ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1994 - 2028/2568
นาง น. กับพวก
โจทก์
คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
จำเลย
ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่
จำเลยร่วม
พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 129, มาตรา 134
แนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวตามหนังสือกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ที่ รง 0507/ว006876 ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2558 เรื่อง แนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ไม่ใช่กฎหมาย เป็นเพียงแนวปฏิบัติของจำเลยที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานแจ้งต่อผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดเพื่อขอความร่วมมือแจ้งให้สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทราบถึงแนวทางการพิจารณาของจำเลยเท่านั้น จึงไม่อาจนำมาใช้จำกัดสิทธิเพิ่มขึ้นกว่าที่ระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย พ.ศ. 2560 ซึ่งใช้บังคับในขณะที่โจทก์ทั้งสามสิบห้ายื่นขอรับเงินสงเคราะห์และออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 134 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 อันมีลักษณะเป็นกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่กำหนดให้มีการจ่ายเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในกรณีอื่นนอกจากในกรณีที่ลูกจ้างออกจากงานหรือในกรณีที่ลูกจ้างตาย
การที่จำเลยกำหนดแนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไว้ตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2558 อันเป็นวันก่อนที่ระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย พ.ศ. 2560 จะมีผลใช้บังคับ และไม่ปรากฏว่าจำเลยได้มีการกำหนดเงื่อนไขห้ามลูกจ้างต่างด้าวขอรับเงินสงเคราะห์ตามที่ปรากฏในแนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างดังกล่าวไว้ให้ชัดแจ้งในระเบียบนั้น ย่อมพอสันนิษฐานได้ว่า จำเลยหาได้ติดใจนำแนวทางปฏิบัติดังกล่าวมาใช้เป็นเงื่อนไขสำคัญตามกฎหมายในการกำหนดห้ามมิให้ลูกจ้างต่างด้าวที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานให้ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ให้มีสิทธิขอรับเงินสงเคราะห์ตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย พ.ศ. 2560 ไม่กฎหมายคุ้มครองแรงงานเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การจำกัดสิทธิของลูกจ้างบางประเภท เช่น ลูกจ้างต่างด้าวในคดีนี้ ไม่ให้ได้รับสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานดังกล่าว ไม่ว่าจะมีสาเหตุจากการบริหารจัดการของกระทรวงแรงงาน หรือนโยบายเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย หรือปัญหาที่เกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ หรือเป็นการส่งเสริมให้เกิดความยุติธรรมในการแข่งขันทางธุรกิจ หรือการป้องกันความเสียหายที่อาจมีผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศตามที่จำเลยและจำเลยร่วมอ้างเป็นเหตุต่อสู้นั้น สามารถทำได้โดยกฎหมายเท่านั้น หาทำได้เพียงแค่ใช้แนวทางการปฏิบัติของจำเลยแต่อย่างใดไม่ จำเลยและจำเลยร่วมจึงไม่มีสิทธินำแนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างซึ่งไม่ใช่กฎหมายมาตัดสิทธิโจทก์ทั้งสามสิบห้าในการขอรับเงินสงเคราะห์ที่พิพาทได้
___________________________
คดีทั้งสามสิบห้าสำนวนนี้ ศาลแรงงานภาค 5 มีคำสั่งให้รวมพิจารณาเป็นคดีเดียวกัน โดยให้เรียกโจทก์เรียงตามลำดับสำนวนว่า โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 35
โจทก์ทั้งสามสิบห้าสำนวนฟ้องขอให้เพิกถอนคำสั่ง คำวินิจฉัย และมติของจำเลยที่ไม่อนุมัติให้โจทก์ทั้งสามสิบห้าได้รับเงินสงเคราะห์ตามหนังสือที่ ชม 0029/2738 และที่ ชม 0029/2741 ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2564 เรื่องแจ้งผลการพิจารณาคำขอรับเงินสงเคราะห์ (กรณีอื่น นอกจากค่าชดเชยและกรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย) และให้จำเลยมีมติหรือคำสั่งให้กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจ่ายเงินสงเคราะห์ให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบห้าตามคำขอรับเงินสงเคราะห์ของโจทก์แต่ละคน
จำเลยทั้งสามสิบห้าสำนวนให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง
ระหว่างการพิจารณาของศาลแรงงานภาค 5 โจทก์ทั้งสามสิบห้ายื่นคำร้องขอให้เรียกผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เข้ามาเป็นจำเลยร่วม โดยอ้างว่าผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เป็นผู้มีคำสั่งไม่อนุมัติคำขอรับเงินสงเคราะห์แก่โจทก์ทั้งสามสิบห้า ถือเป็นการโต้แย้งสิทธิและมีส่วนรับผิดต่อโจทก์ทั้งสามสิบห้า ศาลแรงงานภาค 5 มีคำสั่งเรียกผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 57 (3) (ข) ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแรงงานและวิธีพิจารณาคดีแรงงาน พ.ศ. 2522 มาตรา 31
จำเลยร่วมทั้งสามสิบห้าสำนวนให้การขอให้ยกฟ้อง
ศาลแรงงานภาค 5 พิจารณาแล้ว พิพากษาให้เพิกถอนมติที่ประชุมจำเลย ครั้งที่ 4/2564 ลงวันที่ 30 เมษายน 2564 ในส่วนที่ไม่เห็นชอบให้จ่ายเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกรณีนายจ้างไม่จ่ายเงินอื่นนอกจากค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบห้า และเพิกถอนคำสั่งของจำเลยร่วมที่ไม่อนุมัติให้จ่ายเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 18 ที่ 20 ถึงที่ 23 และที่ 25 ถึงที่ 35 โดยให้โจทก์ทั้งสามสิบห้ามีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามคำพิพากษาศาลแรงงานภาค 5
จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีแรงงานพิพากษายืน
จำเลยและจำเลยร่วมฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดีแรงงานวินิจฉัยว่า ศาลแรงงานภาค 5 ฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ทั้งสามสิบห้าเป็นคนต่างด้าว โจทก์ทั้งสามสิบห้าเข้าทำงานเป็นลูกจ้างบริษัท ร. ตำแหน่งพนักงานรักษาความสะอาด ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 ถึงวันที่ 18 มีนาคม 2563 บริษัท ร. ค้างจ่ายค่าจ้าง ค่าทำงานในวันหยุด จ่ายค่าจ้างน้อยกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ และเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบห้า โจทก์ทั้งสามสิบห้าจึงไปยื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงาน สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 8 กันยายน 2563 พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งที่ 126/2563 ให้บริษัท ร. จ่ายค่าทำงานในวันหยุด ค่าจ้าง ค่าจ้างขั้นต่ำ และค่าชดเชยให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบห้า นายจ้างทราบคำสั่งโดยชอบแล้วไม่นำคดีไปสู่ศาลภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด คำสั่งของพนักงานตรวจแรงงานดังกล่าวจึงเป็นที่สุด แต่นายจ้างไม่จ่ายเงินตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบห้า วันที่ 12 พฤศจิกายน 2563 โจทก์ทั้งสามสิบห้ายื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์กรณีนายจ้างไม่จ่ายเงินอื่นนอกจากค่าชดเชย และโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 18 ที่ 20 ถึงที่ 23 และที่ 25 ถึงที่ 35 ยื่นคำขอรับเงินสงเคราะห์กรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย จำเลยพิจารณาคำขอรับเงินสงเคราะห์ของโจทก์ทั้งสามสิบห้าสำหรับกรณีนายจ้างไม่จ่ายเงินอื่นนอกจากค่าชดเชยในการประชุมคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ครั้งที่ 4/2564 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2564 มีมติไม่เห็นชอบให้จ่ายเงินสงเคราะห์แก่โจทก์ทั้งสามสิบห้า เนื่องจากไม่เป็นไปตามหนังสือกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานที่ รง 0507/ว006876 ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2558 เรื่อง แนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ที่กำหนดให้จ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวเฉพาะที่เข้าเมืองโดยถูกต้องตามกฎหมาย ได้รับอนุญาตให้ทำงาน และนายจ้างค้างจ่ายเงินตามที่กฎหมายกำหนดในช่วงระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้ทำงาน เมื่อโจทก์ทั้งสามสิบห้าไม่ได้ทำงานกับนายจ้างรายที่แจ้งไว้ต่อนายทะเบียน ถือว่าใบอนุญาตทำงานของโจทก์ทั้งสามสิบห้าไม่ถูกต้อง ส่วนคุณสมบัติอื่นของโจทก์ทั้งสามสิบห้าเข้าเงื่อนไขที่จะได้รับเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามหนังสือกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานดังกล่าว จำเลยร่วมมอบอำนาจให้สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเชียงใหม่ปฏิบัติราชการแทนจำเลยร่วมในการอนุมัติการจ่ายเงินสงเคราะห์กรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเชียงใหม่พิจารณาคำร้องของโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 18 ที่ 20 ถึงที่ 23 และที่ 25 ถึงที่ 35 แล้วมีคำสั่งไม่อนุมัติคำขอรับเงินสงเคราะห์ของโจทก์ดังกล่าว โดยให้เหตุผลเดียวกัน วันที่ 14 มิถุนายน 2564 สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดเชียงใหม่มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาคำขอรับเงินสงเคราะห์ทั้งสองกรณีให้โจทก์ทั้งสามสิบห้าทราบปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่อนุญาตให้จำเลยและจำเลยร่วมฎีกาว่า อุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยเพราะเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงนั้น อุทธรณ์ดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย โดยจำเลยและจำเลยร่วมฎีกาว่า อุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่าเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงนั้น แท้จริงเป็นเพียงการโต้แย้งการตีความกฎหมายของศาลแรงงานภาค 5 จึงเป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อกฎหมายจึงไม่ใช่อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เห็นว่า จำเลยและจำเลยร่วมอุทธรณ์สรุปได้ว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ไม่ได้คุ้มครองลูกจ้างทุกประเภท การจะให้สิทธิลูกจ้างประเภทใด อย่างไร ต้องเป็นไปตามกฎหมายและความเป็นธรรม โดยกฎหมายย่อมไม่คุ้มครองผู้กระทำผิดกฎหมาย เหตุที่จำเลยไม่จ่ายเงินสงเคราะห์ให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบห้าเนื่องจากเป็นแรงงานที่ผิดกฎหมาย การกำหนดแนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามหนังสือกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานที่ รง 0507/ว006876 ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2558 เป็นการใช้ดุลพินิจของจำเลย เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง ภายใต้การบริหารจัดการของกระทรวงแรงงานเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย เพื่อป้องกันมิให้มีการฝ่าฝืนกฎหมายอันเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของรัฐ และเป็นการส่งเสริมให้เกิดความยุติธรรมในทางธุรกิจ รวมไปถึงป้องกันความเสียหายที่อาจมีผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศ ดังที่คำพิพากษาฎีกาที่ 15463 - 15464/2558 ได้รับรองถึงอำนาจในการวางแนวทางการจ่ายเงินสงเคราะห์ของจำเลยไว้ จำเลยไม่ได้นำแนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์ดังกล่าวมากำหนดไว้ในระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย พ.ศ. 2560 เพราะเป็นการทำให้เกิดความยืดหยุ่นในการบริหารงาน แนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์ดังกล่าวจึงมีผลใช้บังคับ โจทก์ทั้งสามสิบห้าไม่มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์ตามฟ้อง เป็นการอุทธรณ์เพื่อให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงที่ศาลแรงงานภาค 5 รับฟังเป็นยุติถึงระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย พ.ศ. 2560 และแนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามหนังสือกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานที่ รง 0507/ว006876 ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2558 ว่ามีผลใช้บังคับแก่โจทก์ทั้งสามสิบห้าซึ่งเป็นลูกจ้างต่างด้าวหรือไม่ เพียงใด อุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมจึงเป็นอุทธรณ์ในข้อกฎหมาย หาใช่อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงดังคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแต่อย่างใดไม่ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัย แล้วพิพากษายกอุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมในเรื่องนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยและจำเลยร่วมฟังขึ้น แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกาแล้ว เพื่อให้การพิจารณาคดีเป็นไปโดยรวดเร็ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามอุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาพิพากษาใหม่ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมว่า โจทก์ทั้งสามสิบห้ามีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์จากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกรณีนายจ้างไม่จ่ายเงินอื่นนอกจากค่าชดเชยและกรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยหรือไม่ อันเป็นเหตุให้เพิกถอนมติที่ประชุมของจำเลย ครั้งที่ 4/2564 ลงวันที่ 30 เมษายน 2564 และคำสั่งของจำเลยร่วมหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้จำเลยและจำเลยร่วมโต้แย้งถึงสาเหตุที่ไม่จ่ายเงินสงเคราะห์ลูกจ้างให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบห้าอ้างว่า ที่โจทก์ทั้งสามสิบห้ายื่นคำร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานเพื่อให้พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินตามกฎหมายแรงงานให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบห้า โจทก์ทั้งสามสิบห้ามิได้ทำงานกับนายจ้างดังกล่าวตามที่ได้แจ้งไว้ต่อนายทะเบียนตามพระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 และไม่ปรากฏหลักฐานว่าได้มีการแจ้งเปลี่ยนแปลงชื่อต่อนายทะเบียน ถือว่ายังไม่ได้รับอนุญาตทำงานโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ที่จำเลยและจำเลยร่วมจะจ่ายเงินสงเคราะห์ลูกจ้างให้แก่โจทก์ทั้งสามสิบห้าตามหนังสือกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานที่ รง 0507/ว006876 ลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2558 เรื่อง แนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง นั้น แนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวดังกล่าวไม่ใช่กฎหมาย เป็นเพียงแนวปฏิบัติของจำเลยที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานแจ้งต่อผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด เพื่อขอความร่วมมือแจ้งให้สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทราบถึงแนวทางการพิจารณาของจำเลยเท่านั้น จึงไม่อาจนำมาใช้จำกัดสิทธิเพิ่มขึ้นกว่าที่ระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย พ.ศ. 2560 ซึ่งใช้บังคับในขณะที่โจทก์ทั้งสามสิบห้ายื่นขอรับเงินสงเคราะห์และออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 134 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 อันมีลักษณะเป็นกฎหมายคุ้มครองแรงงานที่กำหนดให้มีการจ่ายเงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างในกรณีอื่นนอกจากในกรณีที่ลูกจ้างออกจากงานหรือในกรณีที่ลูกจ้างตาย เมื่อระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างดังกล่าว ข้อ 4 และข้อ 7 กำหนดให้ "เงินสงเคราะห์" หมายความว่า เงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างที่จ่ายให้แก่ลูกจ้างเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน โดยกำหนดเงื่อนไขให้ลูกจ้างมีสิทธิขอรับเงินสงเคราะห์แต่เพียงว่า นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชย และนายจ้างไม่จ่ายเงินอื่นนอกจากค่าชดเชย อันได้แก่ ค่าจ้างเฉพาะที่จ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงาน ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลาในวันหยุด เงินประกันการทำงานเฉพาะที่นายจ้างหักจากค่าจ้าง และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ซึ่งพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งเป็นที่สุดให้นายจ้างจ่ายเงินดังกล่าว โดยลูกจ้างที่มีสิทธิขอรับเงินสงเคราะห์ในกรณีที่นายจ้างเลิกจ้างโดยไม่จ่ายค่าชดเชยแล้ว ไม่มีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์เฉพาะกรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าอีกเท่านั้น หาได้มีการกำหนดห้ามลูกจ้างต่างด้าวไม่มีสิทธิขอรับเงินสงเคราะห์ดังกล่าวหากไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานให้ถูกต้องตามกฎหมายไว้ไม่ การที่จำเลยกำหนดแนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไว้ตั้งแต่วันที่ 13 กรกฎาคม 2558 อันเป็นวันก่อนวันที่ระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย พ.ศ. 2560 จะมีผลใช้บังคับ และไม่ปรากฏว่าจำเลยได้มีการกำหนดเงื่อนไขห้ามลูกจ้างต่างด้าวขอรับเงินสงเคราะห์ตามที่ปรากฏในแนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างดังกล่าวไว้ให้ชัดแจ้งในระเบียบนั้น กรณีเช่นนี้ ย่อมพอสันนิษฐานได้ว่า จำเลยหาได้ติดใจนำแนวทางปฏิบัติดังกล่าวมาใช้เป็นเงื่อนไขสำคัญตามกฎหมายในการกำหนดห้ามมิให้ลูกจ้างต่างด้าวที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานให้ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ให้มีสิทธิขอรับเงินสงเคราะห์ตามระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ว่าด้วยการจ่ายเงินสงเคราะห์ อัตราเงินที่จะจ่ายและระยะเวลาการจ่าย พ.ศ. 2560 เมื่อกฎหมายคุ้มครองแรงงานเป็นกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน การจำกัดสิทธิของลูกจ้างบางประเภท เช่น ลูกจ้างต่างด้าวในคดีนี้ ไม่ให้ได้รับสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานดังกล่าว ไม่ว่าจะมีสาเหตุจากการบริหารจัดการของกระทรวงแรงงาน หรือนโยบายเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย หรือปัญหาที่เกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ หรือเป็นการส่งเสริมให้เกิดความยุติธรรมในการแข่งขันทางธุรกิจ หรือการป้องกันความเสียหายที่อาจมีผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศตามที่จำเลยและจำเลยร่วมอ้างเป็นเหตุต่อสู้มาในอุทธรณ์นั้น สามารถทำได้โดยกฎหมายเท่านั้น หาทำได้เพียงแค่ใช้แนวทางการปฏิบัติของจำเลยแต่อย่างใดไม่ จำเลยและจำเลยร่วมจึงไม่มีสิทธินำแนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างดังกล่าวซึ่งไม่ใช่กฎหมายมาตัดสิทธิโจทก์ทั้งสามสิบห้าในการขอรับเงินสงเคราะห์ที่พิพาทได้ คำพิพากษาฎีกาที่ 15463 – 15464/2558 ที่จำเลยและจำเลยร่วมอ้างในอุทธรณ์ก็มิได้วินิจฉัยในประเด็นเรื่องแนวทางการพิจารณาจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างต่างด้าวของคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างว่ามีผลใช้บังคับหรือไม่เช่นเดียวกันกับในคดีนี้ ข้อต่อสู้ของจำเลยและจำเลยร่วมเช่นนี้ไม่อาจรับฟังได้ ที่ศาลแรงงานภาค 5 วินิจฉัยว่า การที่จำเลยมีมติไม่เห็นชอบให้โจทก์ทั้งสามสิบห้าได้รับเงินสงเคราะห์กรณีนายจ้างไม่จ่ายเงินอื่นนอกจากค่าชดเชย และจำเลยร่วมมีคำสั่งไม่อนุมัติให้โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 18 ที่ 20 ถึงที่ 23 และที่ 25 ถึงที่ 35 ได้รับเงินสงเคราะห์กรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย เป็นการวินิจฉัยเกินเลยไปจากกฎหมายและระเบียบจึงไม่ชอบ มีเหตุให้เพิกถอนมติของจำเลย และคำสั่งของจำเลยร่วมดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของจำเลยและจำเลยร่วมฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
(ปิยนุช จรูญรัตนา-จำแลง กุลเจริญ-พงษ์รัตน์ เครือกลิ่น)
ศาลแรงงานภาค 5 - นายภมร อนันตชัย
ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ - นายสิทธิชัย ลีลาโสภิต
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
ร.1-35/2567
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ