คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1327/2568 ฉบับเต็ม

#719904
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1327/2568 บริษัท ด. โจทก์ บริษัท ส. กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 227 ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4), มาตรา 28 (2), มาตรา 195 วรรคสอง, มาตรา 213, มาตรา 225 โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 227 อันเป็นความผิดในลักษณะ 6 ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน เป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดิน โดยมีวัตถุประสงค์ให้ลงโทษแก่ผู้ที่ละเว้นไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการแห่งวิชาชีพนั้น ๆ เพื่อคุ้มครองมิให้เกิดภยันตรายแก่ชีวิตและร่างกายบุคคลอื่นหรือประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่กฎหมายคุ้มครอง โจทก์หรือบุคคลใดจะเป็นผู้มีอำนาจฟ้องคดีในความผิดฐานดังกล่าวได้ ต้องปรากฏข้อเท็จจริงโดยชัดแจ้งว่าเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดนั้น หมายความว่า เป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษอันเป็นอันตรายจากการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์แห่งวิชาชีพนั้น ที่กฎหมายคุ้มครอง ดังนั้น ผู้ที่จะเป็นผู้เสียหายในความผิดฐานนี้ ต้องเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงจากภยันตรายอันเป็นอันตรายที่อาจเกิดแก่ชีวิตและร่างกาย เนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการอันพึงกระทำตามวิชาชีพการออกแบบก่อสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างในคดีเท่านั้น ผู้เสียหายจึงต้องเป็นบุคคลธรรมดา โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลไม่อาจได้รับอันตรายดังกล่าวจากการกระทำความผิดได้ จึงไม่ใช่ผู้เสียหายในฐานความผิดนี้ตาม ป.วิ.อ.มาตรา 2 (4) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และกรณีเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 3 และที่ 4 ด้วย แม้คดียุติแล้วโดยไม่ได้อุทธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 213 และ 225 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227, 83 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์และเมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 3 และที่ 4 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำเลยที่ 1 ปรับ 100,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 2 ปี จำเลยที่ 3 และที่ 4 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 60,000 บาท จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 30,000 บาท จำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพเมื่อสืบพยานโจทก์ไปแล้วบางส่วน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 40,000 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 อันเป็นความผิดในลักษณะ 6 ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน เป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดิน โดยมีวัตถุประสงค์ให้ลงโทษแก่ผู้ที่ละเว้นไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการแห่งวิชาชีพนั้น ๆ เพื่อคุ้มครองมิให้เกิดภยันตรายแก่ชีวิตและร่างกายบุคคลอื่นหรือประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่กฎหมายมุ่งคุ้มครอง โจทก์หรือบุคคลใดจะเป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องคดีในความผิดฐานดังกล่าวได้ ต้องปรากฏข้อเท็จจริงโดยชัดแจ้งว่าเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดนั้น ซึ่งหมายความว่าเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษอันเป็นอันตรายจากการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์แห่งวิชาชีพนั้น ๆ ที่กฎหมายมุ่งคุ้มครอง โจทก์บรรยายฟ้องสรุปได้ว่า โจทก์เป็นบริษัทจำกัดตกลงว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจเป็นผู้ออกแบบก่อสร้างอาคารสำนักงานใหญ่ของโจทก์ จำเลยที่ 1 ทราบดีว่า จำเลยที่ 3 ไม่เคยออกแบบและไม่เคยคำนวณแบบก่อสร้างอาคารสำนักงานในโครงการขนาดใหญ่ ทั้งไม่มีความรู้ความสามารถหรือประสบการณ์ในการออกแบบและคำนวณแบบอาคารสำนักงานขนาดใหญ่มาก่อน ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นเพียงวิศวกรระดับภาคีวิศวกร ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะออกแบบอาคารหอประชุมและศูนย์กีฬาในร่ม ตามข้อบังคับสภาวิศวกร แต่จำเลยที่ 1 กลับมอบหมายให้จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 เป็นผู้ออกแบบงานวิศวกรรมโยธาตามสัญญาว่าจ้างที่ทำกับโจทก์ ต่อมาบริษัท ส. ซึ่งเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างได้ก่อสร้างตามแบบก่อสร้างที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบให้แก่โจทก์ แต่วิศวกรของบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างพบว่าแบบก่อสร้างมีความผิดพลาดทั้งแบบและรายการคำนวณ ไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพตามหลักเกณฑ์ที่วิศวกรรมสถานกำหนด และไม่เป็นไปตามหลักวิชาการ อีกทั้งไม่เป็นไปตามวิธีการที่วิศวกรพึงกระทำในการออกแบบและคำนวณแบบ อาคารที่ก่อสร้างไม่มีความมั่นคงแข็งแรงและไม่มีความปลอดภัยเพียงพอตามหลักวิศวกรรมโครงสร้าง จนต้องหยุดงานก่อสร้าง รื้อถอนอาคาร ที่ได้ก่อสร้างไปแล้ว และปรับปรุงแก้ไขแบบโครงสร้างอาคารใหม่ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายคิดเป็นเงิน 31,000,179.16 บาท ดังนั้น ผู้ที่จะเป็นผู้เสียหายในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 ต้องเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงจากภยันตรายอันเป็นอันตรายที่อาจเกิดแก่ชีวิตและร่างกาย เนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการอันพึงกระทำตามวิชาชีพการออกแบบก่อสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างในคดีนี้เท่านั้น ผู้เสียหายจึงต้องเป็นบุคคลธรรมดา โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลไม่อาจได้รับอันตรายดังกล่าวจากการกระทำความผิดได้ จึงมิใช่ผู้เสียหายในฐานความผิดนี้ ความเสียหายของโจทก์จากการก่อสร้างตามแบบก่อสร้างที่ออกแบบโดยไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการอันพึงกระทำการตามวิชาชีพของจำเลยทั้งสี่ จนเป็นเหตุให้อาคารที่ก่อสร้างไม่มีความมั่นคงแข็งแรงทั้งไม่มีความปลอดภัยเพียงพอ ต้องรื้อถอนออกตามฟ้องเป็นเพียงความเสียหายตามสัญญาที่ต้องเรียกร้องกันในคดีส่วนแพ่งเท่านั้น ไม่ทำให้โจทก์มีฐานะเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ และกรณีเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 3 และที่ 4 ด้วย แม้คดียุติไปแล้วโดยมิได้อุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 และ 225 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (โชคชัย รุจินินนาท-พรเทพ ศิริมหาพฤกษ์-กาญจนา ฤทธิทิศ) ศาลอาญา - นางสาวสมรศรี ตีระวัฒนานนท์ ศาลอุทธรณ์ - นายชาญศักดิ์ สมประโยชน์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1406/2567 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
719904
courts
[
    {
        "court": "ศาลอาญา",
        "judge": "นางสาวสมรศรี ตีระวัฒนานนท์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายชาญศักดิ์ สมประโยชน์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081938405"
    }
}
date
2568
deka_no
1327/2568
deka_running_no
1327
deka_year
2568
department
แผนก
judges
[
    "โชคชัย รุจินินนาท",
    "พรเทพ ศิริมหาพฤกษ์",
    "กาญจนา ฤทธิทิศ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 227"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา",
        "law_abbr": "ป.วิ.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2 (4)",
            "ม. 28 (2)",
            "ม. 195 วรรคสอง",
            "ม. 213",
            "ม. 225"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "บริษัท ด."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "บริษัท ส. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227, 83

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานโจทก์และเมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยที่ 3 และที่ 4 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 ประกอบมาตรา 83 ลงโทษจำเลยที่ 1 ปรับ 100,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 2 ปี จำเลยที่ 3 และที่ 4 จำคุกคนละ 1 ปี และปรับคนละ 60,000 บาท จำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 30,000 บาท จำเลยที่ 4 ให้การรับสารภาพเมื่อสืบพยานโจทก์ไปแล้วบางส่วน เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก 8 เดือน และปรับ 40,000 บาท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 จำเลยที่ 3 และที่ 4 ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสี่ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 อันเป็นความผิดในลักษณะ 6 ความผิดเกี่ยวกับการก่อให้เกิดภยันตรายต่อประชาชน เป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดิน โดยมีวัตถุประสงค์ให้ลงโทษแก่ผู้ที่ละเว้นไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการแห่งวิชาชีพนั้น ๆ เพื่อคุ้มครองมิให้เกิดภยันตรายแก่ชีวิตและร่างกายบุคคลอื่นหรือประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่กฎหมายมุ่งคุ้มครอง โจทก์หรือบุคคลใดจะเป็นผู้เสียหายมีอำนาจฟ้องคดีในความผิดฐานดังกล่าวได้ ต้องปรากฏข้อเท็จจริงโดยชัดแจ้งว่าเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดนั้น ซึ่งหมายความว่าเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายเป็นพิเศษอันเป็นอันตรายจากการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์แห่งวิชาชีพนั้น ๆ ที่กฎหมายมุ่งคุ้มครอง โจทก์บรรยายฟ้องสรุปได้ว่า โจทก์เป็นบริษัทจำกัดตกลงว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ซึ่งมีจำเลยที่ 2 เป็นกรรมการผู้มีอำนาจเป็นผู้ออกแบบก่อสร้างอาคารสำนักงานใหญ่ของโจทก์ จำเลยที่ 1 ทราบดีว่า จำเลยที่ 3 ไม่เคยออกแบบและไม่เคยคำนวณแบบก่อสร้างอาคารสำนักงานในโครงการขนาดใหญ่ ทั้งไม่มีความรู้ความสามารถหรือประสบการณ์ในการออกแบบและคำนวณแบบอาคารสำนักงานขนาดใหญ่มาก่อน ส่วนจำเลยที่ 4 เป็นเพียงวิศวกรระดับภาคีวิศวกร ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะออกแบบอาคารหอประชุมและศูนย์กีฬาในร่ม ตามข้อบังคับสภาวิศวกร แต่จำเลยที่ 1 กลับมอบหมายให้จำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 4 เป็นผู้ออกแบบงานวิศวกรรมโยธาตามสัญญาว่าจ้างที่ทำกับโจทก์ ต่อมาบริษัท ส. ซึ่งเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างได้ก่อสร้างตามแบบก่อสร้างที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบให้แก่โจทก์ แต่วิศวกรของบริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างพบว่าแบบก่อสร้างมีความผิดพลาดทั้งแบบและรายการคำนวณ ไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพตามหลักเกณฑ์ที่วิศวกรรมสถานกำหนด และไม่เป็นไปตามหลักวิชาการ อีกทั้งไม่เป็นไปตามวิธีการที่วิศวกรพึงกระทำในการออกแบบและคำนวณแบบ อาคารที่ก่อสร้างไม่มีความมั่นคงแข็งแรงและไม่มีความปลอดภัยเพียงพอตามหลักวิศวกรรมโครงสร้าง จนต้องหยุดงานก่อสร้าง รื้อถอนอาคาร ที่ได้ก่อสร้างไปแล้ว และปรับปรุงแก้ไขแบบโครงสร้างอาคารใหม่ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายคิดเป็นเงิน 31,000,179.16 บาท ดังนั้น ผู้ที่จะเป็นผู้เสียหายในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 227 ต้องเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงจากภยันตรายอันเป็นอันตรายที่อาจเกิดแก่ชีวิตและร่างกาย เนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการอันพึงกระทำตามวิชาชีพการออกแบบก่อสร้างอาคารสิ่งปลูกสร้างในคดีนี้เท่านั้น ผู้เสียหายจึงต้องเป็นบุคคลธรรมดา โจทก์ซึ่งเป็นนิติบุคคลไม่อาจได้รับอันตรายดังกล่าวจากการกระทำความผิดได้ จึงมิใช่ผู้เสียหายในฐานความผิดนี้ ความเสียหายของโจทก์จากการก่อสร้างตามแบบก่อสร้างที่ออกแบบโดยไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการอันพึงกระทำการตามวิชาชีพของจำเลยทั้งสี่ จนเป็นเหตุให้อาคารที่ก่อสร้างไม่มีความมั่นคงแข็งแรงทั้งไม่มีความปลอดภัยเพียงพอ ต้องรื้อถอนออกตามฟ้องเป็นเพียงความเสียหายตามสัญญาที่ต้องเรียกร้องกันในคดีส่วนแพ่งเท่านั้น ไม่ทำให้โจทก์มีฐานะเป็นผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 จึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์ และกรณีเป็นเหตุอยู่ในส่วนลักษณะคดี ศาลฎีกามีอำนาจพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 3 และที่ 4 ด้วย แม้คดียุติไปแล้วโดยมิได้อุทธรณ์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 213 และ 225 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และที่ 4 ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000007.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
อ.1406/2567
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2568