คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1688/2568 ฉบับเต็ม

#717670
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1688/2568 พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัด โจทก์ เด็กหญิง ณ. โดยนาย อ. ผู้แทนเฉพาะคดี ผู้ร้อง นาย ธ. จำเลย พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 132 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (18), 91, 277, 283 ทวิ, 317 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ตามรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จำเลยยังอยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขบำบัดฟื้นฟูได้ พฤติการณ์แห่งคดียังไม่สมควรมีคำพิพากษา จึงมีคำสั่งให้ใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 วรรคสอง โดยให้ส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 1 จังหวัดระยอง มีกำหนด 1 ปี โดยมีเงื่อนไขให้จำเลยฝึกวิชาชีพอย่างน้อย 2 หลักสูตร เพื่อเป็นการขัดเกลาความประพฤติจำเลยให้ดีขึ้นและเพื่อให้จำเลยมีความยับยั้งชั่งใจไม่กระทำความผิดอีก ทั้งนี้เพื่อสวัสดิภาพและอนาคตของจำเลย แต่ให้นัดฟังผลการแก้ไขฟื้นฟูหรือฟังคำพิพากษาในวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 และให้จำหน่ายคดีชั่วคราว จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ส่งตัวจำเลยไปเข้ารับการฝึกอบรมวิชาชีพที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 1 จังหวัดระยอง มีกำหนด 6 เดือน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษานี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรให้จำเลยพักอาศัยอยู่กับตาและยายของจำเลยระหว่างที่ศาลมีคำสั่งให้ใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 เป็นบทบัญญัติให้อำนาจศาลที่จะสั่งยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษาเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลย ส่วนที่ว่าศาลควรใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีกับจำเลยคนใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยว่าต้องไม่เป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมเกินสมควร และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำเลยและสภาพความเป็นอยู่ของจำเลย ได้แก่ เด็กหรือเยาวชนมีแนวโน้มที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น และบิดามารดาผู้ปกครองจำเลย รวมทั้งบุคคลใกล้ชิดจำเลยอยู่ในวิสัยที่จะอบรมสั่งสอนจำเลยให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดี โดยมาตรการแทนการพิพากษาคดีตามมาตรา 132 วรรคหนึ่งนั้น เป็นกรณีที่ศาลเห็นว่าจำเลยสามารถใช้มาตรการแบบไม่จำกัดอิสรภาพในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูได้ อันเนื่องมาจากเด็กและเยาวชนมีบิดามารดา ผู้ปกครองหรือบุคคลที่เด็กหรือเยาวชนอาศัยอยู่ด้วยดูแลเอาใจใส่หรือบุคคลดังกล่าวมีความพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการอบรมและเลี้ยงดู รวมตลอดถึงการให้ความร่วมมือกับศาลในการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนดไว้ ส่วนมาตรา 132 วรรคสอง เป็นกรณีที่ศาลมีดุลพินิจเห็นควรให้มีการใช้วิธีการฝึกอบรมแบบจำกัดอิสรภาพหรือแบบระบบปิดแก่เด็กหรือเยาวชน เพราะเด็กหรือเยาวชนดังกล่าวไม่มีบุคคลดูแลใกล้ชิดหรือแม้เด็กและเยาวชนมีบิดามารดา หรือผู้ปกครอง แต่มีความจำเป็นบางประการซึ่งศาลเห็นว่าการส่งเด็กและเยาวชนไปอยู่ในสถานพินิจหรือสถานที่อื่นที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายและตามที่ศาลเห็นสมควรที่ยินยอมรับตัวเด็กและเยาวชนไว้ดูแลชั่วคราวจะเป็นประโยชน์แก่เด็กและเยาวชนยิ่งกว่า จากรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเยาวชน สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดปราจีนบุรีว่า แต่เดิมจำเลยพักอาศัยอยู่กับปู่และย่าซึ่งไม่ค่อยเข้มงวดกับจำเลยมากนักและจำเลยไม่ค่อยเชื่อฟังปู่และย่า โดยหลังจากจำเลยจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำเลยจึงย้ายไปพักอาศัยกับตาและยายซึ่งมีความเข้มงวดมากกว่า ซึ่งไม่ปรากฏว่าตาหรือยายของจำเลยมีพฤติกรรมที่ไม่ดีหรือเคยถูกจับกุมดำเนินคดีมาก่อน จำเลยยอมรับการเลี้ยงดูที่เข้มงวดและมีระเบียบมากขึ้น โดยตาและยายกำหนดกฎเกณฑ์ในการเลี้ยงดูจำเลยที่ค่อนข้างเข้มงวดโดยไม่ให้จำเลยออกเที่ยวเตร่เวลากลางคืน หากออกไปเล่นฟุตบอลจะกำหนดเวลาให้กลับบ้านเวลา 18 นาฬิกา เชื่อว่าตาและยายของจำเลยรักจำเลยและต้องการให้จำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดีอย่างแท้จริง ตาและยายให้จำเลยศึกษาต่อในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จนจบการศึกษา และปัจจุบันจำเลยศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยเทคนิค ชั้น ปวช. 1 นับว่าตาและยายมีความตั้งใจในการเลี้ยงดูจำเลยและเห็นความสำคัญในการศึกษาเล่าเรียนของจำเลย ยายของจำเลยยังเดินทางมาศาลพร้อมกับจำเลยทุกนัดตั้งแต่นัดสอบคำให้การ นัดสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพ ฟังคำสั่งศาลชั้นต้นและนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ และยังได้แถลงต่อศาลว่ายังคงรักและห่วงใยจำเลย อยากให้จำเลยเข็ดหลาบและกลับตนเป็นพลเมืองดี นับว่าผู้ปกครองของจำเลยยังให้ความใส่ใจ ให้ความร่วมมือกับศาลและพร้อมที่จะรับจำเลยไปดูแล อบรม สั่งสอนให้กลับตัวเป็นพลเมืองดี ตัวจำเลยเองได้ให้การรับสารภาพและแถลงต่อศาลว่า รู้สึกสำนึกผิดในการกระทำ ทั้งยังได้วางเงิน 40,000 บาท เพื่อเป็นการชดเชยเยียวยาความเสียหายแก่ผู้เสียหายที่ 2 แล้ว จำเลยกระทำไปเพราะความอยากลองและโง่เขลาในเรื่องเพศ ทั้งจำเลยเองไม่ได้เป็นคนเผยแพร่ภาพถ่ายของผู้เสียหายที่ 2 เมื่อพิจารณาถึงอายุทั้งของจำเลยและของผู้เสียหายที่ 2 ที่ต่างกันไม่มาก และภัยร้ายแรงที่มีต่อสังคมและสาธารณชนโดยรวมแล้วนับว่าการกระทำของจำเลยยังสามารถเยียวยาแก้ไขได้ และปัญหาดังกล่าวก็ไม่อาจได้รับการแก้ไขโดยการจำกัดอิสรภาพแล้วส่งจำเลยไปอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 1 อันเป็นพื้นที่ที่ห่างไกลจากบ้านที่จำเลยพักอาศัย อย่างไรก็ตาม สถานที่อื่นตามมาตรา 132 วรรคสอง มิได้หมายความรวมถึงศูนย์ฝึกและอบรมซึ่งเป็นสถานที่ฝึกอบรมเด็กหรือเยาวชนตามคำพิพากษา จึงไม่อาจส่งจำเลยที่อยู่ในระหว่างการใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีตามมาตรา 132 วรรคสอง ไปยังศูนย์ฝึกและอบรมได้ เพราะขัดต่อเจตนารมณ์ของการใช้มาตรการแทนการพิพากษา ซึ่งมุ่งหมายที่จะเบี่ยงเบนเด็กและเยาวชนออกจากกระบวนพิจารณาพิพากษาแบบปกติให้ได้มากที่สุด แม้ในระหว่างการใช้มาตรการแทนการพิพากษาตามมาตรา 132 วรรคสอง ศาลอาจใช้ดุลพินิจให้ใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนไปพลางก่อนได้ก็ตาม แต่ก็ไม่อาจนำวิธีการเข้ารับการฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมมาใช้ในกรณีนี้ได้เช่นกัน ดังนี้ เมื่อพิจารณาว่าพฤติการณ์ของจำเลยไม่เป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมเกินสมควร และจำเลยมีแนวโน้มที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ศาลฎีกาเห็นสมควรใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 วรรคหนึ่ง แก่จำเลย โดยให้ปล่อยตัวจำเลยชั่วคราว มอบตัวจำเลยให้ตาและยายซึ่งจำเลยอาศัยอยู่ด้วยและให้จำเลยปฏิบัติตามเงื่อนไขในการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูที่ศาลฎีกากำหนดเป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้ส่งตัวจำเลยไปเข้ารับการฝึกอบรมวิชาชีพที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 1 จังหวัดระยองเป็นเวลา 6 เดือน นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 วรรคหนึ่ง โดยให้ปล่อยตัวจำเลยชั่วคราว มอบตัวจำเลยให้ตาและยายซึ่งจำเลยอาศัยอยู่ด้วยและให้จำเลยปฏิบัติตามเงื่อนไขในการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูมีกำหนดเป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันฟังคำพิพากษาฎีกา ดังนี้ 1. ให้จำเลยรายงานตัวเพื่อรับคำปรึกษาแนะนำที่ศูนย์ให้คำปรึกษาแนะนำและประสานการประชุมเพื่อแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเด็กเยาวชนและครอบครัวของศาลชั้นต้นต่อนักจิตวิทยาหรือผู้ให้คำปรึกษาแล้วแต่กรณี โดยให้รายงานผลการศึกษาทุกครั้งที่มีการสอบวัดผล และหากจำเลยมีงานอดิเรก ให้จำเลยรายงานตารางการฝึกซ้อมหรือการเข้าร่วมกิจกรรมอย่างอื่นรวมทั้งประโยชน์ที่ได้รับด้วย 2. ให้จำเลยเข้าร่วมกิจกรรมบำบัดหรือกิจกรรมทางเลือกของศาลชั้นต้นอย่างน้อย 2 กิจกรรม 3. ให้จำเลยและผู้ปกครองเข้าร่วมกิจกรรมครอบครัวสัมพันธ์และให้ผู้ปกครองเข้ารับคำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กชายที่เข้าสู่วัยรุ่น และให้ผู้ปกครองเข้มงวดในการติดตามพฤติกรรมและการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของจำเลยมากขึ้น 4. ห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดทุกประเภทและห้ามจำเลยดื่มสุรา (นพพร โพธิรังสิยากร-อภิรดี โพธิ์พร้อม-พิศิฏฐ์ สุดลาภา) ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปราจีนบุรี - นายไกรพิชณ์ ปิยสิรานนท์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ - นางสุรางคนา กมลละคร แหล่งที่มา หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ยช.(อ)47/2567 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ คำพิพากษาฎีกานี้ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับการใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดี ตามมาตรา 132 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 โดยบทบัญญัติดังกล่าวมุ่งสร้างมาตรการเบี่ยงเบนแทนการพิพากษา ไม่ให้เด็กหรือเยาวชน ต้องเผชิญกับกระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีอาญาแบบปกติ แต่ให้การแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเด็กหรือเยาวชนอย่างเหมาะสม โดยไม่ต้องมีคำพิพากษาให้เป็นตราบาป เพื่อที่เด็กหรือเยาวชนจะกลับมาใช้ชีวิตใหม่ในสังคมได้อย่างปกติสุข มาตรการตามมาตรา132 วรรคสองนี้ จึงให้อำนาจศาลส่งตัวเด็กหรือเยาวชนไปอยู่ในความดูแลของ "สถานพินิจ" หรือ "สถานที่อื่นที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย" ซึ่งมิใช่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน คือ หน่วยงานในสังกัดกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนตามหมวด 4 ที่ดำเนินการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเด็กหรือเยาวชนที่กระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลตามมาตรา 142 (1) หากตีความว่าศูนย์ฝึกและอบรมเป็น "สถานที่อื่น" หรือเป็นการใช้ "วิธีการสำหรับเด็กหรือเยาวชนไปพลางก่อน" ตามมาตรา 132 วรรคสอง ย่อมขัดกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งศูนย์ฝึกและอบรม ทำให้เด็กหรือเยาวชนที่อยู่ในมาตรการตามมาตรา 132 วรรคสอง ถูกควบคุมรวมกับเยาวชนที่ถูกตัดสินและมีคำพิพากษาแล้ว ทั้งยังถูกใช้วิธีการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูอย่างเดียวกัน ทำให้เกิดเป็นช่องว่างเชิงระบบที่ไม่รู้ว่าจะจัดกลุ่มเด็กหรือเยาวชนที่ถูกสั่งให้เข้ามาตรการแทนคำพิพากษาลงไว้พื้นที่ใดและลักษณะใด จนเป็นการขยายขอบเขตมาตรการแทนการพิพากษาให้กลายเป็นการใช้วิธีการหลังพิพากษาอันไม่พึงประสงค์ ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาสภาพร่างกายและ จิตใจของเด็กและเยาวชน คำพิพากษาฎีกานี้วินิจฉัยสอดคล้องกับคำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมสำหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว พ.ศ. 2567 ที่ว่า ศาลควรใช้มาตรการตามมาตรา 132 วรรคหนึ่ง ซึ่งไม่จำกัดเสรีภาพเด็กหรือเยาวชนเป็นทางเลือกแรก หากมีความจำเป็นต้องจำกัดเสรีภาพเด็กหรือเยาวชน ตามมาตรการมาตรา 132 วรรคสอง ก็ให้ส่งเด็กหรือเยาวชนไปสถานพินิจหรือสถานที่อื่นที่ไม่ใช่ศูนย์ฝึกและอบรม แม้ศาลจะสามารถสั่งใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนไปพลางก่อนได้ ก็ไม่อาจนำวิธีการเข้าฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมมาใช้ในกรณีนี้ได้ คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ยืนยันหลักการสำคัญในกระบวนการยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชน คือ การแยกขั้นตอน "ก่อนพิพากษา" และ "หลังพิพากษา" อย่างชัดเจน เพื่อคุ้มครองประโยชน์สูงสุดของเด็กและเยาวชน และหลีกเลี่ยงการสร้างตราบาปทางอาญาให้เด็กและเยาวชนก่อนเวลาอันควรการส่งเด็กหรือเยาวชนไปอยู่ในศูนย์ฝึกและอบรมภายใต้มาตรการตามมาตรา 132 วรรคสอง จึงไม่ชอบด้วยเจตนารมณ์ของกฎหมายและขัดต่อคำแนะนำของประธานศาลฎีกา ซึ่งควรถือเป็นบรรทัดฐานสำหรับการปฏิบัติงานในการใช้มาตรการแทนการพิพากษาตามมาตรา 132 วรรคสอง ต่อไป สมภพ นันทโกวัฒน์
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
717670
courts
[
    {
        "court": "ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดปราจีนบุรี",
        "judge": "นายไกรพิชณ์ ปิยสิรานนท์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ",
        "judge": "นางสุรางคนา กมลละคร"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082682171"
    }
}
date
2568
deka_no
1688/2568
deka_running_no
1688
deka_year
2568
department
แผนก
judges
[
    "นพพร โพธิรังสิยากร",
    "อภิรดี โพธิ์พร้อม",
    "พิศิฏฐ์ สุดลาภา"
]
laws
[
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553",
        "sections": [
            "ม. 132"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการคดีเยาวชนและครอบครัวจังหวัด"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "เด็กหญิง ณ. โดยนาย อ. ผู้แทนเฉพาะคดี"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ธ."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (18), 91, 277, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ตามรายงานแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กและเยาวชนของสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน จำเลยยังอยู่ในวิสัยที่จะแก้ไขบำบัดฟื้นฟูได้ พฤติการณ์แห่งคดียังไม่สมควรมีคำพิพากษา จึงมีคำสั่งให้ใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 วรรคสอง โดยให้ส่งตัวจำเลยไปควบคุมเพื่อฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 1 จังหวัดระยอง มีกำหนด 1 ปี โดยมีเงื่อนไขให้จำเลยฝึกวิชาชีพอย่างน้อย 2 หลักสูตร เพื่อเป็นการขัดเกลาความประพฤติจำเลยให้ดีขึ้นและเพื่อให้จำเลยมีความยับยั้งชั่งใจไม่กระทำความผิดอีก ทั้งนี้เพื่อสวัสดิภาพและอนาคตของจำเลย แต่ให้นัดฟังผลการแก้ไขฟื้นฟูหรือฟังคำพิพากษาในวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 และให้จำหน่ายคดีชั่วคราว

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ส่งตัวจำเลยไปเข้ารับการฝึกอบรมวิชาชีพที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 1 จังหวัดระยอง มีกำหนด 6 เดือน นับแต่วันที่ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษานี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุสมควรให้จำเลยพักอาศัยอยู่กับตาและยายของจำเลยระหว่างที่ศาลมีคำสั่งให้ใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 วรรคหนึ่ง หรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 เป็นบทบัญญัติให้อำนาจศาลที่จะสั่งยุติคดีโดยไม่ต้องมีคำพิพากษาเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลย ส่วนที่ว่าศาลควรใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีกับจำเลยคนใดนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยว่าต้องไม่เป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมเกินสมควร และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจำเลยและสภาพความเป็นอยู่ของจำเลย ได้แก่ เด็กหรือเยาวชนมีแนวโน้มที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดีขึ้น และบิดามารดาผู้ปกครองจำเลย รวมทั้งบุคคลใกล้ชิดจำเลยอยู่ในวิสัยที่จะอบรมสั่งสอนจำเลยให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมไปในทางที่ดี โดยมาตรการแทนการพิพากษาคดีตามมาตรา 132 วรรคหนึ่งนั้น เป็นกรณีที่ศาลเห็นว่าจำเลยสามารถใช้มาตรการแบบไม่จำกัดอิสรภาพในการแก้ไข บำบัด ฟื้นฟูได้ อันเนื่องมาจากเด็กและเยาวชนมีบิดามารดา ผู้ปกครองหรือบุคคลที่เด็กหรือเยาวชนอาศัยอยู่ด้วยดูแลเอาใจใส่หรือบุคคลดังกล่าวมีความพร้อมที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการอบรมและเลี้ยงดู รวมตลอดถึงการให้ความร่วมมือกับศาลในการปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนดไว้ ส่วนมาตรา 132 วรรคสอง เป็นกรณีที่ศาลมีดุลพินิจเห็นควรให้มีการใช้วิธีการฝึกอบรมแบบจำกัดอิสรภาพหรือแบบระบบปิดแก่เด็กหรือเยาวชน เพราะเด็กหรือเยาวชนดังกล่าวไม่มีบุคคลดูแลใกล้ชิดหรือแม้เด็กและเยาวชนมีบิดามารดา หรือผู้ปกครอง แต่มีความจำเป็นบางประการซึ่งศาลเห็นว่าการส่งเด็กและเยาวชนไปอยู่ในสถานพินิจหรือสถานที่อื่นที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายและตามที่ศาลเห็นสมควรที่ยินยอมรับตัวเด็กและเยาวชนไว้ดูแลชั่วคราวจะเป็นประโยชน์แก่เด็กและเยาวชนยิ่งกว่า จากรายงานข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเยาวชน สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดปราจีนบุรีว่า แต่เดิมจำเลยพักอาศัยอยู่กับปู่และย่าซึ่งไม่ค่อยเข้มงวดกับจำเลยมากนักและจำเลยไม่ค่อยเชื่อฟังปู่และย่า โดยหลังจากจำเลยจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำเลยจึงย้ายไปพักอาศัยกับตาและยายซึ่งมีความเข้มงวดมากกว่า ซึ่งไม่ปรากฏว่าตาหรือยายของจำเลยมีพฤติกรรมที่ไม่ดีหรือเคยถูกจับกุมดำเนินคดีมาก่อน จำเลยยอมรับการเลี้ยงดูที่เข้มงวดและมีระเบียบมากขึ้น โดยตาและยายกำหนดกฎเกณฑ์ในการเลี้ยงดูจำเลยที่ค่อนข้างเข้มงวดโดยไม่ให้จำเลยออกเที่ยวเตร่เวลากลางคืน หากออกไปเล่นฟุตบอลจะกำหนดเวลาให้กลับบ้านเวลา 18 นาฬิกา เชื่อว่าตาและยายของจำเลยรักจำเลยและต้องการให้จำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดีอย่างแท้จริง ตาและยายให้จำเลยศึกษาต่อในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จนจบการศึกษา และปัจจุบันจำเลยศึกษาอยู่ที่วิทยาลัยเทคนิค ชั้น ปวช. 1 นับว่าตาและยายมีความตั้งใจในการเลี้ยงดูจำเลยและเห็นความสำคัญในการศึกษาเล่าเรียนของจำเลย ยายของจำเลยยังเดินทางมาศาลพร้อมกับจำเลยทุกนัดตั้งแต่นัดสอบคำให้การ นัดสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพ ฟังคำสั่งศาลชั้นต้นและนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ และยังได้แถลงต่อศาลว่ายังคงรักและห่วงใยจำเลย อยากให้จำเลยเข็ดหลาบและกลับตนเป็นพลเมืองดี นับว่าผู้ปกครองของจำเลยยังให้ความใส่ใจ ให้ความร่วมมือกับศาลและพร้อมที่จะรับจำเลยไปดูแล อบรม สั่งสอนให้กลับตัวเป็นพลเมืองดี ตัวจำเลยเองได้ให้การรับสารภาพและแถลงต่อศาลว่า รู้สึกสำนึกผิดในการกระทำ ทั้งยังได้วางเงิน 40,000 บาท เพื่อเป็นการชดเชยเยียวยาความเสียหายแก่ผู้เสียหายที่ 2 แล้ว จำเลยกระทำไปเพราะความอยากลองและโง่เขลาในเรื่องเพศ ทั้งจำเลยเองไม่ได้เป็นคนเผยแพร่ภาพถ่ายของผู้เสียหายที่ 2 เมื่อพิจารณาถึงอายุทั้งของจำเลยและของผู้เสียหายที่ 2 ที่ต่างกันไม่มาก และภัยร้ายแรงที่มีต่อสังคมและสาธารณชนโดยรวมแล้วนับว่าการกระทำของจำเลยยังสามารถเยียวยาแก้ไขได้ และปัญหาดังกล่าวก็ไม่อาจได้รับการแก้ไขโดยการจำกัดอิสรภาพแล้วส่งจำเลยไปอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 1 อันเป็นพื้นที่ที่ห่างไกลจากบ้านที่จำเลยพักอาศัย อย่างไรก็ตาม สถานที่อื่นตามมาตรา 132 วรรคสอง มิได้หมายความรวมถึงศูนย์ฝึกและอบรมซึ่งเป็นสถานที่ฝึกอบรมเด็กหรือเยาวชนตามคำพิพากษา จึงไม่อาจส่งจำเลยที่อยู่ในระหว่างการใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีตามมาตรา 132 วรรคสอง ไปยังศูนย์ฝึกและอบรมได้ เพราะขัดต่อเจตนารมณ์ของการใช้มาตรการแทนการพิพากษา ซึ่งมุ่งหมายที่จะเบี่ยงเบนเด็กและเยาวชนออกจากกระบวนพิจารณาพิพากษาแบบปกติให้ได้มากที่สุด แม้ในระหว่างการใช้มาตรการแทนการพิพากษาตามมาตรา 132 วรรคสอง ศาลอาจใช้ดุลพินิจให้ใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนไปพลางก่อนได้ก็ตาม แต่ก็ไม่อาจนำวิธีการเข้ารับการฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมมาใช้ในกรณีนี้ได้เช่นกัน ดังนี้ เมื่อพิจารณาว่าพฤติการณ์ของจำเลยไม่เป็นภัยร้ายแรงต่อสังคมเกินสมควร และจำเลยมีแนวโน้มที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ศาลฎีกาเห็นสมควรใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 วรรคหนึ่ง แก่จำเลย โดยให้ปล่อยตัวจำเลยชั่วคราว มอบตัวจำเลยให้ตาและยายซึ่งจำเลยอาศัยอยู่ด้วยและให้จำเลยปฏิบัติตามเงื่อนไขในการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูที่ศาลฎีกากำหนดเป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันที่ฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้ส่งตัวจำเลยไปเข้ารับการฝึกอบรมวิชาชีพที่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต 1 จังหวัดระยองเป็นเวลา 6 เดือน นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดีตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 132 วรรคหนึ่ง โดยให้ปล่อยตัวจำเลยชั่วคราว มอบตัวจำเลยให้ตาและยายซึ่งจำเลยอาศัยอยู่ด้วยและให้จำเลยปฏิบัติตามเงื่อนไขในการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูมีกำหนดเป็นเวลา 1 ปี นับแต่วันฟังคำพิพากษาฎีกา ดังนี้

1. ให้จำเลยรายงานตัวเพื่อรับคำปรึกษาแนะนำที่ศูนย์ให้คำปรึกษาแนะนำและประสานการประชุมเพื่อแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเด็กเยาวชนและครอบครัวของศาลชั้นต้นต่อนักจิตวิทยาหรือผู้ให้คำปรึกษาแล้วแต่กรณี โดยให้รายงานผลการศึกษาทุกครั้งที่มีการสอบวัดผล และหากจำเลยมีงานอดิเรก ให้จำเลยรายงานตารางการฝึกซ้อมหรือการเข้าร่วมกิจกรรมอย่างอื่นรวมทั้งประโยชน์ที่ได้รับด้วย

2. ให้จำเลยเข้าร่วมกิจกรรมบำบัดหรือกิจกรรมทางเลือกของศาลชั้นต้นอย่างน้อย 2 กิจกรรม

3. ให้จำเลยและผู้ปกครองเข้าร่วมกิจกรรมครอบครัวสัมพันธ์และให้ผู้ปกครองเข้ารับคำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กชายที่เข้าสู่วัยรุ่น และให้ผู้ปกครองเข้มงวดในการติดตามพฤติกรรมและการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของจำเลยมากขึ้น

4. ห้ามจำเลยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดทุกประเภทและห้ามจำเลยดื่มสุรา
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
คำพิพากษาฎีกานี้ให้ความกระจ่างเกี่ยวกับการใช้มาตรการแทนการพิพากษาคดี ตามมาตรา 132 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 โดยบทบัญญัติดังกล่าวมุ่งสร้างมาตรการเบี่ยงเบนแทนการพิพากษา ไม่ให้เด็กหรือเยาวชน ต้องเผชิญกับกระบวนการพิจารณาพิพากษาคดีอาญาแบบปกติ แต่ให้การแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเด็กหรือเยาวชนอย่างเหมาะสม โดยไม่ต้องมีคำพิพากษาให้เป็นตราบาป เพื่อที่เด็กหรือเยาวชนจะกลับมาใช้ชีวิตใหม่ในสังคมได้อย่างปกติสุข มาตรการตามมาตรา132 วรรคสองนี้ จึงให้อำนาจศาลส่งตัวเด็กหรือเยาวชนไปอยู่ในความดูแลของ "สถานพินิจ" หรือ "สถานที่อื่นที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย" ซึ่งมิใช่ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน คือ หน่วยงานในสังกัดกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนตามหมวด 4 ที่ดำเนินการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเด็กหรือเยาวชนที่กระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลตามมาตรา 142 (1) หากตีความว่าศูนย์ฝึกและอบรมเป็น "สถานที่อื่น" หรือเป็นการใช้ "วิธีการสำหรับเด็กหรือเยาวชนไปพลางก่อน" ตามมาตรา 132 วรรคสอง ย่อมขัดกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งศูนย์ฝึกและอบรม ทำให้เด็กหรือเยาวชนที่อยู่ในมาตรการตามมาตรา 132 วรรคสอง ถูกควบคุมรวมกับเยาวชนที่ถูกตัดสินและมีคำพิพากษาแล้ว ทั้งยังถูกใช้วิธีการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูอย่างเดียวกัน ทำให้เกิดเป็นช่องว่างเชิงระบบที่ไม่รู้ว่าจะจัดกลุ่มเด็กหรือเยาวชนที่ถูกสั่งให้เข้ามาตรการแทนคำพิพากษาลงไว้พื้นที่ใดและลักษณะใด จนเป็นการขยายขอบเขตมาตรการแทนการพิพากษาให้กลายเป็นการใช้วิธีการหลังพิพากษาอันไม่พึงประสงค์ ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาสภาพร่างกายและ จิตใจของเด็กและเยาวชน คำพิพากษาฎีกานี้วินิจฉัยสอดคล้องกับคำแนะนำของประธานศาลฎีกาเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรมสำหรับเด็ก เยาวชน และครอบครัว พ.ศ. 2567 ที่ว่า ศาลควรใช้มาตรการตามมาตรา 132 วรรคหนึ่ง ซึ่งไม่จำกัดเสรีภาพเด็กหรือเยาวชนเป็นทางเลือกแรก หากมีความจำเป็นต้องจำกัดเสรีภาพเด็กหรือเยาวชน ตามมาตรการมาตรา 132 วรรคสอง ก็ให้ส่งเด็กหรือเยาวชนไปสถานพินิจหรือสถานที่อื่นที่ไม่ใช่ศูนย์ฝึกและอบรม แม้ศาลจะสามารถสั่งใช้วิธีการสำหรับเด็กและเยาวชนไปพลางก่อนได้ ก็ไม่อาจนำวิธีการเข้าฝึกอบรมที่ศูนย์ฝึกและอบรมมาใช้ในกรณีนี้ได้ คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ยืนยันหลักการสำคัญในกระบวนการยุติธรรมสำหรับเด็กและเยาวชน คือ การแยกขั้นตอน "ก่อนพิพากษา" และ "หลังพิพากษา" อย่างชัดเจน เพื่อคุ้มครองประโยชน์สูงสุดของเด็กและเยาวชน และหลีกเลี่ยงการสร้างตราบาปทางอาญาให้เด็กและเยาวชนก่อนเวลาอันควรการส่งเด็กหรือเยาวชนไปอยู่ในศูนย์ฝึกและอบรมภายใต้มาตรการตามมาตรา 132 วรรคสอง จึงไม่ชอบด้วยเจตนารมณ์ของกฎหมายและขัดต่อคำแนะนำของประธานศาลฎีกา ซึ่งควรถือเป็นบรรทัดฐานสำหรับการปฏิบัติงานในการใช้มาตรการแทนการพิพากษาตามมาตรา 132 วรรคสอง ต่อไป สมภพ นันทโกวัฒน์
source
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260506_225106\000009.html
source_run
20260506_225106
supreme_black_case_no
ยช.(อ)47/2567
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2568