ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำวินิจฉัยที่ 40/2568
ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์
ศาลผู้ส่งความเห็น
ศาลปกครองนครสวรรค์
ศาลผู้รับความเห็น
ห้างหุ้นส่วนจำกัด ท.
โจทก์
นาย ส. ที่ 1 กับพวกรวม 2 คน
จำเลย
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา
พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา
ป.รัษฎากร มาตรา
คดีที่เอกชนเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองกรณีสรรพากรภาค 7 ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินของโจทก์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 และแต่งตั้งจำเลยทั้งสอง ให้เป็นผู้มีหน้าที่อายัดทรัพย์สินของโจทก์เพื่อนำไปชำระหนี้ภาษีอากรค้าง โดยจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเพชรบูรณ์นำส่งเงินค่าจ้างที่โจทก์จะได้รับตามสัญญาจ้างให้แก่สำนักงานสรรพากรพื้นที่เพชรบูรณ์ ซึ่งคำสั่งอายัดไม่ได้กล่าวถึงสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในเงินค่าจ้างตามสัญญาดังกล่าว แต่ต่อมาสรรพากรภาค 7 ได้มีคำสั่งอายัดสิทธิเรียกร้องของโจทก์ในเงินค่าจ้างและเงินที่โจทก์นำมาวางเป็นหลักประกันการปฏิบัติตามสัญญา จำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเพชรบูรณ์นำส่งเงินค่าจ้างของโจทก์ให้แก่สำนักงานสรรพากรพื้นที่เพชรบูรณ์อีกครั้ง อันเป็นการออกคำสั่งแก้ไขการอายัดเงินค่าจ้างตามสัญญาไปก่อนหน้านี้และเป็นการออกคำสั่งนอกเหนือจากหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายและเป็นการกระทำละเมิด ขอให้ศาลพิพากษาหรือมีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์
จำเลยทั้งสองให้การว่า คำสั่งอายัดทรัพย์สินของโจทก์ชอบด้วยกฎหมาย ส่วนหนังสือแจ้งให้นำส่งเงินค่าจ้างของโจทก์มิได้มีสภาพบังคับ แต่เป็นการแจ้งให้ปฏิบัติตามคำสั่งอายัดทรัพย์สินเท่านั้น มิได้กระทำนอกเหนือหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายและไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์
จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลจังหวัดเพชรบูรณ์พิจารณาแล้วเห็นว่า มีประเด็นที่จะต้องวินิจฉัยว่า การที่จำเลยทั้งสองมีหนังสือแจ้งให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเพชรบูรณ์นำส่งเงินค่าจ้างของโจทก์ให้แก่สำนักงานสรรพากรพื้นที่เพชรบูรณ์ อันสืบเนื่องมาจากคำสั่งอายัดทรัพย์สินของโจทก์เป็นการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจจากคำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นหรือไม่ จึงเป็นคดีละเมิดทางปกครองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) อันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลปกครองนครสวรรค์พิจารณาแล้วเห็นว่า เมื่อโจทก์โต้แย้งเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยทั้งสองที่มีหนังสือแจ้งให้นำส่งเงินค่าจ้างของโจทก์ให้แก่สำนักงานสรรพากรพื้นที่เพชรบูรณ์ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายและขอให้ชดใช้ค่าเสียหาย อันเป็นการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกันกับคำสั่งอายัดทรัพย์สินของโจทก์ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรและเป็นคดีที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจศาลภาษีอากรตามมาตรา 7 (2) และ (5) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว เหตุแห่งการฟ้องคดีนี้สืบเนื่องมาจากสรรพากรภาค 7 ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีกรมสรรพากร มีคำสั่งอายัดทรัพย์สินของโจทก์ อันเป็นการใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 12 ซึ่งเป็นมาตรการบังคับทางปกครองแก่โจทก์เพื่อให้ได้รับชำระภาษีอากรค้าง ซึ่งเป็นการใช้สิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากร โดยแต่งตั้งจำเลยทั้งสองให้เป็นผู้มีหน้าที่อายัดทรัพย์สินของโจทก์เพื่อนำไปชำระหนี้ภาษีอากรค้าง เมื่อโจทก์โต้แย้งว่าจำเลยที่ 1 มีหนังสือแจ้งให้การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดเพชรบูรณ์นำส่งเงินค่าจ้างของโจทก์ให้แก่สำนักงานสรรพากรพื้นที่เพชรบูรณ์ เป็นการออกคำสั่งนอกเหนือจากหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายและเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ อันถือว่าเป็นการโต้แย้งว่าการใช้สิทธิเรียกร้องของรัฐดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยมีคำขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินค่าเสียหายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ ซึ่งมาตรา 63/13 (1) แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 บัญญัติให้การโต้แย้งหรือการใช้สิทธิทางศาลเกี่ยวกับการยึดหรือการอายัดทรัพย์สินโดยผู้อยู่ในบังคับของมาตรการบังคับทางปกครอง รวมทั้งบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ถูกยึดหรืออายัด ให้เสนอต่อศาลภาษีอากร ซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับคำสั่งที่มีการบังคับทางปกครองนั้น กรณีจึงเป็น คดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิเรียกร้องของรัฐในหนี้ค่าภาษีอากรและเป็นคดีที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจศาลภาษีอากร ตามมาตรา 7 (2) และ (5) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
___________________________
(ไม่มี -)
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
40/2568
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
คดีเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528