา ที่ดินของโจทก์ที่ 15 กับนายแก่นแก้ว เนื้อที่ 70.4 ตารางวา และที่ดินของโจทก์ที่ 16 เนื้อที่ 2 งาน 7.1 ตารางวา เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2546 และ 3 กันยายน 2546 โจทก์ที่ 12 ยื่นคำร้องขอออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกออกมาจากที่ดินโฉนดเลขที่ 16258 และเลขที่ 4427 ผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ให้นำกรณีดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2548 ว่า กรณีนี้ที่ดินที่งอกขึ้นไม่เป็นที่ดินที่งอกจากที่ดินมีกรรมสิทธิ์ของผู้ขอ แต่เป็นที่ดินที่งอกขึ้นจากชายหาดอันเป็นที่ดินสาธารณะประเภทประชาชนใช้ร่วมกัน จึงให้ขึ้นทะเบียนเป็นที่สาธารณะหาดทรายชายทะเลที่ประชาชนใช้ร่วมกัน โดยให้ถือปฏิบัติตลอดแนวชายหาดทุกอำเภอในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ต่อมาวันที่ 10 เมษายน 2551 จำเลยที่ 2 ดำเนินการขึ้นทะเบียนที่ดินบริเวณชายฝั่งทะเล ท้องที่หมู่ที่ 4 ตำบลแสงอรุณ (ห้วยยาง) เนื้อที่ 22 ไร่ 1 งาน 41 ตารางวา เป็นที่สาธารณะชายทะเลแสงอรุณ และเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2553 จำเลยทั้งสองยื่นคำขอรังวัดต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพื่อให้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงสำหรับที่ดินพิพาท โดยอาศัยหลักฐานทะเบียนที่ดินสาธารณประโยชน์ดังกล่าว หลังจากนั้นมีการรังวัดหลายครั้งเพราะมีผู้คัดค้านการรังวัดและมีปัญหาเกี่ยวกับการวางเงินค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 2 สำนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ดำเนินการรังวัดแล้วเสร็จวันที่ 5 มีนาคม 2561 โจทก์ทั้งสิบหกยื่นคำคัดค้านการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงดังกล่าว สำนักงานที่ดินจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีหนังสือฉบับลงวันที่ 18 ตุลาคม 2561 แจ้งโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 5 และที่ 7 ถึงที่ 16 ให้ไปใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลภายใน 60 วัน นับแต่วันได้รับหนังสือ
มีปัญหาต้องวินิจฉัยในชั้นนี้ตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 ว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 หรือไม่ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 มีสภาพเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 เป็นหาดทรายทั้งแปลง และไม่มีพื้นที่ส่วนใดมีสภาพเป็นชายหาดหรือเป็นทะเล ส่วนที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 11 มีสภาพเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 เป็นหาดทรายกับทะเลในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน และที่ดินพิพาทที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 12 ถึงที่ 16 มีสภาพเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 เป็นหาดทรายเป็นส่วนใหญ่ มีบางส่วนเป็นชายหาด แต่ก็มีเพียงส่วนน้อย และมีบางส่วนยังคงเป็นทะเล แต่ก็มีเพียงส่วนน้อยเช่นกัน หลังจากนั้นเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติทำให้ทะเลร่นไปทางทิศตะวันออก มีผลให้ที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 ทั้งที่เคยมีสภาพเป็นหาดทรายและที่เคยมีสภาพเป็นชายหาด รวมทั้งที่เคยมีสภาพเป็นทะเลตามภาพถ่ายทางอากาศที่บันทึกเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 ค่อย ๆ มีสภาพเป็นพื้นที่ชายหาดเพิ่มมากขึ้นตามลำดับจนกลายเป็นพื้นที่ชายหาดเต็มที่ดินพิพาททุกแปลง และมีระดับเสมอหรือใกล้เคียงกับที่ดินตามโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 ในเวลาต่อมาตามที่ปรากฏในภาพถ่าย ในขณะที่พื้นที่ที่เป็นหาดทรายเดิมร่นเข้าไปในทะเลทางทิศตะวันออกเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามที่ปรากฏในรายงานการวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศและแผนที่ ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงว่า ที่ดินพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้ในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 เป็นที่ดินที่มีอยู่แล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 เกือบทั้งหมด เพียงแต่ในวันดังกล่าวที่ดินพิพาทบางส่วนมีสภาพเป็นหาดทรายอันเป็นพื้นที่ที่น้ำทะเลท่วมถึงได้ในแต่ละวัน กล่าวคือเป็นที่ดินที่จมอยู่ใต้น้ำในช่วงเวลาน้ำขึ้นและอยู่เหนือน้ำในช่วงเวลาน้ำลง บางส่วนมีสภาพเป็นชายหาดอันเป็นพื้นที่ที่น้ำทะเลท่วมไม่ถึงซึ่งก็คือที่ดินที่ฝ่ายโจทก์อ้างว่าเป็นที่งอก และบางส่วนยังคงมีสภาพเป็นทะเล ทางนำสืบของฝ่ายโจทก์ไม่ปรากฏว่าพื้นที่หาดทรายและชายหาดดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อใด แต่สภาพทางภูมิศาสตร์ของที่ดินริมทะเลด้านอ่าวไทยโดยทั่วไปมักจะมีชายหาดและหาดทรายก่อนถึงทะเล จึงมีเหตุให้น่าเชื่อว่าพื้นที่ชายหาดและหาดทรายดังกล่าวซึ่งต่อมาคือที่ดินพิพาทตามคำฟ้องในคดีนี้เกิดขึ้นพร้อมกับที่ดินที่ต่อมาคือที่ดินตามโฉนดที่ดินของฝ่ายโจทก์ และการที่ที่ดินตามโฉนดที่ดินของฝ่ายโจทก์มีพื้นที่ชายหาดและหาดทรายคั่นอยู่ก่อนถึงทะเลตลอดแนวเขตที่ดินทางด้านทิศตะวันออก ย่อมทำให้รับฟังได้ว่า ที่ดินตามโฉนดที่ดินของฝ่ายโจทก์ทางด้านทิศตะวันออกไม่ได้มีส่วนหนึ่งส่วนใดติดทะเลจนอาจเกิดมีที่งอกจากที่ดินดังกล่าวเข้าไปในทะเลมาอย่างน้อยตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 แล้ว
ปัญหาว่าที่ดินพิพาทมีสถานะทางกฎหมายอย่างไรนั้น สำหรับที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 และที่ 7 ซึ่งตามภาพถ่ายทางอากาศเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 มีสภาพเป็นพื้นที่หาดทรายทั้งแปลง และที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 ซึ่งตามภาพถ่ายทางอากาศเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 มีสภาพเป็นพื้นที่หาดทรายบางส่วนนั้น เมื่อสภาพของที่ดินพิพาทในส่วนนี้ในวันดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่น้ำทะเลสามารถท่วมถึงได้ในแต่ละวัน โดยเป็นพื้นที่ที่จมอยู่ใต้น้ำทะเลในเวลาที่น้ำขึ้นและอยู่เหนือน้ำทะเลในเวลาที่น้ำลง ที่ดินพิพาทในส่วนนี้ย่อมมีสถานะทางกฎหมายเป็นที่ชายตลิ่ง อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) แม้ในเวลาต่อมาเกิดปรากฏการณ์ธรรมชาติทำให้ท้องทะเลร่นไปทางทิศตะวันออกและทำให้ที่ดินพิพาทในส่วนนี้ตื้นเขินจนกลายสภาพเป็นที่ดินที่น้ำทะเลท่วมไม่ถึงทั้งแปลงอย่างถาวร อันมีผลให้ที่ดินพิพาทในส่วนนี้พ้นจากสภาพการเป็นที่ชายตลิ่งก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในช่วงเวลาที่ที่ดินพิพาทในส่วนนี้ค่อย ๆ กลายเป็นที่ดินที่น้ำทะเลไม่สามารถท่วมถึงอย่างถาวรดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ราษฎรในพื้นที่หมู่ที่ 4 ตำบลแสงอรุณและพื้นที่ใกล้เคียงที่ประกอบอาชีพประมงชายฝั่งขนาดเล็กยังคงใช้ที่ดินพิพาทในส่วนนี้เป็นที่จอดเรือและขึ้นลงเรือ และเป็นทางผ่านไปยังที่จอดเรือและขึ้นลงเรือดังกล่าว รวมทั้งเป็นทางผ่านไปยังปากคลองน้ำจืด ในเวลาต่อมาก็มีการร่วมกันปลูกต้นสนในที่ดินพิพาทเพื่อป้องกันคลื่นลมในฤดูฝนและใช้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ มีการใช้ที่ดินพิพาทเป็นสถานที่จัดงานประเพณีและกิจกรรมอื่น ๆ ทั้งยังมีการทำถนนดินในที่ดินพิพาทส่วนที่ติดกับแนวต้นสนตลอดแนวชายฝั่งทะเลเพื่อใช้เป็นทางสัญจรไปมาอีกด้วย เมื่อที่ดินพิพาทในส่วนนี้ยังคงมีลักษณะเป็นพื้นที่ที่ประชาชนทั่วไปมีสิทธิใช้สอยร่วมกันได้ภายหลังสิ้นสภาพการเป็นที่ชายตลิ่ง ที่ดินพิพาทในส่วนนี้ย่อมยังคงมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) และเป็นทรัพย์สินของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1309 ซึ่งตราบใดที่ยังไม่มีพระราชกฤษฎีกาถอนสภาพ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 8 วรรคสอง (1) ที่ดินพิพาทในส่วนนี้ย่อมยังคงมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันและเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินอยู่ต่อไป
ส่วนที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 12 ถึงที่ 16 ซึ่งตามภาพถ่ายทางอากาศเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 มีสภาพเป็นพื้นที่ชายหาดที่น้ำทะเลท่วมไม่ถึงบางส่วนนั้น เมื่อไม่ปรากฏว่ามีร่องรอยการเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนนี้ตามภาพถ่ายทางอากาศในวันดังกล่าว และทางนำสืบของฝ่ายโจทก์ไม่ปรากฏว่ามีบุคคลใดเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนนี้ในวันดังกล่าวด้วย ย่อมต้องถือว่าที่ดินพิพาทในส่วนนี้เป็นที่ดินที่ยังไม่มีบุคคลใดมีสิทธิครอบครอง ที่ดินพิพาทในส่วนนี้จึงมีสถานะทางกฎหมายเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินอีกประเภทหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) และแม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1334 บัญญัติว่า บุคคลอาจได้มาซึ่งที่ดินรกร้างว่างเปล่าตามกฎหมายที่ดิน และประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 บัญญัติว่า บุคคลใดได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินมีผลใช้บังคับ ให้มีสิทธิครอบครองสืบไปและให้คุ้มครองตลอดถึงผู้รับโอนด้วย แต่เมื่อไม่ปรากฏว่ามีการเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนนี้ตามภาพถ่ายทางอากาศเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 ย่อมมีเหตุให้น่าเชื่อว่า ก่อนหน้านั้นคือตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2498 ย้อนไปจนถึงวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับคือวันที่ 1 ธันวาคม 2597 ยังไม่มีผู้ใดเข้าครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทส่วนนี้ด้วย โจทก์ที่ 12 ถึงที่ 16 ซึ่งเป็นผู้รับโอนที่ดินพิพาทในส่วนนี้ต่อมาจึงไม่ได้รับความคุ้มครองให้มีสิทธิครอบครองในที่พิพาทส่วนนี้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว ที่ดินพิพาทในส่วนนี้จึงยังคงมีสถานะเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) ตลอดมา และในส่วนของที่ดินพิพาทที่อ้างว่า งอกจากที่ดินของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 ซี่งตามภาพถ่ายทางอากาศเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 ยังคงมีสภาพเป็นทะเลนั้น แม้ต่อมาที่ดินพิพาทในส่วนนี้จะกลายสภาพเป็นที่ดินที่น้ำทะเลท่วมไม่ถึง แต่ตามภาพถ่ายทางอากาศตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 จนถึงวันที่ 18 ธันวาคม 2557 ปรากฏว่า ระหว่างที่ดินตามโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 กับทะเล มีที่ดินพิพาทในส่วนที่เป็นชายหาดและหาดทรายคั่นอยู่ตลอดมา ที่ดินตามโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 จึงไม่มีพื้นที่ส่วนใดติดทะเลมาอย่างน้อยตั้งแต่เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2498 แล้ว ที่ดินพิพาทในส่วนนี้จึงมิใช่ที่ดินที่เป็นที่งอกของที่ดินมีโฉนดของโจทก์ที่ 11 ถึงที่ 16 แต่เป็นที่ดินที่เชื่อมต่อมาจากที่ดินที่เป็นหาดทราย อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) ที่ดินพิพาทในส่วนนี้จึงมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (2) เช่นเดียวกันด้วย
เมื่อที่ดินพิพาทในส่วนที่อ้างว่างอกจากที่ดินตามโฉนดที่ดินของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 มีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) หรือ (2) แล้วแต่กรณี ซึ่งสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ว่า ราษฎรในพื้นที่หมู่ที่ 4 ตำบลแสงอรุณและพื้นที่ใกล้เคียงใช้ประโยชน์ร่วมกันในที่ดินพิพาทในลักษณะเป็นที่ดินสาธารณะตลอดมา ในขณะที่การเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทของฝ่ายโจทก์เพิ่งเริ่มปรากฏเมื่อปี 2519 โดยเป็นการเข้าทำประโยชน์โดยฝ่ายโจทก์ในคดีนี้เพียงไม่กี่ราย เนื้อที่ไม่มากนัก และมีการใช้ประโยชน์ในลักษณะเป็นเจ้าของอย่างเต็มที่เพียงเล็กน้อย อีกทั้งในขณะที่เจ้าของที่ดินเดิมและฝ่ายโจทก์ในคดีนี้ดำเนินการขอออกโฉนดที่ดินของตนที่อยู่ติดที่ดินพิพาทก็มิได้ขอออกโฉนดที่ดินของตนให้ครอบคลุมที่ดินพิพาทไปในคราวเดียวกันด้วย อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงการยอมรับว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินสาธารณะที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันตลอดมา โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลมีพิพากษาให้ที่ดินพิพาทเป็นที่งอกของที่ดินตามโฉนดที่ดินของตน และห้ามจำเลยทั้งสองเข้าเกี่ยวข้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 ฟังไม่ขึ้น และกรณีไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 ข้ออื่น เพราะเป็นเรื่องในรายละเอียดที่ไม่อาจทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป
พิพากษายืน ให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 4 ที่ 6 ที่ 7 และที่ 11 ถึงที่ 16 ร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ 48,000 บาท
(อธิคม อินทุภูติ-อุทัย โสภาโชติ-เศรณี ศิริมังคละ)
-
-
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.662-663/2566
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ