ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6511/2567
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด
โจทก์
นาย ด. กับพวก
จำเลย
ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6)
พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560 มาตรา 165 วรรคหนึ่ง
เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดและขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 242 และบรรยายฟ้องอีกว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการขนเงินตราของกลางซึ่งเป็นของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรและมีคำขอท้ายฟ้องขอให้ริบของกลาง แม้โจทก์จะมิได้ระบุมาตรา 165 แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาในคำขอท้ายฟ้องก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวมิใช่มาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) ทั้ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ยานพาหนะและทรัพย์ตามมาตราดังกล่าวให้ริบเสียทั้งสิ้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ ศาลจึงย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาว่ารถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะที่ต้องริบเสียทั้งสิ้นตามมาตราดังกล่าวหรือไม่ ได้ หากจำเลยทั้งสองไม่มีรถยนต์ของกลางมาใช้ในการบรรทุกขนย้ายเงินตราของกลางจำนวน 16,500,000 บาท ซึ่งเป็นธนบัตรรัฐบาลไทย ฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 16,500 ฉบับ และมีน้ำหนักมาก ย่อมไม่อาจขนย้ายเงินตราของกลางจำนวนมากดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักรได้สำเร็จ ลักษณะการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการย้ายหรือขนเงินตราของกลางที่ยังไม่ผ่านพิธีการศุลกากร จึงต้องริบรถยนต์ของกลางตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 วรรคหนึ่ง
___________________________
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 4, 166, 168, 242, 252, 255 พระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 มาตรา 3, 4, 6/1, 8, 8 ทวิ พระราชบัญญัติให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำความผิด พ.ศ. 2489 มาตรา 4, 5, 6, 7, 8, 9 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 ริบของกลาง จ่ายสินบนแก่ผู้นำจับและเงินรางวัลแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้จับตามกฎหมาย
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่รับว่าจำเลยทั้งสองนำเงินตราของกลางเข้ามาในราชอาณาจักร โดยไม่แจ้งรายการเกี่ยวกับเงินตราจริง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 242 พระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน พ.ศ. 2485 มาตรา 8, 8 ทวิ ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 242 ฐานร่วมกันนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี และปรับสี่เท่าของราคาของเป็นปรับจำเลยทั้งสองรวมเป็นเงิน 66,000,000 บาท คำให้การในชั้นสอบสวนและในชั้นศาลกับทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้แก่จำเลยทั้งสองหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี 4 เดือน และปรับจำเลยทั้งสองรวมเป็นเงิน 44,000,000 บาท จำเลยทั้งสองไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนทั้งเป็นเพียงลูกจ้างพวกของจำเลยทั้งสอง จึงเห็นสมควรให้รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลาง จ่ายเงินรางวัลแก่เจ้าพนักงานผู้จับและจ่ายสินบนแก่ผู้แจ้งความนำจับตามกฎหมาย
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ริบรถยนต์ของกลาง ให้คืนรถยนต์ของกลางคันดังกล่าวแก่เจ้าของ ในกรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังจำเลยทั้งสองได้ไม่เกินคนละหนึ่งปี นอกจากที่แก้ให้เป็นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง เจ้าพนักงานตำรวจทางหลวงจับกุมจำเลยทั้งสองพร้อมยึดเงินตราซึ่งเป็นธนบัตรรัฐบาลไทยฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 16,500 ฉบับ รวมเป็นเงิน 16,500,000 บาท และรถยนต์เป็นของกลาง ชั้นจับกุมและสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยทั้งสองว่า ร่วมกันนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งเงินตราที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานศุลกากร และร่วมกันนำเงินตราอันมีมูลค่าเกินกว่าสี่แสนห้าหมื่นบาทเข้ามาในประเทศโดยไม่แจ้งรายการเกี่ยวกับเงินตราต่อพนักงานศุลกากรในขณะผ่านแดน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ ส่วนพวกของจำเลยทั้งสองศาลชั้นต้นออกหมายจับ สำหรับความผิดฐานร่วมกันนำเข้ามาในราชอาณาจักรซึ่งของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองจำคุกคนละ 2 ปี และปรับจำเลยทั้งสองรวมเป็นเงิน 66,000,000 บาท ลดโทษหนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 ปี 4 เดือน และปรับจำเลยทั้งสองรวมเป็นเงิน 44,000,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ในส่วนของโทษจำคุกและปรับ รวมถึงให้ริบเงินตราของกลาง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน คู่ความมิได้ฎีกาโต้แย้ง จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ไม่ริบรถยนต์ของกลาง ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องว่าการกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดและขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 242 และบรรยายฟ้องอีกว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการขนเงินตราของกลางซึ่งเป็นของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากรและมีคำขอท้ายฟ้องขอให้ริบของกลาง แม้โจทก์จะมิได้ระบุมาตรา 165 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาในคำขอท้ายฟ้องก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวมิใช่มาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) ทั้งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ยานพาหนะและทรัพย์ตามมาตราดังกล่าวให้ริบเสียทั้งสิ้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ ศาลจึงย่อมมีอำนาจที่จะพิจารณาว่ารถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะที่ต้องริบเสียทั้งสิ้นตามมาตราดังกล่าวหรือไม่ ได้ ซึ่งตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "...ยานพาหนะอื่นใด เว้นแต่อากาศยาน หีบห่อ ภาชนะบรรจุ หรือสิ่งใด ๆ หากได้ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการย้าย ซ่อนเร้น หรือขนของที่มิได้เสียอากร ของต้องห้าม ของต้องกํากัด หรือของที่ยังมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ให้ริบเสียทั้งสิ้นไม่ว่าจะมีผู้ถูกลงโทษตามคำพิพากษาหรือไม่" ข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์ได้ความว่า เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2563 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์บรรทุกสี่ล้อ ยี่ห้อมาสด้า สีขาว ซึ่งเป็นของนายจ่อเฮงพวกของจำเลยทั้งสองและเป็นนายจ้างของจำเลยทั้งสอง โดยมีจำเลยที่ 2 นั่งคู่มากับจำเลยที่ 1 เป็นยานพาหนะไปรับเงินตราของกลางซึ่งเป็นธนบัตรรัฐบาลไทย ฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 16,500 ฉบับ รวมเป็นเงิน 16,500,000 บาท ของนายจ่อเฮงจากฝั่งประเทศเมียนมาและขนเงินตราของกลางที่บรรจุไว้ในถุงพลาสติกสีแดงห่อหุ้มด้วยถุงพลาสติกสีดำอีกชั้นหนึ่ง รวมจำนวน 2 ถุง โดยวางไว้ตรงบริเวณที่วางเท้าหน้าจำเลยที่ 2 เข้ามาในราชอาณาจักรผ่านด่านศุลกากรแม่สอด บริเวณสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 โดยไม่แจ้งรายการเกี่ยวกับเงินตราดังกล่าวต่อพนักงานศุลกากรขณะที่ผ่านด่านศุลกากร ซึ่งจำเลยทั้งสองให้การและนำสืบยอมรับว่าจำเลยทั้งสองใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการขนเงินตราของกลางจากเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา เข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านพิธีการศุลกากรและไม่แจ้งรายการเกี่ยวกับเงินตราในขณะที่ผ่านด่านศุลกากรจริง จากพฤติการณ์ดังกล่าวเห็นได้ว่า การที่จำเลยทั้งสองใช้รถยนต์ของกลางเป็นยานพาหนะในการขนย้ายเงินตราของกลางซึ่งเป็นธนบัตรรัฐบาลไทย ฉบับละ 1,000 บาท จำนวน 16,500 ฉบับ รวมเป็นเงิน 16,500,000 บาท มีน้ำหนักมาก จากพื้นที่ในเมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา ไปยังอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองและด่านศุลกากรแม่สอด อันเป็นระยะทางข้ามเขตพรมแดนระหว่างประเทศ นั้น หากไม่มีรถยนต์ของกลางมาใช้ในการบรรทุกขนย้ายเงินตราของกลางจำนวน 16,500,000 บาท ซึ่งเป็นธนบัตรรัฐบาลไทยฉบับละ 1,000 บาท ถึง 16,500 ฉบับ และมีน้ำหนักมาก ย่อมไม่อาจขนย้ายเงินตราของกลางจำนวนมากดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักรไทยได้สำเร็จ ลักษณะการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงเป็นการใช้รถยนต์ของกลางดังกล่าวเป็นยานพาหนะในการย้ายหรือขนเงินตราของกลางที่ยังไม่ผ่านพิธีการศุลกากร จึงต้องริบรถยนต์ของกลางตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 มาตรา 165 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาไม่ริบรถยนต์ของกลาง และให้คืนรถยนต์ของกลางแก่เจ้าของนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบรถยนต์ของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
(อุดม วัตตธรรม-เสถียร ศรีทองชัย-สิทธิชัย พูนเกษม)
ศาลอาญา - นายไพบูลย์ อินทร์รักษา
ศาลอุทธรณ์ - นายเจษฎา ยวงทอง
แหล่งที่มา
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อ.1374/2567
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ