คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3557 -ที่ 3558/2568 ฉบับเต็ม

#719654
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3557 - 3558/2568 นาย ส. ผู้ร้อง นางสาว ว. ผู้คัดค้าน ป.วิ.พ. มาตรา 132 (1), มาตรา 156/1 วรรคสี่ ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นอ้างว่าคำสั่งลดค่าปรับของศาลชั้นต้น และการสั่งเพิกถอนหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อขอให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษบังคับตามคำพิพากษาตามยอมอันเป็นปัญหาในชั้นบังคับคดี โดยมิใช่เป็นการอุทธรณ์เพื่อเรียกร้องค่าปรับจากผู้ร้องโดยตรง เป็นการอุทธรณ์คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์ การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์แล้วมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ผู้คัดค้านชำระค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงเป็นการไม่ชอบ ผู้คัดค้านจึงหาจำต้องชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์ตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการ และกรณีไม่มีเหตุที่ผู้คัดค้านจะต้องยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ดังกล่าวด้วย คำสั่งรับคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์และการนัดไต่สวนคำร้องจึงไม่ชอบด้วยเช่นกัน เมื่อคดีตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์ และผู้คัดค้านได้ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มา 200 บาท จึงชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลจะสั่งให้ผู้คัดค้านชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มอีกได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ เพราะผู้คัดค้านไม่นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ขาดมาชำระให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรกำหนด จึงไม่ชอบ ___________________________ คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ร้องจดทะเบียนเด็กหญิง อ. เป็นบุตร ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอและขอให้ผู้ร้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง อ. ต่อมาผู้ร้องและผู้คัดค้านทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่า ผู้ร้องยินยอมให้ผู้คัดค้านเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง อ. บุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว นับแต่วันทำสัญญานี้เป็นต้นไป ผู้คัดค้านยินยอมให้ผู้ร้องมาพบและรับบุตรผู้เยาว์ไปเที่ยวหรือทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์แก่บุตรผู้เยาว์ได้สัปดาห์ละหนึ่งวัน ทุก ๆ วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10 นาฬิกา ถึง 16 นาฬิกา โดยให้มีผู้คัดค้านร่วมเดินทางไปดูแลบุตรผู้เยาว์ตามสมควรและเหมาะสม และจะไม่กีดกันผู้ร้องแต่อย่างใด เริ่มตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2561 เป็นต้นไป ทั้งนี้หากผู้ร้องไม่สามารถรับบุตรผู้เยาว์ได้ตามกำหนดไม่ว่าจะด้วยหน้าที่การงานหรือกิจธุระสำคัญให้ผู้ร้องแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 2 วัน โดยผู้ร้องจะต้องแจ้งไปยังอีเมลของผู้คัดค้านทางอีเมล และให้ถือว่าผู้คัดค้านได้ทราบแล้ว ในกรณีที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านประสงค์จะนำบุตรผู้เยาว์เดินทางไปท่องเที่ยวยังต่างประเทศให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันไปดำเนินการให้ความยินยอมต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตามระเบียบจนเสร็จสิ้นทั้งหมด โดยทั้งสองฝ่ายตกลงจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าตามสมควรแก่พฤติการณ์ ผู้ร้องตกลงชำระค่าเล่าเรียนบุตรผู้เยาว์ก่อนหน้านี้ให้แก่ผู้คัดค้านเป็นเงินจำนวน 70,000 บาท ชำระภายในวันทำสัญญาโดยโอนเข้าบัญชีธนาคาร ท. สาขาป่าตอง (ภูเก็ต) ชื่อบัญชีนางสาว ว. บัญชีเลขที่ 601282xxxx ผู้ร้องและผู้คัดค้านจะไปเปิดบัญชีธนาคาร ท. สาขาเซ็นทรัลเฟสติวัล เพื่อเด็กหญิง อ. ภายในวันที่ 2 สิงหาคม 2561 โดยให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านโอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าวฝ่ายละ 40,000 บาท เพื่อเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์ทุก ๆ เดือน ภายในวันที่ 1 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 1 กันยายน 2561 ไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ กรณีที่มีค่าอุปการะเลี้ยงดูมากกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่เดิมให้ผู้คัดค้านนำเอกสารรายละเอียดค่าใช้จ่ายมาแสดงต่อผู้ร้องและต้องชำระฝ่ายละครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายดังกล่าว ส่วนประเด็นตามคำร้องไม่สามารถตกลงตกลงกันได้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า เด็กหญิง อ. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนาย ส. ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ส่วนอำนาจปกครองบุตร ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และข้อตกลงอื่นให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 1 สิงหาคม 2561 ค่าฤชาธรรมเนียมตามคำร้อง ผู้ร้องชำระมาในอัตราขั้นต่ำอยู่แล้วจึงไม่คืน ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมตามคำคัดค้าน ผู้คัดค้านได้รับยกเว้นตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 155 จึงไม่จำต้องสั่ง หลังจากนั้นผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นแก้ไขคำพิพากษาตามยอมว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 1 สิงหาคม 2561 ต่อกันใหม่ โดยในส่วนที่ไม่ได้แก้ไขเพิ่มเติมให้คงบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความเดิมทุกประการ ทั้งนี้ในส่วนที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่มีดังนี้ ผู้คัดค้านยินยอมให้ผู้ร้องมาพบและรับบุตรผู้เยาว์ไปเที่ยวหรือทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์แก่บุตรผู้เยาว์ได้สัปดาห์ละ 1 วัน ทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10 นาฬิกา ถึง 16 นาฬิกา นับตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2563 เป็นต้นไป โดยผู้ร้องจะมารับบุตรผู้เยาว์ที่บ้านพักในเขตจังหวัดภูเก็ตของผู้คัดค้านทุกวันอาทิตย์ เวลา 10 นาฬิกา ในการนี้ผู้ร้องยินยอมให้ผู้คัดค้านหรือพี่เลี้ยงที่ผู้คัดค้านมอบหมายร่วมเดินทางไปดูแลบุตรผู้เยาว์ด้วย ทั้งนี้ผู้คัดค้านตกลงไม่นำบุตรผู้เยาว์ไปทำกิจกรรมอื่นใดในวันอาทิตย์ หากผู้ร้องไม่สามารถมารับบุตรผู้เยาว์ได้ตามกำหนดไม่ว่าจะด้วยหน้าที่การงานหรือธุระสำคัญตามสมควรแก่เหตุให้ผู้ร้องแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบล่วงหน้าทางอีเมล อย่างน้อย 2 วัน ก่อนถึงกำหนดวันรับและให้ถือว่าผู้คัดค้านได้รับทราบแล้ว อนึ่ง การติดต่อระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ให้ติดต่อสื่อสารกันเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับบุตรผู้เยาว์เท่านั้นโดยจะไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคายหรือด่าทอกันและจะไม่ติดต่อกันทางช่องทางอื่นนอกจากจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ในกรณีที่ผู้ร้องหรือผู้คัดค้านประสงค์จะนำบุตรผู้เยาว์เดินทางไปท่องเที่ยวและศึกษาเล่าเรียนช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ยังต่างประเทศ ทั้งสองฝ่ายตกลงดำเนินการให้ความยินยอมแก่กันตามสมควรแก่พฤติการณ์ ทั้งนี้แต่ละฝ่ายที่จะนำบุตรผู้เยาว์เดินทางไปต่างประเทศจะต้องแจ้งรายละเอียดให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งทราบ ดังนี้ เดินทางไปทำอะไร มีระยะเวลาเท่าใด พร้อมทั้งแสดงตั๋วเครื่องบินไปและกลับให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ ในการแสดงความยินยอมนั้น หากผู้ร้องหรือผู้คัดค้านได้รับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แต่ไม่ตอบกลับภายใน 5 วัน ถือว่าฝ่ายนั้นยินยอมด้วยแล้ว ผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร ท. สาขาเซ็นทรัลเฟสติวัลภูเก็ต บัญชีเลขที่ 817264xxxx ชื่อบัญชี นางสาว ว. เพื่อเด็กหญิง อ. เป็นเงินคนละ 40,000 บาท เพื่อเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์ทุก ๆ เดือน ภายในวันที่ 1 ของเดือน ไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ กรณีมีค่าอุปการะเลี้ยงดูมากกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่เดิมให้ผู้คัดค้านนำเอกสารรายละเอียดค่าใช้จ่ายมาแสดงต่อผู้ร้อง และต้องชำระฝ่ายละครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายดังกล่าวภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ผู้คัดค้านจะคัดถ่ายเอกสารรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีและรายละเอียดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับบุตรผู้เยาว์ให้ผู้ร้องทราบทางอีเมล ทุก ๆ เดือน ภายในวันที่ 5 ของเดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2564 ทั้งนี้ ผู้ร้องยินยอมให้ผู้คัดค้านนำค่าซื้อรถยนต์ ซึ่งผู้คัดค้านต้องชำระแก่ผู้ให้เช่าซื้อเดือนละ 32,000 บาท มารวมคำนวณในค่าใช้จ่ายที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านโอนเข้าบัญชีบุตรผู้เยาว์ด้วย นอกจากนี้ผู้ร้องยินยอมให้คิดค่าอาหารและสิ่งของจำเป็นอันเป็นรายเดือน เดือนละ 20,000 บาท ค่าน้ำมันรถ เดือนละ 5,000 บาท และค่าพี่เลี้ยงบุตรผู้เยาว์เดือนละ 5,000 บาท โดยผู้คัดค้านไม่จำต้องแสดงใบเสร็จในส่วนนี้ ปัจจุบันบุตรผู้เยาว์ศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่โรงเรียน ก. ชั้นอนุบาล 3 ผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงให้บุตรผู้เยาว์ศึกษาต่อจนจบหลักสูตร และให้ไปศึกษาต่อที่โรงเรียน ข. เท่านั้น หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดนัดไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความนี้โดยเคร่งครัด ทั้งสองฝ่ายตกลงให้ฝ่ายที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญาชำระค่าปรับและค่าเสียหายเป็นรายวัน อัตราวันละ 100,000 บาท ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งที่ไม่ได้กระทำผิดสัญญาจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามสัญญาที่มีอยู่ทั้งหมดโดยเคร่งครัดต่อไป กรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยื่นคำร้อง คำฟ้องต่อศาลนี้เพื่อไต่สวนเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทตามสัญญาฉบับนี้และศาลได้พิจารณาไต่สวนแล้วไม่มีมูลความจริง ฝ่ายผู้ยื่นคำร้อง คำฟ้องต่อศาลจะต้องรับผิดชอบชำระค่าทนายความให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งในอัตราสูงสุดที่ศาลได้กำหนดให้ วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีเนื่องจากผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม กล่าวคือ ผู้ร้องผิดนัดชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นเวลา 45 วัน คิดค่าปรับวันละ 100,000 บาท เป็นเงิน 4,500,000 บาท เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2563 ผู้ร้องส่งข้อความทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงผู้คัดค้านด้วยถ้อยคำหยาบคาย คิดเป็นค่าปรับ 100,000 บาท และในวันเดียวกันผู้ร้องมิได้มารับบุตรผู้เยาว์ที่บ้านพักและไม่แจ้งให้ผู้คัดค้านทราบ คิดค่าปรับ 100,000 บาท ต่อมาวันที่ 31 มกราคม 2564 ผู้ร้องมิได้มารับบุตรผู้เยาว์ที่บ้านพักและไม่แจ้งให้ผู้คัดค้านทราบ คิดเป็นค่าปรับ 100,000 บาท และวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 ผู้ร้องส่งข้อความทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงผู้คัดค้านด้วยถ้อยคำหยาบคาย คิดเป็นค่าปรับ 100,000 บาท นอกจากนี้ผู้ร้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ของเดือนมกราคม 2564 ขาดไป 10,000 บาท และของเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ยังไม่ได้ชำระจำนวนเงิน 40,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาที่ขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี 4,950,000 บาท ต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน 2564 ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า เนื่องจากผู้คัดค้านพยายามบ่ายเบี่ยงการที่ผู้ร้องจะรับบุตรผู้เยาว์อันเป็นเหตุนำไปสู่การผิดสัญญาของผู้ร้อง โดย ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2564 มีค่าปรับจากการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเงิน 15,122,725.42 บาท เป็นเหตุให้ผู้ร้องถูกเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการบังคับคดีอายัดเงินเดือน เดือนละ 204,000 บาท อายัดบัญชีเงินฝากที่ธนาคาร ท. บัญชีเลขที่ 886212xxxx และบัญชีเลขที่ 88621xxxx รวมเป็นเงิน 5,000,000 บาท และยึดเรือกลเดินทะเล ราคา 150,000 บาท ผู้คัดค้านได้รับเงินจากการบังคับคดีแล้ว 2 ครั้ง เป็นเงิน 548,274.58 บาท และ 204,000 บาท รวมเป็นเงิน 752,274.58 บาท และยังมีหนี้ค้างอยู่อีก 15,122,725.42 บาท และอีกวันละ 100,000 บาท จึงเห็นได้ว่าเป็นค่าปรับที่สูงเกินส่วนเมื่อเปรียบเทียบกับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เดือนละ 40,000 บาท ผู้คัดค้านขอให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีด้วยการใช้สิทธิไม่สุจริตเพราะผู้ร้องไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ การดำเนินการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่ถูกต้องและผิดระเบียบ ขอให้งดการบังคับคดีไว้ชั่วคราว และให้เพิกถอนหรือแก้ไขคำบังคับ หมายบังคับคดี หรือคำสั่งศาลในชั้นบังคับคดี ให้คืนทรัพย์สินที่ได้ดำเนินการบังคับคดีทั้งในส่วนของการยึดทรัพย์และการอายัดสิทธิเรียกร้อง อีกทั้งคืนเงินค่าปรับและเงินที่ผู้คัดค้านได้รับไปแก่ผู้ร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดไต่สวนและให้งดการบังคับคดีไว้ในระหว่างวินิจฉัยชี้ขาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 วรรคสาม ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัดเงินเดือนค่าจ้างของผู้ร้องในส่วนที่ยังไม่ได้จ่ายแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เพิกถอนการยึดเรือ และให้ผู้คัดค้านใช้ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณียึดทรัพย์สินซึ่งมิใช่ตัวเงินและกรณีอายัดเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามตาราง 5 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมศาลให้เป็นพับ ผู้คัดค้านอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2564 ว่า ศาลชั้นต้นลดค่าปรับตามคำพิพากษาตามยอมเหลือ 684,600 บาท ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ผู้คัดค้านมีสิทธิได้รับค่าปรับ 15,122,725.42 บาท จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ผู้คัดค้านชำระค่าขึ้นศาลส่วนที่ขาดให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควร หากไม่ชำระให้ส่งสำนวนพร้อมคำพิพากษาคืนศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเพื่อดำเนินการต่อไป ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนแต่ทนายผู้คัดค้านยืนยันว่าจะนำพยานเข้าไต่สวนเมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษสั่ง ศาลชั้นต้นเห็นว่า ผู้คัดค้านไม่มีพยานมาไต่สวนให้ได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 จึงให้ยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งยกอุทธรณ์คำสั่งคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน หากผู้คัดค้านประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์มาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งนี้ และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132 (1) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 ผู้คัดค้านฎีกาคำสั่งยกอุทธรณ์คำสั่งคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน และฎีกาคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยกอุทธรณ์คำสั่งคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน และจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความเพราะผู้คัดค้านไม่นำค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระเพิ่มตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ผู้คัดค้านชำระค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นอ้างว่าคำสั่งลดค่าปรับของศาลชั้นต้น และการสั่งเพิกถอนหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อขอให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษบังคับตามคำพิพากษาตามยอมอันเป็นปัญหาในชั้นบังคับคดี โดยมิใช่เป็นการอุทธรณ์เพื่อเรียกร้องค่าปรับจากผู้ร้องโดยตรง เป็นการอุทธรณ์คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์ การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์แล้วมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ผู้คัดค้านชำระค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงเป็นการไม่ชอบ ผู้คัดค้านจึงหาจำต้องชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์ตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการ และกรณีไม่มีเหตุที่ผู้คัดค้านจะต้องยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ดังกล่าวด้วย คำสั่งรับคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์และการนัดไต่สวนคำร้องจึงไม่ชอบด้วยเช่นกัน เมื่อคดีตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์ และผู้คัดค้านได้ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มา 200 บาท จึงชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลจะสั่งให้ผู้คัดค้านชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มอีกได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ เพราะผู้คัดค้านไม่นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ขาดมาชำระให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรกำหนด จึงไม่ชอบ ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกคำสั่งรับคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ของศาลชั้นต้น และยกคำสั่งให้ผู้คัดค้านชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีที่ทุนทรัพย์กับคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ แล้วให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาและพิพากษาไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ (สุวิทย์ พรพานิช-นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ-อนันต์ คงบริรักษ์) ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดภูเก็ต - นายรณัฏฐ์ สรรคบุรีรานุรักษ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ - นายเผดิม เพ็ชรกูล แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ยช.(พ)29-30/2567 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
719654
courts
[
    {
        "court": "ศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดภูเก็ต",
        "judge": "นายรณัฏฐ์ สรรคบุรีรานุรักษ์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ",
        "judge": "นายเผดิม เพ็ชรกูล"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082676799"
    }
}
date
2568
deka_no
3558/2568
deka_running_no
3558
deka_year
2568
department
แผนก
judges
[
    "สุวิทย์ พรพานิช",
    "นัยนาวุธ จันทร์จำเริญ",
    "อนันต์ คงบริรักษ์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 132 (1)",
            "ม. 156/1 วรรคสี่"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "นาย ส."
    },
    {
        "role": "ผู้คัดค้าน",
        "name": "นางสาว ว."
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องมาจากผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลพิพากษาให้ผู้ร้องจดทะเบียนเด็กหญิง อ. เป็นบุตร ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้องขอและขอให้ผู้ร้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูเด็กหญิง อ. ต่อมาผู้ร้องและผู้คัดค้านทำสัญญาประนีประนอมยอมความว่า ผู้ร้องยินยอมให้ผู้คัดค้านเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองเด็กหญิง อ. บุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว นับแต่วันทำสัญญานี้เป็นต้นไป ผู้คัดค้านยินยอมให้ผู้ร้องมาพบและรับบุตรผู้เยาว์ไปเที่ยวหรือทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์แก่บุตรผู้เยาว์ได้สัปดาห์ละหนึ่งวัน ทุก ๆ วันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10 นาฬิกา ถึง 16 นาฬิกา โดยให้มีผู้คัดค้านร่วมเดินทางไปดูแลบุตรผู้เยาว์ตามสมควรและเหมาะสม และจะไม่กีดกันผู้ร้องแต่อย่างใด เริ่มตั้งแต่วันที่ 2 กันยายน 2561 เป็นต้นไป ทั้งนี้หากผู้ร้องไม่สามารถรับบุตรผู้เยาว์ได้ตามกำหนดไม่ว่าจะด้วยหน้าที่การงานหรือกิจธุระสำคัญให้ผู้ร้องแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 2 วัน โดยผู้ร้องจะต้องแจ้งไปยังอีเมลของผู้คัดค้านทางอีเมล และให้ถือว่าผู้คัดค้านได้ทราบแล้ว ในกรณีที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านประสงค์จะนำบุตรผู้เยาว์เดินทางไปท่องเที่ยวยังต่างประเทศให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันไปดำเนินการให้ความยินยอมต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องตามระเบียบจนเสร็จสิ้นทั้งหมด โดยทั้งสองฝ่ายตกลงจะแจ้งให้ทราบล่วงหน้าตามสมควรแก่พฤติการณ์ ผู้ร้องตกลงชำระค่าเล่าเรียนบุตรผู้เยาว์ก่อนหน้านี้ให้แก่ผู้คัดค้านเป็นเงินจำนวน 70,000 บาท ชำระภายในวันทำสัญญาโดยโอนเข้าบัญชีธนาคาร ท. สาขาป่าตอง (ภูเก็ต) ชื่อบัญชีนางสาว ว. บัญชีเลขที่ 601282xxxx ผู้ร้องและผู้คัดค้านจะไปเปิดบัญชีธนาคาร ท. สาขาเซ็นทรัลเฟสติวัล เพื่อเด็กหญิง อ. ภายในวันที่ 2 สิงหาคม 2561 โดยให้ผู้ร้องและผู้คัดค้านโอนเงินเข้าบัญชีดังกล่าวฝ่ายละ 40,000 บาท เพื่อเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์ทุก ๆ เดือน ภายในวันที่ 1 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 1 กันยายน 2561 ไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ กรณีที่มีค่าอุปการะเลี้ยงดูมากกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่เดิมให้ผู้คัดค้านนำเอกสารรายละเอียดค่าใช้จ่ายมาแสดงต่อผู้ร้องและต้องชำระฝ่ายละครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายดังกล่าว ส่วนประเด็นตามคำร้องไม่สามารถตกลงตกลงกันได้

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า เด็กหญิง อ. เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนาย ส. ผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ส่วนอำนาจปกครองบุตร ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร และข้อตกลงอื่นให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 1 สิงหาคม 2561 ค่าฤชาธรรมเนียมตามคำร้อง ผู้ร้องชำระมาในอัตราขั้นต่ำอยู่แล้วจึงไม่คืน ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมตามคำคัดค้าน ผู้คัดค้านได้รับยกเว้นตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 155 จึงไม่จำต้องสั่ง

หลังจากนั้นผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นแก้ไขคำพิพากษาตามยอมว่า ผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 1 สิงหาคม 2561 ต่อกันใหม่ โดยในส่วนที่ไม่ได้แก้ไขเพิ่มเติมให้คงบังคับตามสัญญาประนีประนอมยอมความเดิมทุกประการ ทั้งนี้ในส่วนที่แก้ไขเพิ่มเติมใหม่มีดังนี้ ผู้คัดค้านยินยอมให้ผู้ร้องมาพบและรับบุตรผู้เยาว์ไปเที่ยวหรือทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์แก่บุตรผู้เยาว์ได้สัปดาห์ละ 1 วัน ทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 10 นาฬิกา ถึง 16 นาฬิกา นับตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2563 เป็นต้นไป โดยผู้ร้องจะมารับบุตรผู้เยาว์ที่บ้านพักในเขตจังหวัดภูเก็ตของผู้คัดค้านทุกวันอาทิตย์ เวลา 10 นาฬิกา ในการนี้ผู้ร้องยินยอมให้ผู้คัดค้านหรือพี่เลี้ยงที่ผู้คัดค้านมอบหมายร่วมเดินทางไปดูแลบุตรผู้เยาว์ด้วย ทั้งนี้ผู้คัดค้านตกลงไม่นำบุตรผู้เยาว์ไปทำกิจกรรมอื่นใดในวันอาทิตย์ หากผู้ร้องไม่สามารถมารับบุตรผู้เยาว์ได้ตามกำหนดไม่ว่าจะด้วยหน้าที่การงานหรือธุระสำคัญตามสมควรแก่เหตุให้ผู้ร้องแจ้งให้ผู้คัดค้านทราบล่วงหน้าทางอีเมล อย่างน้อย 2 วัน ก่อนถึงกำหนดวันรับและให้ถือว่าผู้คัดค้านได้รับทราบแล้ว อนึ่ง การติดต่อระหว่างผู้ร้องกับผู้คัดค้านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ให้ติดต่อสื่อสารกันเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับบุตรผู้เยาว์เท่านั้นโดยจะไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคายหรือด่าทอกันและจะไม่ติดต่อกันทางช่องทางอื่นนอกจากจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ในกรณีที่ผู้ร้องหรือผู้คัดค้านประสงค์จะนำบุตรผู้เยาว์เดินทางไปท่องเที่ยวและศึกษาเล่าเรียนช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ยังต่างประเทศ ทั้งสองฝ่ายตกลงดำเนินการให้ความยินยอมแก่กันตามสมควรแก่พฤติการณ์ ทั้งนี้แต่ละฝ่ายที่จะนำบุตรผู้เยาว์เดินทางไปต่างประเทศจะต้องแจ้งรายละเอียดให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งทราบ ดังนี้ เดินทางไปทำอะไร มีระยะเวลาเท่าใด พร้อมทั้งแสดงตั๋วเครื่องบินไปและกลับให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ ในการแสดงความยินยอมนั้น หากผู้ร้องหรือผู้คัดค้านได้รับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แต่ไม่ตอบกลับภายใน 5 วัน ถือว่าฝ่ายนั้นยินยอมด้วยแล้ว ผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงโอนเงินเข้าบัญชีธนาคาร ท. สาขาเซ็นทรัลเฟสติวัลภูเก็ต บัญชีเลขที่ 817264xxxx ชื่อบัญชี นางสาว ว. เพื่อเด็กหญิง อ. เป็นเงินคนละ 40,000 บาท เพื่อเป็นค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าการศึกษาแก่บุตรผู้เยาว์ทุก ๆ เดือน ภายในวันที่ 1 ของเดือน ไปจนกว่าบุตรผู้เยาว์จะบรรลุนิติภาวะ กรณีมีค่าอุปการะเลี้ยงดูมากกว่าจำนวนเงินที่มีอยู่เดิมให้ผู้คัดค้านนำเอกสารรายละเอียดค่าใช้จ่ายมาแสดงต่อผู้ร้อง และต้องชำระฝ่ายละครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายดังกล่าวภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ผู้คัดค้านจะคัดถ่ายเอกสารรายการเคลื่อนไหวทางบัญชีและรายละเอียดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับบุตรผู้เยาว์ให้ผู้ร้องทราบทางอีเมล ทุก ๆ เดือน ภายในวันที่ 5 ของเดือน เริ่มตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2564 ทั้งนี้ ผู้ร้องยินยอมให้ผู้คัดค้านนำค่าซื้อรถยนต์ ซึ่งผู้คัดค้านต้องชำระแก่ผู้ให้เช่าซื้อเดือนละ 32,000 บาท มารวมคำนวณในค่าใช้จ่ายที่ผู้ร้องและผู้คัดค้านโอนเข้าบัญชีบุตรผู้เยาว์ด้วย นอกจากนี้ผู้ร้องยินยอมให้คิดค่าอาหารและสิ่งของจำเป็นอันเป็นรายเดือน เดือนละ 20,000 บาท ค่าน้ำมันรถ เดือนละ 5,000 บาท และค่าพี่เลี้ยงบุตรผู้เยาว์เดือนละ 5,000 บาท โดยผู้คัดค้านไม่จำต้องแสดงใบเสร็จในส่วนนี้ ปัจจุบันบุตรผู้เยาว์ศึกษาเล่าเรียนอยู่ที่โรงเรียน ก. ชั้นอนุบาล 3 ผู้ร้องและผู้คัดค้านตกลงให้บุตรผู้เยาว์ศึกษาต่อจนจบหลักสูตร และให้ไปศึกษาต่อที่โรงเรียน ข. เท่านั้น หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดนัดไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความนี้โดยเคร่งครัด ทั้งสองฝ่ายตกลงให้ฝ่ายที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญาชำระค่าปรับและค่าเสียหายเป็นรายวัน อัตราวันละ 100,000 บาท ให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งที่ไม่ได้กระทำผิดสัญญาจนกว่าจะได้ปฏิบัติตามสัญญาที่มีอยู่ทั้งหมดโดยเคร่งครัดต่อไป กรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยื่นคำร้อง คำฟ้องต่อศาลนี้เพื่อไต่สวนเกี่ยวกับประเด็นข้อพิพาทตามสัญญาฉบับนี้และศาลได้พิจารณาไต่สวนแล้วไม่มีมูลความจริง ฝ่ายผู้ยื่นคำร้อง คำฟ้องต่อศาลจะต้องรับผิดชอบชำระค่าทนายความให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งในอัตราสูงสุดที่ศาลได้กำหนดให้

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีเนื่องจากผู้ร้องไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม กล่าวคือ ผู้ร้องผิดนัดชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564 ถึงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2564 เป็นเวลา 45 วัน คิดค่าปรับวันละ 100,000 บาท เป็นเงิน 4,500,000 บาท เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2563 ผู้ร้องส่งข้อความทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงผู้คัดค้านด้วยถ้อยคำหยาบคาย คิดเป็นค่าปรับ 100,000 บาท และในวันเดียวกันผู้ร้องมิได้มารับบุตรผู้เยาว์ที่บ้านพักและไม่แจ้งให้ผู้คัดค้านทราบ คิดค่าปรับ 100,000 บาท ต่อมาวันที่ 31 มกราคม 2564 ผู้ร้องมิได้มารับบุตรผู้เยาว์ที่บ้านพักและไม่แจ้งให้ผู้คัดค้านทราบ คิดเป็นค่าปรับ 100,000 บาท และวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2564 ผู้ร้องส่งข้อความทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงผู้คัดค้านด้วยถ้อยคำหยาบคาย คิดเป็นค่าปรับ 100,000 บาท นอกจากนี้ผู้ร้องชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์ของเดือนมกราคม 2564 ขาดไป 10,000 บาท และของเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ยังไม่ได้ชำระจำนวนเงิน 40,000 บาท รวมเป็นเงินจำนวนหนี้ตามคำพิพากษาที่ขอออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี 4,950,000 บาท

ต่อมาวันที่ 30 มิถุนายน 2564 ผู้ร้องยื่นคำร้องและแก้ไขคำร้องว่า เนื่องจากผู้คัดค้านพยายามบ่ายเบี่ยงการที่ผู้ร้องจะรับบุตรผู้เยาว์อันเป็นเหตุนำไปสู่การผิดสัญญาของผู้ร้อง โดย ณ วันที่ 2 มิถุนายน 2564 มีค่าปรับจากการผิดสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นเงิน 15,122,725.42 บาท เป็นเหตุให้ผู้ร้องถูกเจ้าพนักงานบังคับคดีทำการบังคับคดีอายัดเงินเดือน เดือนละ 204,000 บาท อายัดบัญชีเงินฝากที่ธนาคาร ท. บัญชีเลขที่ 886212xxxx และบัญชีเลขที่ 88621xxxx รวมเป็นเงิน 5,000,000 บาท และยึดเรือกลเดินทะเล ราคา 150,000 บาท ผู้คัดค้านได้รับเงินจากการบังคับคดีแล้ว 2 ครั้ง เป็นเงิน 548,274.58 บาท และ 204,000 บาท รวมเป็นเงิน 752,274.58 บาท และยังมีหนี้ค้างอยู่อีก 15,122,725.42 บาท และอีกวันละ 100,000 บาท จึงเห็นได้ว่าเป็นค่าปรับที่สูงเกินส่วนเมื่อเปรียบเทียบกับค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เยาว์เดือนละ 40,000 บาท ผู้คัดค้านขอให้ออกหมายตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีด้วยการใช้สิทธิไม่สุจริตเพราะผู้ร้องไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ การดำเนินการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่ถูกต้องและผิดระเบียบ ขอให้งดการบังคับคดีไว้ชั่วคราว และให้เพิกถอนหรือแก้ไขคำบังคับ หมายบังคับคดี หรือคำสั่งศาลในชั้นบังคับคดี ให้คืนทรัพย์สินที่ได้ดำเนินการบังคับคดีทั้งในส่วนของการยึดทรัพย์และการอายัดสิทธิเรียกร้อง อีกทั้งคืนเงินค่าปรับและเงินที่ผู้คัดค้านได้รับไปแก่ผู้ร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้นัดไต่สวนและให้งดการบังคับคดีไว้ในระหว่างวินิจฉัยชี้ขาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 295 วรรคสาม

ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้ว มีคำสั่งให้เพิกถอนการอายัดเงินเดือนค่าจ้างของผู้ร้องในส่วนที่ยังไม่ได้จ่ายแก่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา เพิกถอนการยึดเรือ และให้ผู้คัดค้านใช้ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีกรณียึดทรัพย์สินซึ่งมิใช่ตัวเงินและกรณีอายัดเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามตาราง 5 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมศาลให้เป็นพับ

ผู้คัดค้านอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งตามรายงานกระบวนพิจารณา ลงวันที่ 8 ธันวาคม 2564 ว่า ศาลชั้นต้นลดค่าปรับตามคำพิพากษาตามยอมเหลือ 684,600 บาท ผู้คัดค้านอุทธรณ์ว่า ผู้คัดค้านมีสิทธิได้รับค่าปรับ 15,122,725.42 บาท จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ก่อนอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ผู้คัดค้านชำระค่าขึ้นศาลส่วนที่ขาดให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควร หากไม่ชำระให้ส่งสำนวนพร้อมคำพิพากษาคืนศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเพื่อดำเนินการต่อไป

ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นนัดไต่สวนแต่ทนายผู้คัดค้านยืนยันว่าจะนำพยานเข้าไต่สวนเมื่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษสั่ง ศาลชั้นต้นเห็นว่า ผู้คัดค้านไม่มีพยานมาไต่สวนให้ได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 จึงให้ยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน

ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่สั่งยกคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวมีคำสั่งยกอุทธรณ์คำสั่งคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน หากผู้คัดค้านประสงค์จะดำเนินคดีต่อไปให้นำค่าธรรมเนียมศาลในชั้นอุทธรณ์มาชำระต่อศาลชั้นต้นภายใน 15 วัน นับแต่วันทราบคำสั่งนี้ และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 132 (1) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6

ผู้คัดค้านฎีกาคำสั่งยกอุทธรณ์คำสั่งคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน และฎีกาคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษโดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยกอุทธรณ์คำสั่งคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ของผู้คัดค้าน และจำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความเพราะผู้คัดค้านไม่นำค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์มาชำระเพิ่มตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ผู้คัดค้านชำระค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ผู้คัดค้านอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นอ้างว่าคำสั่งลดค่าปรับของศาลชั้นต้น และการสั่งเพิกถอนหมายบังคับคดีของศาลชั้นต้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อขอให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษบังคับตามคำพิพากษาตามยอมอันเป็นปัญหาในชั้นบังคับคดี โดยมิใช่เป็นการอุทธรณ์เพื่อเรียกร้องค่าปรับจากผู้ร้องโดยตรง เป็นการอุทธรณ์คดีที่มีคำขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์ การที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเห็นว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์แล้วมีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการให้ผู้คัดค้านชำระค่าขึ้นศาลอย่างคดีมีทุนทรัพย์จึงเป็นการไม่ชอบ ผู้คัดค้านจึงหาจำต้องชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีมีทุนทรัพย์ตามที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษสั่งให้ศาลชั้นต้นดำเนินการ และกรณีไม่มีเหตุที่ผู้คัดค้านจะต้องยื่นคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ดังกล่าวด้วย คำสั่งรับคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์และการนัดไต่สวนคำร้องจึงไม่ชอบด้วยเช่นกัน เมื่อคดีตามอุทธรณ์ของผู้คัดค้านไม่ใช่คดีมีทุนทรัพย์ และผู้คัดค้านได้ชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์มา 200 บาท จึงชอบแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลจะสั่งให้ผู้คัดค้านชำระค่าขึ้นศาลเพิ่มอีกได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ เพราะผู้คัดค้านไม่นำเงินค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์ส่วนที่ขาดมาชำระให้ครบถ้วนภายในระยะเวลาที่ศาลชั้นต้นเห็นสมควรกำหนด จึงไม่ชอบ ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น

พิพากษากลับเป็นว่า ให้ยกคำสั่งรับคำร้องขอยกเว้นค่าธรรมเนียมศาลชั้นอุทธรณ์ของศาลชั้นต้น และยกคำสั่งให้ผู้คัดค้านชำระค่าขึ้นศาลชั้นอุทธรณ์อย่างคดีที่ทุนทรัพย์กับคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกเสียจากสารบบความของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ แล้วให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิจารณาและพิพากษาไปตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260506_225106\000006.html
source_run
20260506_225106
supreme_black_case_no
ยช.(พ)29-30/2567
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3557 -
year
2568