คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8003/2567 ฉบับเต็ม

#717491
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8003/2567 นาง บ. กับพวก โจทก์ นางสาว ร. กับพวก จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1349, มาตรา 1350 ก่อนออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 และเลขที่ 2602 ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเคยเป็นที่ดินแปลงเดียวกันและเมื่อมีการแบ่งแยกเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ดังกล่าวแล้วเป็นเหตุให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 ของโจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ แต่เมื่อข้อเท็จจริงที่รับกันฟังได้ว่า เดิมที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นของ จ. ซึ่งเป็นบิดาโจทก์ทั้งเจ็ดกับ ป. ซึ่งไม่มีหลักฐานการครอบครองที่ดิน เป็นที่ดินมือเปล่าและได้มีการแบ่งแยกการครอบครองกันมาหลายสิบปีแล้ว ต่อมา จ. และ ป. นำที่ดินที่ตนครอบครองไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ โดยทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 ให้แก่ จ. เมื่อปี 2522 และออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2602 ให้แก่ ป. เมื่อปี 2523 กรณีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินคนละแปลงกัน และฟังต่อไปว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 ไม่ได้มีการแบ่งแยกหรือแบ่งโอนแล้วเป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะตามนัยแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1350 และเมื่อที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ การที่โจทก์ทั้งเจ็ดจะออกสู่ทางสาธารณะได้จำเป็นต้องผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองตามทางพิพาทในแผนที่พิพาท ซึ่งเป็นทางที่มีระยะใกล้ทางสาธารณะที่สุดและน่าจะเป็นเส้นทางที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยทั้งสองน้อยที่สุดเนื่องจากเป็นการใช้เส้นทางผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองบริเวณแนวเขตที่ดินที่แบ่งเขตระหว่างที่ดินของจำเลยทั้งสอง ประกอบกับโจทก์ทั้งเจ็ดเคยใช้เส้นทางตามแผนที่พิพาทมาก่อนตั้งแต่ปี 2553 ปี 2560 ในการเข้าออกสู่ทางสาธารณะก่อนที่จำเลยทั้งสองจะปิดกั้น โจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีสิทธิขอให้เปิดทางพิพาทตามแผนที่พิพาทเป็นทางจำเป็นได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1349 ___________________________ โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 เปิดทางจำเป็นหรือภาระจำยอมในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2427 เลขที่ดิน 1292 ที่ติดที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดทางด้านทิศใต้จากเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 ทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก กว้าง 2 เมตร ยาวประมาณ 130 เมตร ไปทางทิศใต้จดถึงทางสาธารณะ ให้จำเลยที่ 2 เปิดทางจำเป็นหรือภาระจำยอมในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2428 เลขที่ดิน 1293 ที่ติดที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดด้านทิศใต้จากเขตที่ดินของ จำเลยที่ 2 ทางทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตก กว้าง 2 เมตร ยาวประมาณ 130 เมตร ทางทิศใต้จดทางสาธารณะ ให้ที่ดินของจำเลยทั้งสองดังกล่าวตกอยู่ในบังคับทางจำเป็นหรือภาระจำยอมเต็มทั้งแปลงในทางเดิน ทางรถยนต์ ทางระบายน้ำ น้ำประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์ สาธารณูปโภคอื่น ๆ ทุกชนิดของที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ด ให้จำเลยทั้งสองรื้อรั้วลวดหนามและสิ่งปิดกั้นทางพิพาท และให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนทางจำเป็นหรือภาระจำยอมตามแผนที่พิพาทต่อเจ้าพนักงานที่ดิน หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เปิดทางจำเป็นผ่านในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2427 เลขที่ดิน 1292 และเลขที่ 2428 เลขที่ดิน 1293 ตามลำดับ มีความกว้างรวมกัน 4 เมตร ยาว 130 เมตร รวมเนื้อที่ 111 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.ล.1 ให้ที่ดินของจำเลยทั้งสองดังกล่าวตกเป็นทางจำเป็นในทางเดิน ทางรถยนต์ ทางระบายน้ำ ประปา ไฟฟ้า และสาธารณูปโภคอื่น ๆ ของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 เลขที่ดิน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อรั้วลวดหนาม และสิ่งปิดกั้นออกจากทางพิพาทเสีย ให้โจทก์ทั้งเจ็ดร่วมกันจ่ายค่าทดแทนให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นรายปี ปีละ 1,400 บาท และจำเลยที่ 2 เป็นรายปี ปีละ 4,150 บาท นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 นี้ เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ทั้งเจ็ดจะไม่ได้ใช้ทางจำเป็นดังกล่าวอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งเจ็ดรวมทั้งสองศาล โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 เลขที่ดิน 1231 เนื้อที่ 20 ไร่ โดยนายจวง กับนางเหนียม บิดามารดาโจทก์ทั้งเจ็ดยกให้เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2427 เลขที่ดิน 1292 และเลขที่ 2428 เลขที่ดิน 1293 ตามลำดับ บริเวณทางพิพาทอยู่ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ของที่ดินของจำเลยทั้งสอง มีขนาดกว้าง 4 เมตร ยาวตลอดแนวในกรอบเส้นสีดำหมายสีเขียว โดยมีเนื้อที่ที่ดินของจำเลยที่ 1 จำนวน 28 ตารางวา เนื้อที่ที่ดินของจำเลยที่ 2 จำนวน 83 ตารางวา ตามแผนที่พิพาท ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดทางด้านทิศตะวันตกติดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2602 เลขที่ดิน 1232 ของพระสาคร นางสาวสำราญ และนางมะลิ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิขอให้เปิดทางพิพาทตามแผนที่พิพาท เป็นทางจำเป็นได้หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาในทำนองว่า เดิมก่อนที่จะออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 เลขที่ดิน 1231 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2602 เลขที่ดิน 1232 ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน ต่อมามีการรังวัดแบ่งแยกที่ดินดังกล่าว เพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เป็นสองแปลง คือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 เลขที่ดิน 1231 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2602 เลขที่ดิน 1232 ซึ่งก่อนที่จะมีการแบ่งแยกที่ดินออกเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ดังกล่าว เจ้าของที่ดินเดิมของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 เลขที่ดิน 1231 ใช้ที่ดินของเจ้าของที่ดินเดิมตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2602 เลขที่ดิน 1232 เป็นทางเข้าออกที่ดินของตนไปสู่ทางสาธารณะ ครั้นมีการแบ่งแยกที่ดินเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 เลขที่ดิน 1231 เป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดดังกล่าวไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินผ่านที่ดินได้เฉพาะแปลงที่ได้แบ่งแยกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 เท่านั้น โจทก์ทั้งเจ็ดย่อมไม่มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองเปิดทางจำเป็นในที่ดินของจำเลยทั้งสองได้ กรณีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าก่อนออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 เลขที่ดิน 1231 และเลขที่ 2602 เลขที่ดิน 1232 ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเคยเป็นที่ดินแปลงเดียวกันและเมื่อมีการแบ่งแยกเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ดังกล่าวแล้วเป็นเหตุให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 เลขที่ดิน 1231 ของโจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 หรือไม่ เกี่ยวกับประเด็นนี้ข้อเท็จจริงที่รับกันฟังได้ว่า เดิมก่อนมีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นของนายจวง บิดาโจทก์ทั้งเจ็ดกับนายจำปี ไม่มีหลักฐานการครอบครองที่ดิน เป็นที่ดินมือเปล่าและได้มีการแบ่งแยกการครอบครองกันมาหลายสิบปีแล้ว ต่อมานายจวงและนายจำปีนำที่ดินที่ตนครอบครองไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ต่อทางราชการ โดยทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 เลขที่ดิน 1231 ให้แก่นายจวง เมื่อปี 2522 และออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2602 เลขที่ดิน 1232 ให้แก่นายจำปี เมื่อปี 2523 กรณีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินคนละแปลงกันและฟังได้ต่อไปว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 เลขที่ดิน 1231 ไม่ได้มีการแบ่งแยกหรือแบ่งโอนแล้วเป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อพิจารณาแผนที่พิพาทแล้ว เห็นว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ การที่โจทก์ทั้งเจ็ดจะออกสู่ทางสาธารณะได้จำเป็นต้องผ่านที่ดินแปลงอื่นที่ล้อมอยู่ และเมื่อพิจารณาแผนที่พิพาทแล้ว เห็นว่า การที่โจทก์ทั้งเจ็ดจะออกสู่ทางสาธารณะได้จำเป็นต้องผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองตามทางพิพาทในแผนที่พิพาท ซึ่งเป็นทางที่มีระยะทางใกล้ทางสาธารณะที่สุดและน่าจะเป็นเส้นทางที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยทั้งสองน้อยที่สุดเนื่องจากเป็นการใช้เส้นทางผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองบริเวณแนวเขตที่ดินที่แบ่งเขตระหว่างที่ดินของจำเลยทั้งสอง ประกอบกับโจทก์ทั้งเจ็ดเคยใช้เส้นทางตามแผนที่พิพาท มาก่อนตั้งแต่ปี 2553 ถึงปี 2560 ในการเข้าออกสู่ถนนสาธารณะซอยเทศบาล 15 ก่อนที่จำเลยทั้งสองจะปิดกั้นทางพิพาทดังกล่าว โจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีสิทธิขอให้เปิดทางพิพาทตามแผนที่พิพาท เป็นทางจำเป็นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าทดแทนให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 มานั้น เหมาะสมแล้วหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาขอให้กำหนดค่าทดแทนให้จำเลยทั้งสองใหม่ในอัตราตารางวาละ 150 บาทต่อปี เกี่ยวกับประเด็นนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จากการรังวัดทำแผนที่พิพาท เนื้อที่ที่ดินต้องเสียประโยชน์จากการใช้ที่ดินรวมกันเพียง 111 ตารางวา เท่านั้น เมื่อพิจารณาประกอบกับสภาพที่ดินพิพาทและจากการใช้ประโยชน์จากที่ดินพิพาทปลูกพืชมันสำปะหลังอันเป็นพืชผลทางเกษตรแล้ว เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าทดแทนที่ต้องเสียหายจากการขาดประโยชน์ให้ตารางวาละ 50 บาทต่อปี นั้น เหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (ธีรพงศ์ อุ่นชัย-อุทัย โสภาโชติ-กรวรรณ อาธารมาศ) - - แหล่งที่มา หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.199/2567 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
717491
courts
[
    {
        "court": "-",
        "judge": ""
    },
    {
        "court": "-",
        "judge": ""
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081939150"
    }
}
date
2567
deka_no
8003/2567
deka_running_no
8003
deka_year
2567
department
แผนก
judges
[
    "ธีรพงศ์ อุ่นชัย",
    "อุทัย โสภาโชติ",
    "กรวรรณ อาธารมาศ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1349",
            "ม. 1350"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาง บ. กับพวก"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาว ร. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ทั้งเจ็ดฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 เปิดทางจำเป็นหรือภาระจำยอมในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2427 เลขที่ดิน 1292 ที่ติดที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดทางด้านทิศใต้จากเขตที่ดินของจำเลยที่ 1 ทิศตะวันตกไปทางทิศตะวันออก กว้าง 2 เมตร ยาวประมาณ 130 เมตร ไปทางทิศใต้จดถึงทางสาธารณะ ให้จำเลยที่ 2 เปิดทางจำเป็นหรือภาระจำยอมในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2428 เลขที่ดิน 1293 ที่ติดที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดด้านทิศใต้จากเขตที่ดินของ จำเลยที่ 2 ทางทิศตะวันออกไปทางทิศตะวันตก กว้าง 2 เมตร ยาวประมาณ 130 เมตร ทางทิศใต้จดทางสาธารณะ ให้ที่ดินของจำเลยทั้งสองดังกล่าวตกอยู่ในบังคับทางจำเป็นหรือภาระจำยอมเต็มทั้งแปลงในทางเดิน ทางรถยนต์ ทางระบายน้ำ น้ำประปา ไฟฟ้า โทรศัพท์ สาธารณูปโภคอื่น ๆ ทุกชนิดของที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ด ให้จำเลยทั้งสองรื้อรั้วลวดหนามและสิ่งปิดกั้นทางพิพาท และให้จำเลยทั้งสองไปจดทะเบียนทางจำเป็นหรือภาระจำยอมตามแผนที่พิพาทต่อเจ้าพนักงานที่ดิน หากจำเลยทั้งสองไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งเจ็ดอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เปิดทางจำเป็นผ่านในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2427 เลขที่ดิน 1292 และเลขที่ 2428 เลขที่ดิน 1293 ตามลำดับ มีความกว้างรวมกัน 4 เมตร ยาว 130 เมตร รวมเนื้อที่ 111 ตารางวา ตามแผนที่พิพาทเอกสารหมาย จ.ล.1 ให้ที่ดินของจำเลยทั้งสองดังกล่าวตกเป็นทางจำเป็นในทางเดิน ทางรถยนต์ ทางระบายน้ำ ประปา ไฟฟ้า และสาธารณูปโภคอื่น ๆ ของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 เลขที่ดิน ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรื้อรั้วลวดหนาม และสิ่งปิดกั้นออกจากทางพิพาทเสีย ให้โจทก์ทั้งเจ็ดร่วมกันจ่ายค่าทดแทนให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นรายปี ปีละ 1,400 บาท และจำเลยที่ 2 เป็นรายปี ปีละ 4,150 บาท นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 นี้ เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์ทั้งเจ็ดจะไม่ได้ใช้ทางจำเป็นดังกล่าวอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งเจ็ดรวมทั้งสองศาล โดยกำหนดค่าทนายความรวม 6,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้ฟังได้เป็นยุติว่า โจทก์ทั้งเจ็ดเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 เลขที่ดิน 1231 เนื้อที่ 20 ไร่ โดยนายจวง กับนางเหนียม บิดามารดาโจทก์ทั้งเจ็ดยกให้เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2559 จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2427 เลขที่ดิน 1292 และเลขที่ 2428 เลขที่ดิน 1293 ตามลำดับ บริเวณทางพิพาทอยู่ในที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ของที่ดินของจำเลยทั้งสอง มีขนาดกว้าง 4 เมตร ยาวตลอดแนวในกรอบเส้นสีดำหมายสีเขียว โดยมีเนื้อที่ที่ดินของจำเลยที่ 1 จำนวน 28 ตารางวา เนื้อที่ที่ดินของจำเลยที่ 2 จำนวน 83 ตารางวา ตามแผนที่พิพาท ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดทางด้านทิศตะวันตกติดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2602 เลขที่ดิน 1232 ของพระสาคร นางสาวสำราญ และนางมะลิ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการแรกว่า โจทก์มีสิทธิขอให้เปิดทางพิพาทตามแผนที่พิพาท เป็นทางจำเป็นได้หรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาในทำนองว่า เดิมก่อนที่จะออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 เลขที่ดิน 1231 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2602 เลขที่ดิน 1232 ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน ต่อมามีการรังวัดแบ่งแยกที่ดินดังกล่าว เพื่อออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เป็นสองแปลง คือที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 เลขที่ดิน 1231 และที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2602 เลขที่ดิน 1232 ซึ่งก่อนที่จะมีการแบ่งแยกที่ดินออกเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ดังกล่าว เจ้าของที่ดินเดิมของที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 เลขที่ดิน 1231 ใช้ที่ดินของเจ้าของที่ดินเดิมตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2602 เลขที่ดิน 1232 เป็นทางเข้าออกที่ดินของตนไปสู่ทางสาธารณะ ครั้นมีการแบ่งแยกที่ดินเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 เลขที่ดิน 1231 เป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดดังกล่าวไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ โจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีสิทธิเรียกร้องเอาทางเดินผ่านที่ดินได้เฉพาะแปลงที่ได้แบ่งแยกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 เท่านั้น โจทก์ทั้งเจ็ดย่อมไม่มีสิทธิฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองเปิดทางจำเป็นในที่ดินของจำเลยทั้งสองได้ กรณีจึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าก่อนออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 เลขที่ดิน 1231 และเลขที่ 2602 เลขที่ดิน 1232 ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเคยเป็นที่ดินแปลงเดียวกันและเมื่อมีการแบ่งแยกเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ดังกล่าวแล้วเป็นเหตุให้ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 เลขที่ดิน 1231 ของโจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 หรือไม่ เกี่ยวกับประเด็นนี้ข้อเท็จจริงที่รับกันฟังได้ว่า เดิมก่อนมีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นของนายจวง บิดาโจทก์ทั้งเจ็ดกับนายจำปี ไม่มีหลักฐานการครอบครองที่ดิน เป็นที่ดินมือเปล่าและได้มีการแบ่งแยกการครอบครองกันมาหลายสิบปีแล้ว ต่อมานายจวงและนายจำปีนำที่ดินที่ตนครอบครองไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ต่อทางราชการ โดยทางราชการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 เลขที่ดิน 1231 ให้แก่นายจวง เมื่อปี 2522 และออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2602 เลขที่ดิน 1232 ให้แก่นายจำปี เมื่อปี 2523 กรณีจึงต้องฟังข้อเท็จจริงว่า ที่ดินทั้งสองแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินคนละแปลงกันและฟังได้ต่อไปว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2570 เลขที่ดิน 1231 ไม่ได้มีการแบ่งแยกหรือแบ่งโอนแล้วเป็นเหตุให้ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1350 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น เมื่อพิจารณาแผนที่พิพาทแล้ว เห็นว่า ที่ดินของโจทก์ทั้งเจ็ดมีที่ดินแปลงอื่นล้อมอยู่จนไม่มีทางออกสู่ทางสาธารณะ การที่โจทก์ทั้งเจ็ดจะออกสู่ทางสาธารณะได้จำเป็นต้องผ่านที่ดินแปลงอื่นที่ล้อมอยู่ และเมื่อพิจารณาแผนที่พิพาทแล้ว เห็นว่า การที่โจทก์ทั้งเจ็ดจะออกสู่ทางสาธารณะได้จำเป็นต้องผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองตามทางพิพาทในแผนที่พิพาท ซึ่งเป็นทางที่มีระยะทางใกล้ทางสาธารณะที่สุดและน่าจะเป็นเส้นทางที่จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่จำเลยทั้งสองน้อยที่สุดเนื่องจากเป็นการใช้เส้นทางผ่านที่ดินของจำเลยทั้งสองบริเวณแนวเขตที่ดินที่แบ่งเขตระหว่างที่ดินของจำเลยทั้งสอง ประกอบกับโจทก์ทั้งเจ็ดเคยใช้เส้นทางตามแผนที่พิพาท มาก่อนตั้งแต่ปี 2553 ถึงปี 2560 ในการเข้าออกสู่ถนนสาธารณะซอยเทศบาล 15 ก่อนที่จำเลยทั้งสองจะปิดกั้นทางพิพาทดังกล่าว โจทก์ทั้งเจ็ดจึงมีสิทธิขอให้เปิดทางพิพาทตามแผนที่พิพาท เป็นทางจำเป็นได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1349 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการสุดท้ายว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าทดแทนให้จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 มานั้น เหมาะสมแล้วหรือไม่ โดยจำเลยทั้งสองฎีกาขอให้กำหนดค่าทดแทนให้จำเลยทั้งสองใหม่ในอัตราตารางวาละ 150 บาทต่อปี เกี่ยวกับประเด็นนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จากการรังวัดทำแผนที่พิพาท เนื้อที่ที่ดินต้องเสียประโยชน์จากการใช้ที่ดินรวมกันเพียง 111 ตารางวา เท่านั้น เมื่อพิจารณาประกอบกับสภาพที่ดินพิพาทและจากการใช้ประโยชน์จากที่ดินพิพาทปลูกพืชมันสำปะหลังอันเป็นพืชผลทางเกษตรแล้ว เห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 กำหนดค่าทดแทนที่ต้องเสียหายจากการขาดประโยชน์ให้ตารางวาละ 50 บาทต่อปี นั้น เหมาะสมแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000013.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
พ.199/2567
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2567