คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6568/2567 ฉบับเต็ม

#717486
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6568/2567 บริษัท ม. โจทก์ นางสาว ช. จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 193/30, มาตรา 193/33 (2) ตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของสัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียน ได้ความว่า สัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียน เป็นกรณีที่ผู้ให้กู้อนุมัติวงเงินสินเชื่อ และมอบบัตรกดเงินสดให้ผู้กู้ โดยผู้กู้สามารถใช้บัตรกดเงินสดนั้นเบิกถอนเงินกู้ได้ และผู้กู้ตกลงชำระหนี้เป็นงวดรายเดือนไม่น้อยกว่าจำนวนเงินขั้นต่ำซึ่งกำหนดไว้ไม่เกินอัตราร้อยละ 8 ของเงินต้นคงค้าง หรือไม่ต่ำกว่า 400 บาท หรือจำนวนดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินคงค้างในแต่ละเดือน แล้วแต่จำนวนใดที่สูงกว่า โดยชำระทุกวันที่ 27 ของเดือน ข้อตกลงในการชำระเงินกู้ของผู้กู้ดังกล่าว แสดงว่าผู้กู้จะเลือกชําระคืนเงินต้นเต็มจำนวนที่ใช้บัตรกดเงินสดเบิกเงินกู้ไปแต่ละเดือนพร้อมดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม หรือผู้กู้จะเลือกชำระจำนวนเงินขั้นต่ำที่ผู้ให้กู้กำหนดไว้ไม่เกินอัตราร้อยละ 8 ของเงินต้นคงค้าง หรือไม่ต่ำกว่า 400 บาท หรือจำนวนดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินคงค้างในแต่ละเดือน แล้วแต่จำนวนใดที่สูงกว่าก็ได้ และสัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียนดังกล่าวไม่ได้กําหนดว่า กรณีผู้กู้เลือกผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือนนั้น ผู้กู้ต้องผ่อนชำระเป็นเวลากี่งวด สัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียนตามฟ้องจึงไม่มีลักษณะผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ และไม่ใช่สิทธิเรียกร้องที่มีกําหนดอายุความ 5 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/33 (2) แต่สิทธิเรียกร้องตามสัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียนตามฟ้องเช่นนี้ กฎหมายไม่ได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 85,703.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 53,926.11 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2550 จำเลยทำสัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียน กับบริษัท อ. วงเงินกู้ 58,700 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินอัตราร้อยละ 10.92 ต่อปี กำหนดชำระหนี้เป็นงวดรายเดือนไม่น้อยกว่าจำนวนเงินขั้นต่ำอัตราร้อยละ 8 ของเงินต้นคงค้าง หรือไม่ต่ำกว่า 400 บาท หรือจำนวนดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินคงค้างในแต่ละเดือน แล้วแต่จำนวนใดที่สูงกว่า โดยชำระทุกวันที่ 27 ของเดือน หากจำเลยไม่ชำระงวดใดงวดหนึ่ง จำเลยยอมให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 28 ต่อปี กับค่าติดตามทวงถาม 200 บาท จำเลยเบิกถอนเงินสดตามสัญญาแล้ว แต่จำเลยชำระหนี้เพียงบางส่วน โดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2556 เป็นเงิน 800 บาท บริษัท ท. ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทโจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องตามบัญชีลูกหนี้ซึ่งรวมถึงมูลหนี้ของจำเลยด้วย มาจากบริษัท อ. โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องและทวงถามให้จำเลยชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกามีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาสัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียน ข้อกำหนดและเงื่อนไขของสัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียน ได้ความว่า สัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียน เป็นกรณีที่ผู้ให้กู้อนุมัติวงเงินสินเชื่อ และมอบบัตรกดเงินสดให้ผู้กู้ โดยผู้กู้สามารถใช้บัตรกดเงินสดนั้นเบิกถอนเงินกู้ได้ และผู้กู้ตกลงชำระหนี้เป็นงวดรายเดือนไม่น้อยกว่าจำนวนเงินขั้นต่ำซึ่งกำหนดไว้ไม่เกินอัตราร้อยละ 8 ของเงินต้นคงค้าง หรือไม่ต่ำกว่า 400 บาท หรือจำนวนดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินคงค้างในแต่ละเดือน แล้วแต่จำนวนใดที่สูงกว่า โดยชำระทุกวันที่ 27 ของเดือน ข้อตกลงในการชำระเงินกู้ของผู้กู้ดังกล่าว แสดงว่าผู้กู้จะเลือกชําระคืนเงินต้นเต็มจำนวนที่ใช้บัตรกดเงินสดเบิกเงินกู้ไปแต่ละเดือนพร้อมดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม หรือผู้กู้จะเลือกชำระจำนวนเงินขั้นต่ำที่ผู้ให้กู้กำหนดไว้ไม่เกินอัตราร้อยละ 8 ของเงินต้นคงค้าง หรือไม่ต่ำกว่า 400 บาท หรือจำนวนดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินคงค้างในแต่ละเดือน แล้วแต่จำนวนใดที่สูงกว่าก็ได้ และสัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียนดังกล่าวไม่ได้กําหนดว่า กรณีผู้กู้เลือกผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือนนั้น ผู้กู้ต้องผ่อนชำระเป็นเวลากี่งวด สัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียนตามฟ้องจึงไม่มีลักษณะผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ และไม่ใช่สิทธิเรียกร้องที่มีกําหนดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย แต่สิทธิเรียกร้องตามสัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียนตามฟ้องเช่นนี้ กฎหมายไม่ได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 และเนื่องจากอายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามบทบัญญัติมาตรา 193/12 ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามที่คู่ความแถลงรับกันว่าจำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2556 ตรงตามคำพิพากษาเรียกให้จำเลยชำระหนี้ทั้งหมดได้ทันที และตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของสัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียน ดังกล่าวข้างต้นระบุว่า หากผู้กู้ผิดนัดชำระงวดใดงวดหนึ่ง ผู้ให้กู้เรียกให้ผู้กู้ชำระหนี้ทั้งหมดได้ทันที โจทก์จึงอาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2556 เป็นต้นไป โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2565 ไม่เกินกว่า 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น ปัญหาต่อไปจึงมีว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์เพียงใด ซึ่งศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย เห็นว่า ตามคำฟ้องและบัญชีลูกหนี้แนบท้ายสำเนาหนังสือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ปรากฏว่า วันที่ 15 ตุลาคม 2562 จำเลยค้างชำระหนี้เงินต้น 53,926.11 บาท กับดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมรวมเป็นเงิน 62,212 บาท ซึ่งจำเลยให้การรับข้อเท็จจริงนั้นแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำฟ้องและและบัญชีลูกหนี้แนบท้ายสำเนาหนังสือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าว จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้เป็นเงิน 62,212 บาท พร้อมดอกเบี้ยของเงินต้น 53,926.11 บาท ส่วนที่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ซึ่งเท่ากับอัตราดอกเบี้ยปกติที่ระบุในสัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียนตามฟ้อง น้อยกว่าที่โจทก์จะได้รับ จึงให้ตามขอ พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 62,212 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 53,926.11 บาท นับแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 23,491.10 บาท กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท (สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์-ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล-รังสรรค์ กุลาเลิศ) - - แหล่งที่มา หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ผบ.(พ)113/2567 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
717486
courts
[
    {
        "court": "-",
        "judge": ""
    },
    {
        "court": "-",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081939280"
    }
}
date
2567
deka_no
6568/2567
deka_running_no
6568
deka_year
2567
department
แผนก
judges
[
    "สันติชัย วัฒนวิกย์กรรม์",
    "ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล",
    "รังสรรค์ กุลาเลิศ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 193/30",
            "ม. 193/33 (2)"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท ม."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาว ช."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 85,703.10 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 53,926.11 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2550 จำเลยทำสัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียน กับบริษัท อ. วงเงินกู้ 58,700 บาท ดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินอัตราร้อยละ 10.92 ต่อปี กำหนดชำระหนี้เป็นงวดรายเดือนไม่น้อยกว่าจำนวนเงินขั้นต่ำอัตราร้อยละ 8 ของเงินต้นคงค้าง หรือไม่ต่ำกว่า 400 บาท หรือจำนวนดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินคงค้างในแต่ละเดือน แล้วแต่จำนวนใดที่สูงกว่า โดยชำระทุกวันที่ 27 ของเดือน หากจำเลยไม่ชำระงวดใดงวดหนึ่ง จำเลยยอมให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 28 ต่อปี กับค่าติดตามทวงถาม 200 บาท จำเลยเบิกถอนเงินสดตามสัญญาแล้ว แต่จำเลยชำระหนี้เพียงบางส่วน โดยชำระครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2556 เป็นเงิน 800 บาท บริษัท ท. ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทโจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องตามบัญชีลูกหนี้ซึ่งรวมถึงมูลหนี้ของจำเลยด้วย มาจากบริษัท อ. โจทก์มีหนังสือบอกกล่าวการโอนสิทธิเรียกร้องและทวงถามให้จำเลยชำระหนี้แล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกามีว่า ฟ้องโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ตามสำเนาสัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียน ข้อกำหนดและเงื่อนไขของสัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียน ได้ความว่า สัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียน เป็นกรณีที่ผู้ให้กู้อนุมัติวงเงินสินเชื่อ และมอบบัตรกดเงินสดให้ผู้กู้ โดยผู้กู้สามารถใช้บัตรกดเงินสดนั้นเบิกถอนเงินกู้ได้ และผู้กู้ตกลงชำระหนี้เป็นงวดรายเดือนไม่น้อยกว่าจำนวนเงินขั้นต่ำซึ่งกำหนดไว้ไม่เกินอัตราร้อยละ 8 ของเงินต้นคงค้าง หรือไม่ต่ำกว่า 400 บาท หรือจำนวนดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินคงค้างในแต่ละเดือน แล้วแต่จำนวนใดที่สูงกว่า โดยชำระทุกวันที่ 27 ของเดือน ข้อตกลงในการชำระเงินกู้ของผู้กู้ดังกล่าว แสดงว่าผู้กู้จะเลือกชําระคืนเงินต้นเต็มจำนวนที่ใช้บัตรกดเงินสดเบิกเงินกู้ไปแต่ละเดือนพร้อมดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม หรือผู้กู้จะเลือกชำระจำนวนเงินขั้นต่ำที่ผู้ให้กู้กำหนดไว้ไม่เกินอัตราร้อยละ 8 ของเงินต้นคงค้าง หรือไม่ต่ำกว่า 400 บาท หรือจำนวนดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมการใช้วงเงินคงค้างในแต่ละเดือน แล้วแต่จำนวนใดที่สูงกว่าก็ได้ และสัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียนดังกล่าวไม่ได้กําหนดว่า กรณีผู้กู้เลือกผ่อนชำระเป็นงวดรายเดือนนั้น ผู้กู้ต้องผ่อนชำระเป็นเวลากี่งวด สัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียนตามฟ้องจึงไม่มีลักษณะผ่อนทุนคืนเป็นงวด ๆ และไม่ใช่สิทธิเรียกร้องที่มีกําหนดอายุความ 5 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/33 (2) ดังที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย แต่สิทธิเรียกร้องตามสัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียนตามฟ้องเช่นนี้ กฎหมายไม่ได้บัญญัติอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงมีอายุความ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 และเนื่องจากอายุความให้เริ่มนับแต่ขณะที่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องได้เป็นต้นไปตามบทบัญญัติมาตรา 193/12 ดังนั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความตามที่คู่ความแถลงรับกันว่าจำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2556 ตรงตามคำพิพากษาเรียกให้จำเลยชำระหนี้ทั้งหมดได้ทันที และตามข้อกำหนดและเงื่อนไขของสัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียน ดังกล่าวข้างต้นระบุว่า หากผู้กู้ผิดนัดชำระงวดใดงวดหนึ่ง ผู้ให้กู้เรียกให้ผู้กู้ชำระหนี้ทั้งหมดได้ทันที โจทก์จึงอาจบังคับตามสิทธิเรียกร้องได้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 5 เมษายน 2556 เป็นต้นไป โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2565 ไม่เกินกว่า 10 ปี ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ขาดอายุความแล้ว นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

ปัญหาต่อไปจึงมีว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินตามฟ้องแก่โจทก์เพียงใด ซึ่งศาลล่างทั้งสองยังไม่ได้วินิจฉัย แต่ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหานี้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย เห็นว่า ตามคำฟ้องและบัญชีลูกหนี้แนบท้ายสำเนาหนังสือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้อง ปรากฏว่า วันที่ 15 ตุลาคม 2562 จำเลยค้างชำระหนี้เงินต้น 53,926.11 บาท กับดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมรวมเป็นเงิน 62,212 บาท ซึ่งจำเลยให้การรับข้อเท็จจริงนั้นแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำฟ้องและและบัญชีลูกหนี้แนบท้ายสำเนาหนังสือสัญญาโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าว จำเลยต้องรับผิดชำระหนี้เป็นเงิน 62,212 บาท พร้อมดอกเบี้ยของเงินต้น 53,926.11 บาท ส่วนที่โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ซึ่งเท่ากับอัตราดอกเบี้ยปกติที่ระบุในสัญญาสินเชื่อเงินสด/สินเชื่อหมุนเวียนตามฟ้อง น้อยกว่าที่โจทก์จะได้รับ จึงให้ตามขอ

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 62,212 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของเงินต้น 53,926.11 บาท นับแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยนับถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 23,491.10 บาท กับให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000014.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ผบ.(พ)113/2567
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2567