ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 574 - 575/2567
นาง ล.
ผู้ร้อง
นางสาว อ.
ผู้คัดค้าน
ป.พ.พ. มาตรา 1629, มาตรา 1713, มาตรา 1718
ป.วิ.พ. มาตรา 55
ขณะทำพินัยกรรมเจ้ามรดกป่วยหนักและชราภาพมากจนไม่อาจขัดขืนและไม่สามารถรับรู้สาระสำคัญของพินัยกรรมที่ผู้คัดค้านกับพวกที่จัดทำมาให้เจ้ามรดกพิมพ์ลายนิ้วมือ พินัยกรรมจึงเป็นโมฆะ ผู้คัดค้านจึงไม่ใช่ทายาทและไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะมาร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 ทั้งไม่ใช่ผู้ถูกโต้แย้งสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 55 ที่จะมาคัดค้านการที่ผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก และเมื่อผู้ร้องเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับเจ้ามรดกผู้ร้องจึงเป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก มีอำนาจที่จะร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1713 ทั้งไม่ปรากฎว่า พ. ผู้รับมอบอำนาจและบุตรของผู้ร้องมีลักษณะต้องห้ามตาม ป.พ.พ. มาตรา 1718 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งตั้ง พ. เป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกจึงชอบแล้ว
___________________________
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียก นาง ล. ผู้ร้อง ในสำนวนแรก ซึ่งเป็นผู้คัดค้านในสำนวนที่สองว่า ผู้ร้อง และเรียกนางสาว อ. ผู้คัดค้านในสำนวนแรก ซึ่งเป็นผู้ร้องในสำนวนหลังว่า ผู้คัดค้าน
สำนวนแรก ผู้ร้องยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งนาง พ. เป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย
ผู้คัดค้านยื่นคำคัดค้านและแก้ไขคำคัดค้านขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย
สำนวนหลัง ผู้คัดค้านยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย
ผู้ร้องยื่นคำคัดค้าน ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2560 เป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย และให้ยกคำร้องขอของผู้คัดค้าน
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าให้เพิกถอนพินัยกรรมของนาง ช. ฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2560 ให้เป็นโมฆะ และมีคำสั่งตั้งนาง พ. ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจของผู้ร้องเป็นผู้จัดการมรดกของนาง ช. เจ้ามรดก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 กับให้มีสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนผู้ร้องทั้งสองสำนวน โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 20,000 บาท ยกคำร้องและคำคัดค้านของผู้คัดค้านทั้งสองสำนวน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนของผู้คัดค้านทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ
ผู้คัดค้านอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
ผู้คัดค้านฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2561 นาง ช. เจ้ามรดกถึงแก่ความตายด้วยสาเหตุการติดเชื้อในกระแสเลือด ณ โรงพยาบาล ร. เจ้ามรดกมีสามีชื่อ พันเอก ภ. ซึ่งถึงแก่ความตายก่อนเจ้ามรดก เจ้ามรดกไม่มีบุตร บิดามารดาของเจ้ามรดกถึงแก่ความตายไปก่อนเจ้ามรดกแล้ว เจ้ามรดกมีทรัพย์มรดกเป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง เงินฝากบัญชีธนาคาร ธ. และทรัพย์สินอื่น ๆ การจัดการมรดกมีเหตุขัดข้อง ผู้ร้องยื่นคำร้องขออ้างว่า ผู้ร้องเป็นทายาทโดยธรรม โดยเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับเจ้ามรดก ขอให้ตั้งนาง พ. ผู้รับมอบอำนาจและเป็นบุตรสาวของผู้ร้องให้เป็นผู้จัดการมรดก ส่วนผู้คัดค้านอ้างว่า ผู้คัดค้านเป็นทายาทโดยพินัยกรรมที่เจ้ามรดกทำพินัยกรรมยกทรัพย์มรดกทั้งหมดให้ผู้คัดค้าน ขอให้ตั้งผู้คัดค้านเป็นผู้จัดการมรดก
คดีมีปัญหาที่ควรวินิจฉัยเป็นประการแรกตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า เจ้ามรดกได้ทำพินัยกรรมยกมรดกทั้งหมดให้ผู้คัดค้านหรือไม่ ผู้คัดค้านมีพยานปากนางสาว ก. นาย ส. และร้อยโท จ. เบิกความว่า เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2560 เวลาประมาณ 16 นาฬิกา เจ้ามรดกทำพินัยกรรมที่บ้านพักข้าราชการ ทนายความผู้ทำพินัยกรรมได้อ่านข้อความในพินัยกรรมให้ฟังต่อหน้าเจ้ามรดก นาย ส. และร้อยโท จ. แล้วให้เจ้ามรดกพิมพ์ลายนิ้วมือ นาย ส. กับร้อยโท จ.ลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรม ส่วนพยานผู้ร้องมีนาง พ. ผู้รับมอบอำนาจผู้ร้องเบิกความว่า เมื่อ พ.ศ. 2559 ถึง 2560 เจ้ามรดกป่วยหนักด้วยอาการของคนชรา พยานจึงพาเจ้ามรดกไปรักษาที่โรงพยาบาล โดยพยานเป็นเจ้าของไข้ เจ้ามรดกมีอาการเพ้อ หลงลืม จำความไม่ได้ สายตาไม่ดี มองเห็นไม่ชัด หูฟังไม่ค่อยได้ยิน เนื่องจากมีอายุมากถึง 89 ปีเศษ และมีพยานปากนาย ธ. แพทย์โรงพยาบาล ซ. เบิกความประกอบเอกสารประวัติการตรวจรักษาเจ้ามรดกว่า เมื่อระหว่างวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561 ถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2566 เจ้ามรดกเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลด้วยอาการอ่อนเพลีย เหนื่อย เซื่องซึม หูไม่ได้ยินและนอนหลับตลอด ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ แพทย์ตรวจวินิจฉัยว่า น้ำท่วมปอด เส้นเลือดหัวใจตีบ ภาวะหายใจล้มเหลว ต้องอยู่ในห้องผู้ป่วยวิกฤติใส่เครื่องช่วยหายใจเป็นท่อสอดเข้าปาก พอรู้สึกตัวบ้างแต่ไม่สามารถพูดจาโต้ตอบ และเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะสุดท้าย มีเลือดออกจากช่องคลอดและทวารหนักจำนวนมาก เจ้ามรดกชราภาพมีอายุมากถึง 89 ปี ป่วยเป็น 5 โรค มีอาการหลง ๆ ลืม ๆ ไม่รู้สึกตัว ซึ่งก่อนทำพินัยกรรม นาง พ. ก็ได้พาเจ้ามรดกเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลและดูแลเป็นเจ้าของไข้ จนเมื่อพาเจ้ามรดกกลับไปส่งบ้านในวันที่ 11 ธันวาคม 2560 และในวันเดียวกันนั้นผู้คัดค้านก็เข้ามาพาตัวเจ้ามรดกไปอยู่ที่บ้านพักข้าราชการ ซึ่งเป็นบ้านพักของพันเอกหญิง ร. ซึ่งพันเอกหญิง ร. นางสาว ก. และผู้คัดค้านเป็นพี่น้องกันและอาศัยอยู่ร่วมบ้านเดียวกัน ทั้งที่เจ้ามรดกกับพันเอกหญิง ร. มีเรื่องพิพาทฟ้องร้องกันมาก่อนเกี่ยวกับการตายของพันเอก ภ. สามีของเจ้ามรดก เนื่องจากเจ้ามรดกอ่านหนังสือไม่ออก คงเขียนได้เฉพาะลงลายมือชื่อ พันเอกหญิง ร. จึงอาสาเป็นคนไปรับเงินณาปนกิจสงเคราะห์จำนวน 180,000 บาท แทนเจ้ามรดก แต่พันเอกหญิง ร. กลับเบิกเงินดังกล่าวไปเป็นของตัวเอง โดยมิได้นำเงินมามอบคืนให้เจ้ามรดก จนเจ้ามรดกไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน และเมื่อเจ้ามรดกไปขอเป็นผู้จัดการมรดกของพันเอก ภ. และศาลมีคำสั่งตั้งเจ้ามรดกเป็นผู้จัดการมรดกของพันเอก ภ. แล้ว พันเอกหญิง ร. ก็ยื่นคำร้องคัดค้านอ้างว่า เจ้ามรดกเป็นคนเสเพลดื่มสุราเป็นอาจิณ ไม่มีอาชีพ ขอให้ถอนเจ้ามรดกออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของพันเอก ภ. และขอให้ตั้งตนเองเป็นผู้จัดการมรดกแทน โดยอ้างว่าพันเอก ภ. ทำพินัยกรรมยกมรดกให้ตน เจ้ามรดกจึงฟ้องพันเอกหญิง ร. ขอให้ศาลมีคำสั่งว่าพินัยกรรรมของพันเอก ภ. เป็นพินัยกรรมปลอม กองพิสูจน์หลักฐาน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจพิสูจน์ลายมือชื่อแล้วมีความเห็นว่า เป็นพินัยกรรมปลอมเพราะไม่ใช่ลายมือชื่อของพันเอก ภ. ซึ่งระหว่างเจ้ามรดกกับพันเอกหญิง ร. เป็นคดีความกันที่ศาล ผู้คัดค้านกับพันเอกหญิง ร. ก็ได้เดินทางไปศาลด้วยกัน ก่อนหน้านี้ที่เจ้ามรดกไม่ได้ป่วยชราภาพถึงขนาดหลง ๆ ลืม ๆ จนช่วยตัวเองไม่ได้ เจ้ามรดกก็ไม่เคยไปพักอาศัยอยู่กับผู้คัดค้านที่บ้านพักราชการของพันเอกหญิง ร. จึงไม่น่าเชื่อว่า เจ้ามรดกสมัครใจไปอยู่บ้านเดียวกับพันเอกหญิง ร. และผู้คัดค้าน เชื่อว่าผู้คัดค้านกับพวกไปพาเจ้ามรดกที่อยู่ในสภาพชรามากและป่วยหนักจนไม่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์มาที่บ้านพักราชการ เพื่อเตรียมการทำพินัยกรรม หลังจากผู้คัดค้านพาเจ้ามรดกมาอยู่ที่บ้านพักราชการของพันเอกหญิง ร. ได้เพียง 4 วัน ก็จัดให้เจ้ามรดกทำพินัยกรรมในวันที่ 15 ธันวาคม 2560 โดยนัดทนายความ นาย ส. และร้อยโท จ. ให้มาลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรม ยังได้ความจากร้อยโท จ. ว่าหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่ความตายและมีการเปิดพินัยกรรมแล้ว ผู้คัดค้านซื้อบ้านพร้อมที่ดินใส่ชื่อบุตรสาวของร้อยโท จ. โดยที่ผู้คัดค้านกับร้อยโท จ. และครอบครัวไม่เคยมีหนี้สินต่อกัน พฤติการณ์อาจจะเป็นไปตามข้อตกลงตอบแทนที่ร้อยโท จ.มาลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรม ซึ่งหากการทำพินัยกรรมมีความโปร่งใสด้วยเจตนาที่แท้จริงของเจ้ามรดกขณะสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ก็ไม่น่าที่ผู้คัดค้านจะต้องตอบแทนแก่พยานที่มาลงลายมือชื่อในพินัยกรรมให้มากถึงขนาดนี้ ผู้ร้องมีพยานหลักฐานทั้งพยานแพทย์และพยานเอกสารที่ยืนยันได้ว่า ตั้งแต่ก่อนทำพินัยกรรมในวันที่ 15 ธันวาคม 2560 จนถึงหลังวันทำพินัยกรรม เจ้ามรดกมีอายุมากถึง 89 ปี มีสภาพร่างกายชราภาพและป่วยหนักหลายโรค สอดคล้องกับเหตุที่ผู้คัดค้านไปยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้เจ้ามรดกเป็นคนไร้ความสามารถในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งเป็นเวลาภายหลังทำพินัยกรรมไปไม่นาน อาการป่วยของเจ้ามรดกอันเป็นเหตุให้ผู้คัดค้านไปขอให้ศาลมีคำสั่งเป็นคนไร้ความสามารถคงจะมีมานานแล้ว มิใช่เพิ่งเกิดขึ้นหลังทำพินัยกรรม ทั้งผู้คัดค้านไม่มีพยานหลักฐานทางการแพทย์มายืนยันว่า ขณะทำพินัยกรรมเจ้ามรดกมีสุขภาพแข็งแรง สติสัมปชัญญะปกติสมบูรณ์ คงมีแต่นางสาว ก. กับพยานที่ลงลายมือชื่อเป็นพยานในพินัยกรรมซึ่งมีพิรุธหลายประการ พยานหลักฐานของผู้คัดค้านจึงไม่มีน้ำหนักพอให้รับฟัง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ขณะทำพินัยกรรมเจ้ามรดกป่วยหนักและชราภาพมากจนไม่อาจขัดขืนและไม่สามารถรับรู้สาระสำคัญของพินัยกรรมที่ผู้คัดค้านกับพวกที่จัดทำมาให้เจ้ามรดกพิมพ์ลายนิ้วมือ พินัยกรรมจึงเป็นโมฆะ ผู้คัดค้านจึงไม่ใช่ทายาทและไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสียที่จะมาร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 ทั้งไม่ใช่ผู้ถูกโต้แย้งสิทธิตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ที่จะมาคัดค้านการที่ผู้ร้องขอเป็นผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดก ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้เพิกถอนพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 15 ธันวาคม 2560 ของเจ้ามรดกมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยประการต่อมาตามฎีกาของผู้คัดค้านว่า ผู้ร้องเป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดกหรือไม่ ผู้ร้องมีนาง พ. ผู้รับมอบอำนาจและเป็นบุตรสาวของผู้ร้อง เบิกความว่า ผู้ร้องกับเจ้ามรดกเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันโดยเป็นบุตรของนาง ร. และนาย ย. มีพี่น้อง 4 คน คือ 1.นาย ต. 2.นางสาว ม. 3.นาง ล. (ผู้ร้อง) 4.นางสาวอุ้ยหรือนาง ช. (เจ้ามรดก) เมื่อ พ.ศ. 2532 นาย ต. ถึงแก่ความตาย ผู้ร้องและเจ้ามรดกกับนางสาว ม. ได้ร่วมกันจัดงานศพของนาย ต. ต่อมา พ.ศ. 2554 พันเอก ภ. สามีของเจ้ามรดก ป่วยหนัก นาง พ. ก็เป็นคนพาพันเอก ภ. ไปรักษาที่โรงพยาบาลและเป็นเจ้าของไข้ ต่อมา พ.ศ. 2555 พันเอก ภ. และนางสาว ม. ถึงแก่ความตายในปีเดียวกัน ผู้ร้องกับเจ้ามรดกก็ร่วมกันจัดงานศพทั้งสอง เห็นว่า ผู้ร้องมีพยานเอกสารและภาพถ่ายต่าง ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์แบบเครือญาติระหว่างผู้ร้องกับเจ้ามรดก ส่วนสำเนาทะเบียนการสมรสระหว่างเจ้ามรดกกับร้อยตรี ภ. ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2497 ที่ระบุว่า นางสาว ช. เป็นบุตรของนาย ฉ. กับนาง ก. นั้น ผู้ร้องมีพยานปากนาย น. นักวิชาการที่ดินปฏิบัติการ มาเบิกความได้ความว่า เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2482 นาย ต. นางสาว ม. นางสาว ล. และนางสาวอุ้ย ร่วมกันขอรับมรดกนาง ร. มารดา เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 6141 อำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ต่อมาเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2524 นาย ต. นางสาว ม. นาง ล. และนาง ช. ซึ่งเป็นบุตรของนาย ย. กับนาง ร. ได้ยื่นคำขอต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อออกใบแทนโฉนดที่ดินดังกล่าว โดยอ้างว่าโฉนดที่ดินเดิมชำรุด และในการขอออกใบแทนดังกล่าวนาง ช. ได้ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่า ตามโฉนดที่ดินเดิมที่มีชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์ว่า "อุ้ย" นั้น ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น "ช." โดยเปลี่ยนชื่อเองไม่ได้ขออนุญาตจากทางราชการแต่อย่างใด เมื่อถึงเวลาสำรวจทะเบียนบ้านก็ใช้ชื่อใหม่ว่า "ช." ซึ่งนาง ช. ได้ลงลายมือชื่อในฐานะผู้ให้ถ้อยคำไว้ โดยมีนาย ง. เทศมนตรีเมืองพนัสนิคม ในฐานะผู้ทำการแทนนายกเทศมนตรีเมืองพนัสนิคม ได้ทำบันทึกรับรองว่านางอุ้ย กับ นาง ช. เป็นบุคคลคนเดียวกัน ต่อมาวันที่ 18 ตุลาคม 2555 นาง ช. ได้ยกที่ดินแปลงดังกล่าวเฉพาะส่วนของตนให้แก่นาง พ. บุตรของผู้ร้อง ซึ่งการยกให้ดังกล่าวมีการระบุในโฉนดที่ดินว่า นางสาวอุ้ย กับ นาง ช. เป็นบุคคลคนเดียวกัน ตามหนังสือรับรองของเทศบาลเมืองชลบุรี ฉบับลงวันที่ 18 ตุลาคม 2555 และตามสำเนาโฉนดที่ดิน ซึ่งเป็นหลักฐานที่เจ้ามรดกให้ถ้อยคำยอมรับกับเจ้าพนักงานตำแหน่งนักวิชาการที่ดินปฏิบัติการ โดยมีเทศมนตรีเมืองพนัสนิคมรับรองว่า เจ้ามรดกเป็นบุคคลคนเดียวกับนางสาวอุ้ย พยานผู้ร้องมีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้ว่า ผู้ร้องเป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันกับเจ้ามรดก ทั้งเมื่อผู้คัดค้านไม่ใช่ทายาทและไม่ใช่ผู้มีส่วนได้เสีย จึงไม่มีอำนาจร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกและไม่มีอำนาจคัดค้านการที่ผู้ร้องขอตั้งผู้จัดการมรดกของเจ้ามรดกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 55 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ผู้ร้องจึงเป็นทายาทโดยธรรมของเจ้ามรดก มีอำนาจที่จะร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1713 ทั้งไม่ปรากฎว่านาง พ. มีลักษณะต้องห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1718 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นที่มีคำสั่งตั้งนาง พ. เป็นผู้จัดการมรดกของนาง ช. เจ้ามรดกนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน ให้ผู้คัดค้านใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนผู้ร้องทั้งสองสำนวน โดยกำหนดค่าทนายความสำนวนละ 20,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีสำนวนละ 5,000 บาท
(ปีติ นาถะภักติ-ณรงค์ กลั่นวารินทร์-เพิ่มศักดิ์ สายสีทอง)
ศาลแพ่ง -
ศาลอุทธรณ์ -
แหล่งที่มา
หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
พ.241-242/2566
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
พินัยกรรมหรือข้อกำหนดพินัยกรรมที่จะเป็นโมฆะเป็นไปตามบทบัญญัติดังต่อไปนี้ 1. บุคคลที่อายุไม่ครบสิบห้าปีบริบูรณ์ตามมาตรา 1703 2. บุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือบุคคลวิกลจริต ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าในเวลาที่ทำพินัยกรรมนั้นผู้ทำจริตวิกลอยู่ ตามมาตรา 1704 วรรคหนึ่งและวรรคสอง 3. พินัยกรรมหรือข้อกำหนดพินัยกรรมทำขัดต่อบทบัญญัติ มาตรา 1652, 1653, 1656, 1657, 1658, 1660, 1661 หรือ 1663 ทั้งนี้ ตามมาตรา 1705 4. ข้อกำหนดพินัยกรรมเป็นโมฆะตามมาตรา 1706 คำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ วินิจฉัยว่าพินัยกรรมที่พิพาทเป็นโมฆะ แต่ก็ไม่ได้อ้างบทบัญญัติว่าโมฆะในกรณีใดตาม 4 ประการข้างต้น การทำพินัยกรรมเป็นการทำนิติกรรมอย่างหนึ่งจึงต้องนำบทบัญญัติ บรรพ 1 ลักษณะ 4 นิติกรรม มาใช้บังคับในกรณีบทบัญญัติพินัยกรรมมิได้บัญญัติไว้ (คำอธิบายมรดกของผู้หมายเหตุ พิมพ์ครั้งที่ 5 หน้า 220) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1158/2536 จับมือเจ้ามรดกเขียนชื่อขณะเจ้ามรดกไม่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ เท่ากับว่าเจ้ามรดกไม่ได้แสดงเจตนาทำพินัยกรรมเอกสารที่ทำไม่เป็นพินัยกรรม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6297/2556 ขณะทำพินัยกรรม ผู้ทำพินัยกรรมไม่รู้สึกตัว ไม่มีสติสัมปชัญญะ พูดจาไม่ได้ บังคับตนเองไม่ได้ จึงไม่สามารถแสดงเจตนากำหนดการเผื่อตายได้ด้วยตนเอง ข้อความในพินัยกรรมจึงไม่ใช่เจตนาอันแท้จริงของผู้ตาย แต่เป็นข้อความที่แสดงเจตนาของผู้แอบอ้างจัดทำขึ้น จึงเป็นพินัยกรรมปลอมไม่มีผลบังคับตามกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12697/2556 พินัยกรรมเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียวมีผลเมื่อตาย เมื่อผู้ตายไม่สมัครใจทำพินัยกรรมพิพาทเพราะขณะทำพินัยกรรมเจ้ามรดกมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ พินัยกรรมพิพาทจึงไม่เป็นนิติกรรมตามมาตรา 149 ข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่หมายเหตุนี้ ขณะทำพินัยกรรมเจ้ามรดกซึ่งป่วยหนักชราภาพมากจนไม่อาจขัดขืนและไม่สามารถรับรู้สาระสำคัญของพินัยกรรมที่ผู้คัดค้านกับพวกจัดทำมาให้เจ้ามรดกพิมพ์ลายนิ้วมือ ดังนี้ ถือได้ว่าเจ้ามรดกไม่มีเจตนาทำนิติกรรม ดังนั้น คำพิพากษาศาลฎีกาข้างต้นเอกสารที่ผู้คัดค้านกล่าวอ้างจึงไม่ใช่นิติกรรมตามมาตรา 149 และไม่เป็นพินัยกรรมอันจะเป็นโมฆะดังที่คำพิพากษาศาลฎีกาวินิจฉัย กีรติ กาญจนรินทร์ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา