คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6557/2567 ฉบับเต็ม

#717485
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6557/2567 บริษัท อ. โจทก์ บริษัท ส. จำเลย บริษัท น. จำเลยร่วม ป.พ.พ. มาตรา 303, มาตรา 306 โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะที่จำเลยเป็นลูกหนี้ของจำเลยร่วม ซึ่งโจทก์และจำเลยร่วมทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องต่อกัน เพื่อโอนสิทธิเรียกร้องที่จำเลยร่วมมีอยู่ต่อจำเลยไปให้โจทก์ โดยโจทก์จ่ายเงินเป็นค่าตอบแทนให้จำเลยร่วม นิติสัมพันธ์ของโจทก์และจำเลยร่วมจึงเป็นไปตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง เมื่อโจทก์อ้างว่าได้มีหนังสือบอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องไปยังจำเลยโดยชอบแล้ว โจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง จึงมีสิทธิเรียกร้องเอาหนี้สินที่จำเลยค้างชำระอยู่แก่จำเลยร่วมได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 303 และ มาตรา 306 ซึ่งหนี้สินที่จำเลยมีอยู่ต่อจำเลยร่วมเป็นหนี้ตามสัญญาซื้อขายสินค้าที่จำเลยซื้อไปจากจำเลยร่วม นิติสัมพันธ์ของโจทก์และจำเลยจึงเป็นไปตามสัญญาซื้อขายสินค้าที่จำเลยและจำเลยร่วมทำไว้ต่อกัน เมื่อความรับผิดของจำเลยร่วมกับโจทก์เป็นไปตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ในความรับผิดของจำเลยกับโจทก์เป็นไปตามสัญญาซื้อขายสินค้าดังกล่าวแล้ว จึงเป็นคนละส่วนกัน โจทก์ย่อมสามารถฟ้องจำเลยร่วมตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องได้ หากการผิดสัญญาโอนดังกล่าวทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และสามารถฟ้องจำเลยตามสัญญาซื้อขายได้เช่นกัน หากโจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายที่จำเลยร่วมนำมาโอนให้แก่โจทก์ ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 9,760,036.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 9,137,120.40 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัท ส. เข้ามาเป็นจำเลยร่วมโดยอ้างว่า หากศาลพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี จำเลยอาจฟ้องจำเลยร่วมเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลย และขอให้จำเลยร่วมรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยและจำเลยร่วม กำหนดค่าทนายความให้จำเลย 90,000 บาท จำเลยร่วม 30,000 บาท และกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้จำเลย 20,000 บาท ให้จำเลยร่วม 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ในปัญหาที่ยังมิได้วินิจฉัยต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อทำคำพิพากษาใหม่ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ในปัญหาที่ยังมิได้วินิจฉัยต่อไปตามรูปคดีนั้นชอบหรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การฟ้องคดีของโจทก์เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยไม่ได้วินิจฉัยปัญหาอื่นอีก แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า การฟ้องคดีของโจทก์ไม่ใช่การใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์สามารถฟ้องคดีนี้ได้ จึงให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่เพื่อวินิจฉัยปัญหาอื่นต่อไปตามรูปคดี จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การฟ้องคดีของโจทก์เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลย ในฐานะที่จำเลยเป็นลูกหนี้ของบริษัท ส. จำเลยร่วม ซึ่งโจทก์และจำเลยร่วมทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องต่อกัน เพื่อโอนสิทธิเรียกร้องที่จำเลยร่วมมีอยู่ต่อจำเลยไปให้โจทก์ เพื่อให้โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องการชำระหนี้จากจำเลยแทนจำเลยร่วมได้ โดยโจทก์จ่ายเงินเป็นค่าตอบแทนให้จำเลยร่วม นิติสัมพันธ์ของโจทก์และจำเลยร่วมจึงเป็นไปตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง และเมื่อโจทก์อ้างว่าได้ดำเนินการมีหนังสือบอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไปยังจำเลยโดยชอบแล้ว โจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง จึงมีสิทธิเรียกร้องเอาหนี้สินที่จำเลยค้างชำระอยู่แก่จำเลยร่วมได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 และมาตรา 306 ซึ่งหนี้สินที่จำเลยมีอยู่ต่อจำเลยร่วมเป็นหนี้ตามสัญญาซื้อขายสินค้าที่จำเลยซื้อไปจากจำเลยร่วม นิติสัมพันธ์ของโจทก์และจำเลยจึงเป็นไปตามสัญญาซื้อขายสินค้าที่จำเลยและจำเลยร่วมทำไว้ต่อกัน เมื่อความรับผิดของจำเลยร่วมกับโจทก์เป็นไปตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง แต่ความรับผิดของจำเลยกับโจทก์เป็นไปตามสัญญาซื้อขายสินค้าดังกล่าวแล้ว จึงเป็นคนละส่วนกัน โจทก์ย่อมสามารถฟ้องจำเลยร่วมตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องได้ หากการผิดสัญญาโอนดังกล่าวทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และสามารถฟ้องจำเลยตามสัญญาซื้อขายได้เช่นกัน หากโจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายที่จำเลยร่วมนำมาโอนให้แก่โจทก์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ข้อ.12 มีข้อความระบุไว้อย่างแจ้งชัดว่า หากโจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้ ไม่ว่าด้วยเหตุประการใด ๆ จำเลยร่วมตกลงยินยอมชดใช้หนี้ที่ค้างพร้อมดอกเบี้ย และข้อ.18.2 มีข้อความระบุชัดว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องร้องดำเนินคดีได้ทั้งกับจำเลยร่วมและกับจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ของจำเลยร่วมด้วย ส่วนความรับผิดของจำเลยร่วมและจำเลยที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์อย่างไรบ้างนั้น ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงตามข้อต่อสู้ของจำเลยร่วมและจำเลย อย่างกรณีที่จำเลยอ้างว่า ไม่มีหนี้สินตามสัญญาซื้อขายต่อจำเลยร่วม หรือใบส่งสินค้า/ใบกำกับภาษีและใบวางบิลเป็นเอกสารปลอม หรือไม่ได้รับคำบอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องจากโจทก์ และประเด็นอื่น ๆ ตามข้อต่อสู้ของจำเลย ล้วนเป็นประเด็นที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยทั้งสิ้น แม้การฟ้องคดีของโจทก์ซึ่งเคยฟ้องจำเลยร่วมมาก่อนที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยอ้างใบส่งสินค้า/ใบกำกับภาษีและใบวางบิล 102 ฉบับ ซึ่งตรงกับเอกสารที่ใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องจำเลยคดีนี้ แต่ความรับผิดของจำเลยร่วมและความรับผิดของจำเลยเป็นไปตามสัญญาคนละส่วนกันดังวินิจฉัยแล้วข้างต้น เมื่อโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นการถูกโต้แย้งสิทธิโจทก์ย่อมสามารถฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ในปัญหาที่ยังไม่ได้วินิจฉัยต่อไปตามรูปคดี จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง-อุทัย โสภาโชติ-ธีรพงศ์ อุ่นชัย) - - แหล่งที่มา หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.383/2567 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
717485
courts
[
    {
        "court": "-",
        "judge": ""
    },
    {
        "court": "-",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081939283"
    }
}
date
2567
deka_no
6557/2567
deka_running_no
6557
deka_year
2567
department
แผนก
judges
[
    "พันธุ์เลิศ บุญเลี้ยง",
    "อุทัย โสภาโชติ",
    "ธีรพงศ์ อุ่นชัย"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 303",
            "ม. 306"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท อ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท ส."
    },
    {
        "role": "จำเลยร่วม",
        "name": "บริษัท น."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 9,760,036.18 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 9,137,120.40 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา จำเลยยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัท ส. เข้ามาเป็นจำเลยร่วมโดยอ้างว่า หากศาลพิพากษาให้จำเลยแพ้คดี จำเลยอาจฟ้องจำเลยร่วมเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต

จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนของจำเลย และขอให้จำเลยร่วมรับผิดชำระหนี้ตามฟ้องแก่โจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยและจำเลยร่วม กำหนดค่าทนายความให้จำเลย 90,000 บาท จำเลยร่วม 30,000 บาท และกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้จำเลย 20,000 บาท ให้จำเลยร่วม 5,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ในปัญหาที่ยังมิได้วินิจฉัยต่อไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้ศาลชั้นต้นรวมสั่งเมื่อทำคำพิพากษาใหม่

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยเพียงว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ในปัญหาที่ยังมิได้วินิจฉัยต่อไปตามรูปคดีนั้นชอบหรือไม่ คดีนี้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า การฟ้องคดีของโจทก์เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จึงพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยไม่ได้วินิจฉัยปัญหาอื่นอีก แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 เห็นว่า การฟ้องคดีของโจทก์ไม่ใช่การใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์สามารถฟ้องคดีนี้ได้ จึงให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่เพื่อวินิจฉัยปัญหาอื่นต่อไปตามรูปคดี จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า การฟ้องคดีของโจทก์เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลย ในฐานะที่จำเลยเป็นลูกหนี้ของบริษัท ส. จำเลยร่วม ซึ่งโจทก์และจำเลยร่วมทำสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องต่อกัน เพื่อโอนสิทธิเรียกร้องที่จำเลยร่วมมีอยู่ต่อจำเลยไปให้โจทก์ เพื่อให้โจทก์ใช้สิทธิเรียกร้องการชำระหนี้จากจำเลยแทนจำเลยร่วมได้ โดยโจทก์จ่ายเงินเป็นค่าตอบแทนให้จำเลยร่วม นิติสัมพันธ์ของโจทก์และจำเลยร่วมจึงเป็นไปตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง และเมื่อโจทก์อ้างว่าได้ดำเนินการมีหนังสือบอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวไปยังจำเลยโดยชอบแล้ว โจทก์ในฐานะผู้รับโอนสิทธิเรียกร้อง จึงมีสิทธิเรียกร้องเอาหนี้สินที่จำเลยค้างชำระอยู่แก่จำเลยร่วมได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 303 และมาตรา 306 ซึ่งหนี้สินที่จำเลยมีอยู่ต่อจำเลยร่วมเป็นหนี้ตามสัญญาซื้อขายสินค้าที่จำเลยซื้อไปจากจำเลยร่วม นิติสัมพันธ์ของโจทก์และจำเลยจึงเป็นไปตามสัญญาซื้อขายสินค้าที่จำเลยและจำเลยร่วมทำไว้ต่อกัน เมื่อความรับผิดของจำเลยร่วมกับโจทก์เป็นไปตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง แต่ความรับผิดของจำเลยกับโจทก์เป็นไปตามสัญญาซื้อขายสินค้าดังกล่าวแล้ว จึงเป็นคนละส่วนกัน โจทก์ย่อมสามารถฟ้องจำเลยร่วมตามสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องได้ หากการผิดสัญญาโอนดังกล่าวทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย และสามารถฟ้องจำเลยตามสัญญาซื้อขายได้เช่นกัน หากโจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขายที่จำเลยร่วมนำมาโอนให้แก่โจทก์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ข้อ.12 มีข้อความระบุไว้อย่างแจ้งชัดว่า หากโจทก์ไม่ได้รับชำระหนี้ ไม่ว่าด้วยเหตุประการใด ๆ จำเลยร่วมตกลงยินยอมชดใช้หนี้ที่ค้างพร้อมดอกเบี้ย และข้อ.18.2 มีข้อความระบุชัดว่า โจทก์มีสิทธิฟ้องร้องดำเนินคดีได้ทั้งกับจำเลยร่วมและกับจำเลยซึ่งเป็นลูกหนี้ของจำเลยร่วมด้วย ส่วนความรับผิดของจำเลยร่วมและจำเลยที่จะต้องรับผิดต่อโจทก์อย่างไรบ้างนั้น ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงตามข้อต่อสู้ของจำเลยร่วมและจำเลย อย่างกรณีที่จำเลยอ้างว่า ไม่มีหนี้สินตามสัญญาซื้อขายต่อจำเลยร่วม หรือใบส่งสินค้า/ใบกำกับภาษีและใบวางบิลเป็นเอกสารปลอม หรือไม่ได้รับคำบอกกล่าวแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องจากโจทก์ และประเด็นอื่น ๆ ตามข้อต่อสู้ของจำเลย ล้วนเป็นประเด็นที่ศาลชั้นต้นยังไม่ได้วินิจฉัยทั้งสิ้น แม้การฟ้องคดีของโจทก์ซึ่งเคยฟ้องจำเลยร่วมมาก่อนที่ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ โดยอ้างใบส่งสินค้า/ใบกำกับภาษีและใบวางบิล 102 ฉบับ ซึ่งตรงกับเอกสารที่ใช้เป็นหลักฐานในการฟ้องจำเลยคดีนี้ แต่ความรับผิดของจำเลยร่วมและความรับผิดของจำเลยเป็นไปตามสัญญาคนละส่วนกันดังวินิจฉัยแล้วข้างต้น เมื่อโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นการถูกโต้แย้งสิทธิโจทก์ย่อมสามารถฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ ไม่ใช่เรื่องการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาให้ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษาใหม่ในปัญหาที่ยังไม่ได้วินิจฉัยต่อไปตามรูปคดี จึงชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000014.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.383/2567
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2567