ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2324/2567
พนักงานอัยการสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีปราบปรามการทุจริต 1 ภาค 4
โจทก์
นางสาว พ.
จำเลย
ป.อ. มาตรา 147, มาตรา 157, มาตรา 352
ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย, มาตรา 215, มาตรา 225
พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ.2547 มาตรา 4
จําเลยเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ม. ผู้เสียหาย ซึ่งพนักงานมหาวิทยาลัยดังกล่าวคือ พนักงานในสถาบันอุดมศึกษาตามความในมาตรา 4 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547 พระราชบัญญัติฉบับนี้กําหนดคํานิยามของ พนักงานในสถาบันอุดมศึกษาว่า หมายถึง บุคคลซึ่งได้รับการจ้างตามสัญญาจ้างให้ทํางานในสถาบันอุดมศึกษา โดยได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดินหรือเงินรายได้ของสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งความหมายของพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาตามกฎหมายฉบับนี้แตกต่างจากความหมายของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาตามกฎหมายฉบับเดียวกัน กล่าวคือข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาหมายถึงบุคคลซึ่งได้รับบรรจุและแต่งตั้งให้รับราชการตามพระราชบัญญัตินี้ โดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนในสถาบันอุดมศึกษา หากเปรียบเทียบข้อแตกต่างสําคัญแล้ว จะเห็นได้ชัดว่าข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา เป็นบุคคลที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้เป็นข้าราชการโดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนในสถาบันอุดมศึกษา จึงมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ส่วนพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาเป็นบุคคลที่ได้รับการจ้างตามสัญญาจ้างให้เป็นพนักงานจึงถือไม่ได้ว่าเป็นข้าราชการ อีกทั้งค่าจ้างหรือค่าตอบแทนพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาก็มิใช่เงินเดือนอันมีที่มาจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนในสถาบันอุดมศึกษา แม้พระราชบัญญัติฉบับนี้จะระบุว่า พนักงานในสถาบันอุดมศึกษาได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดินก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความหมายของพนักงานมหาวิทยาลัยทั้งสายวิชาการและสายสนับสนุนตาม พ.ร.บ.มหาวิทยาลัย ม. พ.ศ. 2537 และข้อบังคับมหาวิทยาลัย ม. ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. 2552 ที่ใช้บังคับขณะจําเลยกระทําผิดแล้ว ล้วนได้ความตรงกันว่าพนักงานมหาวิทยาลัยทั้งสองประเภทได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดินหมวดเงินอุดหนุนทั่วไปหรือเงินรายได้ของมหาวิทยาลัย เมื่อจําเลยเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาซึ่งมิใช่ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาและไม่ได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนในสถาบันอุดมศึกษา ประกอบกับไม่มีกฎหมายหรือข้อบังคับใดกําหนดให้พนักงานในสถาบันอุดมศึกษาเป็นเจ้าพนักงาน จําเลยจึงไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และศาลไม่อาจลงโทษจําเลยในฐานะเป็นเจ้าพนักงานผู้กระทําความผิดตาม ป.อ. มาตรา 147 และ 157 ตามฟ้องของโจทก์ได้ แต่เมื่อทางพิจารณาได้ความว่า จําเลยเบียดบังทรัพย์ของผู้เสียหายไปในฐานะบุคคลธรรมดาซึ่งโจทก์ได้บรรยายฟ้องกล่าวถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานยักยอกตาม ป.อ. มาตรา 352 ไว้แล้ว ศาลย่อมมีอํานาจลงโทษจําเลยในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 352 วรรคแรก ได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และ 225
___________________________
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 147, 157 และให้จําเลยใช้เงิน 2,678,815.54 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่มหาวิทยาลัย ม.
จําเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 5 ปี รวม 22 กระทง เป็นจำคุก 110 ปี เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วให้จำคุก 50 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) ให้จำเลยใช้เงิน 2,370,908.83 บาท (ที่ถูก 2,370,908.82 บาท) ที่ยังไม่ได้คืนแก่มหาวิทยาลัย ม.
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์แผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบพิพากษายืน
จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงซึ่งพิจารณาได้ความว่า จำเลยเป็นพนักงานในสถาบันอุดมศึกษา ตําแหน่งนักวิชาการเงินและบัญชีระดับปฏิบัติการ สังกัดคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย ม. ทําหน้าที่หัวหน้างานการเงินและบัญชีของมหาวิทยาลัย ม. มีหน้าที่ลงบัญชีการเบิกจ่ายเงินและลงทะเบียนคุมเอกสาร ตรวจสอบเอกสารการเบิกจ่ายเงิน ควบคุมงบประมาณการเบิกจ่ายเงินในโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น คณะศึกษาศาสตร์ตามบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. เลขที่ 438 - 2 - 74xxx - x บัญชีเงินฝากกองทุนสวัสดิการบุคลากรคณะศึกษาศาสตร์ตามบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. เลขที่ 517 - 2 - 30xxx - x (ต่อมาเปลี่ยนเป็นเลขที่ 438 - 2 – 92xxx - x ) และบัญชีเงินฝากโครงการหลักสูตรดุษฎีบัณฑิตตามบัญชีเงินฝากธนาคาร ท. เลขที่ 517 - 2 - 07xxx - x มีหน้าที่ทําและกรอกข้อความลงในเอกสาร ดูแลรักษาเอกสารเกี่ยวกับการเงินและบัญชี ควบคุมดูแลเงินและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเงินทุกประเภทของคณะศึกษาศาสตร์ตามคําสั่งคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย ม. ที่ 888/2557 ที่ 225/2558 ที่ 1702/2560 และที่ 1606/2561 มหาวิทยาลัย ม. ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลให้มีโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่นโดยคณะศึกษาศาสตร์รับหน้าที่เป็นประธานเครือข่ายโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่นทางอีสานตอนล่าง สํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ แจ้งว่ามีการจัดสรรงบประมาณให้คณะศึกษาศาสตร์ดําเนินการจัดทําหลักสูตรและพัฒนาครูระยะเข้าสู่วิชาชีพ จากนั้นให้จัดทํางบประมาณการใช้จ่ายเสนอคณะกรรมการการอุดมศึกษาเพื่ออนุมัติงบประมาณ เมื่อได้รับอนุมัติแล้วให้อธิการบดีลงนามและมีหนังสือส่งกลับไปคณะกรรมการการอุดมศึกษา สํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาจะโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของมหาวิทยาลัย ม. มหาวิทยาลัย ม. จะแจ้งจําเลยซึ่งเป็นหัวหน้างานการเงินและบัญชีเพื่อให้ทราบว่ามหาวิทยาลัย ม. ได้รับเงินดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากที่เปิดไว้แล้ว หลังจากนั้นมีการประชุมคณะกรรมการประกอบด้วยคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ รองคณบดีฝ่ายวิชาการที่รับผิดชอบโครงการ และกรรมการอื่นเพื่อวางแผนดําเนินโครงการและเบิกจ่ายเงินงบประมาณ ฝ่ายเลขานุการเขียนโครงการเพื่อขออนุมัติตามที่วางแผนไว้แล้วนําโครงการเสนอรองคณบดีและคณบดีตามลําดับ เมื่อได้รับอนุมัติแล้วจําเลยได้รับมอบหมายตามคําสั่งให้รับผิดชอบเรื่องการเงินของโครงการโดยเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากแล้วนํามาจ่ายตามรายการโครงการที่ได้รับอนุมัติ เมื่อโครงการสิ้นสุดต้องทํารายงานสรุปการใช้จ่าย หากมีเงินคงเหลือต้องนำส่งคืนเข้าบัญชีเงินฝาก การจัดโครงการต่างๆ ของคณะศึกษาศาสตร์ต้องขออนุมัติจากคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ให้แต่งตั้งคณะกรรมการดําเนินงาน จำเลยได้รับแต่งตั้งเป็นรองประธานกรรมการฝ่ายการเงินและพัสดุ มีหน้าที่ลงบัญชีการเบิกจ่ายเงิน ลงทะเบียนคุมเอกสาร ตรวจสอบเอกสารการเบิกจ่ายเงิน และควบคุมงบประมาณการเบิกจ่ายของแต่ละโครงการตามคําสั่งคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย ม. ที่ 1342/2561 สำหรับความผิดตามฟ้องข้อ 3.1.1 และ 3.1.2 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง คู่ความมิได้อุทธรณ์ ความผิดดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่า จําเลยกระทําความผิดตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองหรือไม่ โจทก์มีรองศาสตราจารย์ ดร.พชรวิทย์ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย ม. เบิกความประกอบพยานเอกสารยืนยันว่า จําเลยเป็นพนักงานของรัฐหรือพนักงานในสถาบันอุดมศึกษา ทำหน้าที่หัวหน้างานการเงินและบัญชี สํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้คณะศึกษาศาสตร์ดําเนินโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่นโดยจัดสรรงบประมาณให้คณะศึกษาศาสตร์ โครงการดังกล่าวดําเนินการปี 2558 เป็นต้นไป เมื่อคณะศึกษาศาสตร์จัดทําแผนการดําเนินโครงการให้สํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาอนุมัติแล้ว สํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาจะส่งงบประมาณมาที่คณะศึกษาศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์เปิดบัญชีเงินฝากโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น คณะศึกษาศาสตร์ รองรับโครงการโดยพยาน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุวัฒน์ ตำแหน่งรองคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ และรองศาสตราจารย์รังสรรค์ ตำแหน่งรองคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ ลงนามสองในสามเพื่อเบิกถอนเงินมาใช้ในโครงการ การทําโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่นมีหลายโครงการโดยเสนอโครงการผ่านบุคคลต่าง ๆ เพื่อกลั่นกรองและตรวจสอบ รวมทั้งผ่านจําเลยซึ่งเป็นหัวหน้างานการเงินและบัญชีในการตรวจสอบ เมื่อพยานในฐานะคณบดีคณะศึกษาศาสตร์อนุมัติโครงการจะมีการเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น คณะศึกษาศาสตร์ไปใช้ในการทําโครงการที่ได้รับอนุมัติ พยานและผู้รับผิดชอบโครงการลงชื่อเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากโดยมอบฉันทะให้จําเลยเบิกถอนเงินและรับเงินจากธนาคารมาดําเนินโครงการ การเบิกถอนเงินงบประมาณเพื่อใช้ในโครงการของหมวดที่เสนอโครงการแต่ละครั้ง ไม่มีการรายงานสรุปในการนําเงินงบประมาณไปใช้ในโครงการต่างๆ ต่อมามีการตรวจสอบพฤติการณ์ของจําเลยพบว่ากรณีมีการเบิกเงินงบประมาณไปใช้ในโครงการแล้วมีเงินคงเหลือและไม่ส่งเงินคงเหลือคืน และกรณีจําเลยเบิกเงินงบประมาณแล้วแต่ยังไม่มีการอนุมัติโครงการ กรณีหลังจําเลยยอมรับกับคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า จําเลยเบิกเงินงบประมาณโดยยังไม่มีการอนุมัติโครงการ จําเลยอ้างว่านําโครงการเก่ามาปรับตัวเลขเพื่อจะขอเบิกเงินงบประมาณ คณะกรรมการสอบหาข้อเท็จจริงดําเนินการสอบข้อเท็จจริง จําเลยรับว่าการเบิกเงินงบประมาณโดยโครงการยังไม่ได้รับการอนุมัติ เป็นการนําโครงการเดิมมาปรับแต่งงบประมาณ รวมทั้งเงินงบประมาณที่เบิกอยู่ที่จําเลย และจําเลยอ้างว่านําเงินไปช่วยพี่สาว จําเลยทําหนังสือรับสภาพหนี้กับคณะศึกษาศาสตร์ ส่วนเงินงบประมาณจากบัญชีเงินฝากกองทุนสวัสดิการบุคลากรคณะศึกษาศาสตร์ พยานกับจําเลยมีอํานาจเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากดังกล่าว การเบิกถอนเงินจําเลยนําตรายางที่มีลายมือชื่อของพยานไปประทับเพื่อเบิกถอนเงิน พยานให้การต่อพนักงานสอบสวนสถานีตํารวจภูธร ม. ตามที่มหาวิทยาลัย ม. มีหนังสือมอบอํานาจให้พยานในฐานะคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ไปแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดําเนินคดีแก่จําเลย ทั้งมหาวิทยาลัย ม. ตั้งคณะกรรมการสอบวินัยจําเลย การชดใช้เงินคืนของจําเลยตามหนังสือรับสภาพหนี้ จําเลยคืนเงิน 320,000 บาท ให้คณะศึกษาศาสตร์ การเบิกถอนเงินจากบัญชีเงินฝากทั้ง 3 บัญชี นอกจากนี้รองศาสตราจารย์ ดร.พชรวิทย์ให้การต่อพนักงานสอบสวนอีกว่า เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2562 คณะศึกษาศาสตร์ตรวจสอบเงินในบัญชีเงินฝากโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น คณะศึกษาศาสตร์ บัญชีเงินฝากกองทุนสวัสดิการบุคลากรคณะศึกษาศาสตร์ และบัญชีเงินฝากโครงการหลักสูตรดุษฎีบัณฑิต พบว่ามีการเคลื่อนย้ายถ่ายโอนเงินจากบัญชีเงินฝากดังกล่าวโดยไม่ทราบสาเหตุรวม 2,659,580 บาท ยิ่งกว่านั้นในวันเดียวกันจำเลยทำหนังสือรับสภาพหนี้กับรองศาสตราจารย์ ดร.พชรวิทย์ โดยยอมรับผิดและจะชดใช้เงินที่นำไปดังกล่าวภายในวันที่ 15 กันยายน 2562 แต่เมื่อถึงกำหนดจำเลยเพิกเฉย ต่อมาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2562 คณะศึกษาศาสตร์ตรวจสอบเงินในบัญชีเงินฝากอีกครั้งพบว่าจำนวนเงินที่ถูกยักยอกไปเพิ่มขึ้นจากเดิมเป็นเงิน 2,862,077.26 บาท โดยมีรายละเอียด ดังนี้ บัญชีเงินฝากโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น คณะศึกษาศาสตร์เป็นเงิน 1,740,285 บาท บัญชีเงินฝากกองทุนสวัสดิการบุคลากรคณะศึกษาศาสตร์เป็นเงิน 705,986 บาท และบัญชีเงินฝากโครงการหลักสูตรดุษฎีบัณฑิตเป็นเงิน 415,806.26 บาท โดยจำเลยไม่ได้นำพยานหลักฐานใดมาสืบหักล้าง เยี่ยงนี้ พยานบุคคล เอกสาร วัตถุ และพยานพฤติเหตุแวดล้อมทั้งปวงของโจทก์รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จําเลยเบียดบังยักยอกเอาเงินของผู้เสียหายไปอันเป็นการกระทําความผิดตามที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปว่า จำเลยมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ม. ผู้เสียหาย ซึ่งพนักงานมหาวิทยาลัยดังกล่าวคือพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาตามความในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547 พระราชบัญญัติฉบับนี้กำหนดคำนิยามของ "พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา" ว่า หมายถึง บุคคลซึ่งได้รับการจ้างตามสัญญาจ้างให้ทำงานในสถาบันอุดมศึกษา โดยได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดินหรือเงินรายได้ของสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งความหมายของ "พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา" ตามกฎหมายฉบับนี้แตกต่างจากความหมายของ "ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา" ตามกฎหมายฉบับเดียวกัน กล่าวคือ "ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา" หมายถึง บุคคลซึ่งได้รับบรรจุและแต่งตั้งให้รับราชการตามพระราชบัญญัตินี้ โดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนในสถาบันอุดมศึกษา หากเปรียบเทียบข้อแตกต่างสำคัญแล้ว จะเห็นได้ชัดว่า "ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา" เป็นบุคคลที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้เป็นข้าราชการ โดยได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนในสถาบันอุดมศึกษา จึงมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ส่วน "พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา" เป็นบุคคลที่ได้รับการจ้างตามสัญญาจ้างให้เป็นพนักงาน จึงถือไม่ได้ว่าเป็นข้าราชการ อีกทั้งค่าจ้างหรือค่าตอบแทนพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาก็มิใช่เงินเดือนอันมีที่มาจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนในสถาบันอุดมศึกษา แม้พระราชบัญญัติฉบับนี้จะระบุว่า พนักงานในสถาบันอุดมศึกษาได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดินก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาความหมายของพนักงานมหาวิทยาลัยทั้งสายวิชาการและสายสนับสนุนตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัย ม. พ.ศ. 2537 และข้อบังคับมหาวิทยาลัย ม. ว่าด้วยการบริหารงานบุคคล พ.ศ. 2552 ที่ใช้บังคับขณะจำเลยกระทำผิดแล้ว ล้วนได้ความตรงกันว่าพนักงานมหาวิทยาลัยทั้งสองประเภทได้รับค่าจ้างหรือค่าตอบแทนจากเงินงบประมาณแผ่นดินหมวดเงินอุดหนุนทั่วไปหรือเงินรายได้ของมหาวิทยาลัย เมื่อจำเลยเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยหรือพนักงานในสถาบันอุดมศึกษาซึ่งมิใช่ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาและไม่ได้รับเงินเดือนจากเงินงบประมาณประเภทเงินเดือนในสถาบันอุดมศึกษา ประกอบกับไม่มีกฎหมายหรือข้อบังคับใดกำหนดให้พนักงานในสถาบันอุดมศึกษาเป็นเจ้าพนักงาน จำเลยจึงไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา และศาลไม่อาจลงโทษจำเลยในฐานะเป็นเจ้าพนักงานผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และ 157 ตามฟ้องของโจทก์ได้ ถึงกระนั้นก็ตามแม้โจทก์จะฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ของผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 แต่เมื่อทางพิจารณาได้ความว่า จำเลยเบียดบังทรัพย์ของผู้เสียหายไปในฐานะบุคคลธรรมดาซึ่งโจทก์ได้บรรยายฟ้องกล่าวถึงข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิดฐานยักยอกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 ไว้แล้ว ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ประกอบมาตรา 215 และ 225 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 พิพากษาลงโทษฐานนี้มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก ให้จำคุกกระทงละ 3 เดือน รวม 22 กระทง เป็นจำคุก 66 เดือน คำให้การในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 44 เดือน นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
(วิธูร คลองมีคุณ-ศุภร พิชิตวงศ์เลิศ-นันทิกา จิวัธยากูล)
ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 4 - นายสราวุธ ยงใจยุทธ
ศาลอุทธรณ์ - นายธานิน ชินตาปัญญากุล
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
อท.8/2567
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
ความหมายของเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (16) แก้ไขปี 2558 มีผลใช้บังคับวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2558 ได้แก่ (1) บุคคลซึ่งกฎหมายบัญญัติว่าเป็นเจ้าพนักงาน (2) หรือบุคคลซึ่งได้รับแต่งตั้งตามกฎหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการ (2.1) ไม่ว่าเป็นประจำหรือครั้งคราว และ (2.2) ไม่ว่าจะได้รับค่าตอบแทนหรือไม่ ความเป็นเจ้าพนักงานนับตั้งแต่วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2558 เป็นต้นมาจึงไม่ต้องคำนึงว่าเป็นข้าราชการรับเงินเดือนจากงบประมาณประเภทเงินเดือนตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเดิมอีกต่อไป (คำพิพากษาศาลฎีกาเดิม เช่น 1173/2539, 492/2512, 630/2511, 253/2503 และ 213/2503) ดังนั้น ลูกจ้างไม่ว่าประจำหรือชั่วคราวก็เป็นเจ้าพนักงานได้ ถ้าได้รับแต่งตั้งตามกฎหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการ และเมื่อเป็นเจ้าพนักงานแล้ว จะส่งผลสองประการ ประการแรก หากมีบุคคลอื่นมากระทำต่อลูกจ้างดังกล่าวขณะปฏิบัติหน้าที่ราชการ การกระทำของบุคคลนั้นย่อมเป็นความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายอย่างตามบทบัญญัติว่าด้วยความผิดต่อเจ้าพนักงานได้ ประการที่สอง ลูกจ้างดังกล่าวอาจกระทำผิดอย่างหนึ่งอย่างใดหรือหลายอย่างตามบทบัญญัติว่าด้วยความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ คดีนี้เป็นการวินิจฉัยตามกฎหมายเก่า เหตุเกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2558 สำหรับตามกฎหมายใหม่นั้น คำว่า "แต่งตั้งตามกฎหมาย" ไม่จำเป็นว่าต้องมีกฎหมายระดับพระราชบัญญัติหรือกฎหมายรองบัญญัติหรือประกาศแต่งตั้ง การได้รับมอบหมายโดยผู้มีอำนาจบังคับบัญชาตามขั้นตอนที่ชอบก็เป็นการ "แต่งตั้งตามกฎหมาย" แล้ว เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2565/2565 แม้โจทก์ร่วมเป็นรองสารวัตรจราจรไม่ใช่พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจเปรียบเทียบคดี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพนักงานสอบสวนจะต้องกระทำเองเป็นการเฉพาะตัวไปเสียทั้งหมด ดังจะเห็นได้จาก ป.วิ.อ. มาตรา 128 (1) และ (2) ให้อำนาจแก่พนักงานสอบสวนที่จะร้องขอหรือสั่งให้เจ้าพนักงานอื่นทำการแทนตนได้บ้าง เมื่อโจทก์ร่วมช่วยพนักงานสอบสวนทำการเปรียบเทียบโดยนั่งเขียนใบเสร็จรับเงินชำระค่าปรับให้แก่ผู้ต้องหากระทำผิดเกี่ยวกับ พ.ร.บ.จราจรทางบก ฯ ตามที่ตั้งด่านกวดขันวินัยจราจรและผู้ต้องหายินยอมชำระค่าปรับตามที่พนักงานสอบสวนได้เปรียบเทียบแล้วอยู่บนโต๊ะใกล้ ๆ กันกับพนักงานสอบสวน ถือได้ว่าเป็นสิ่งเล็กน้อยในการสอบสวนซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของพนักงานสอบสวน และมิได้มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายใดเจาะจงให้พนักงานสอบสวนต้องเขียนใบเสร็จรับเงินชำระค่าปรับด้วยตนเอง การกระทำของโจทก์ร่วมจึงเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานตามที่พนักงานสอบสวนได้มอบหมาย ข้อความที่จำเลยลงในเฟสบุ๊กของจำเลยว่าโจทก์ร่วมปิดหน้าปิดตายังกะโจร เป็นข้อความที่กล่าวสบประมาทโจทก์ร่วมขณะปฏิบัติการตามหน้าที่จึงเป็นความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่หรือเพราะได้กระทำการตามหน้าที่ตามมาตรา 136 แต่ข้อควรระวังก็คือ ไม่ใช่งานในระบบราชการทุกชนิดจะเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามความหมายในมาตรา 1 (16) เช่น คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3851/2563 การปฏิบัติหน้าที่ของผู้เสียหายซึ่งเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยที่ทำหน้าที่ตรวจข้อมูลข่าวสารหาใช่การปฏิบัติหน้าที่ซึ่งได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ราชการไม่ ผู้เสียหายจึงไม่อยู่ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ดังนั้น แม้จำเลยจะดูหมิ่นผู้เสียหาย จำเลยก็ไม่มีความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่นวรัตน์ กลิ่นรัตน์ ผู้พิพากษาศาลฎีกา