คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6267/2568 ฉบับเต็ม

#720024
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6267/2568 พนักงานอัยการจังหวัดเกาะสมุย โจทก์ นาย ป. จำเลย ป.อ. มาตรา 91, มาตรา 371 พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 มาตรา 16/2, มาตรา 28/2 วรรคสอง พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, มาตรา 72 ทวิ วรรคสอง ความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร กับความผิดฐานนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการเป็นความผิดหลายกรรมต่างกรรมกันหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า แม้จำเลยกระทำความผิดดังกล่าวต่อเนื่องในคราวเดียวกัน แต่ก็เป็นการกระทำที่มีเจตนาและองค์ประกอบของการกระทำความผิดแตกต่างกันจึงสามารถแยกการกระทำแต่ละความผิดได้ ประกอบกับเจตนารมณ์ของกฎหมายตาม พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ. 2509 มุ่งคุ้มครองผู้เข้าไปใช้บริการในสถานบริการ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 8 ทวิ, 72 ทวิ พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มาตรา 16/2, 28/2 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 371 ริบอาวุธปืนและซองพกหนังสีดำ 1 ซอง ของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มาตรา 16/2, 28/2 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 2,000 บาท ฐานนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการ จำคุก 1 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงปรับ 1,000 บาท ฐานนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการ คงจำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 6 เดือน และปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบอาวุธปืนและซองพกหนังสีดำ 1 ซอง ของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวกับความผิดฐานนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการ ตามพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มาตรา 16/2, 28/2 วรรคสอง ให้ลงโทษฐานนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี และปรับ 20,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ให้คุมความประพฤติของจำเลยโดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง ภายในกำหนดเวลาที่รอการลงโทษ กับให้จำเลยทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรมีกำหนด 20 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า ความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควรกับความผิดฐานนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า แม้จำเลยกระทำความผิดดังกล่าวต่อเนื่องในคราวเดียวกัน แต่ก็เป็นการกระทำที่มีเจตนาและองค์ประกอบของการกระทำความผิดแตกต่างกันจึงสามารถแยกการกระทำแต่ละความผิดได้ ประกอบกับเจตนารมณ์ของกฎหมายตามพระราชบัญญัติสถานบริการฯ มุ่งคุ้มครองความปลอดภัยของผู้เข้าไปใช้บริการในสถานบริการ จึงเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า มีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยหรือไม่ เห็นว่า สถานบริการเป็นสถานที่ที่ตั้งขึ้นเพื่อให้บริการแก่บุคคลทั่วไปจึงต้องเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยจากภยันตรายทั้งปวง การที่จำเลยพาอาวุธปืนพร้อมกระสุนปืนของกลางเข้าไปในสถานบริการในเวลากลางคืนย่อมง่ายต่อการก่อเหตุร้าย นับว่าเป็นอันตรายต่อสุจริตชนผู้เข้าไปใช้บริการในสถานบริการเป็นอย่างยิ่ง และกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของสังคม แม้อาวุธปืนของกลางเป็นอาวุธปืนของจำเลยซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายก็ยังไม่เป็นเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ใช้ดุลพินิจรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้นเช่นกัน พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 371 พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 มาตรา 16/2, 28/2 วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 2,000 บาท ฐานนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการ จำคุก 1 ปี ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงปรับ 1,000 บาท ฐานนำอาวุธปืนเข้าไปในสถานบริการ คงจำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 6 เดือน และปรับ 1,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ไม่รอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 (อุทัย โสภาโชติ-ธีรพงศ์ อุ่นชัย-กรวรรณ อาธารมาศ) ศาลจังหวัดเกาะสมุย - นางพลอยไพลิน เลื่องสีนิล เลิศอุดมโชค ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นางสุวิมล ศรีสงวน สุวรรณพงษ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.421/2567 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ