ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำวินิจฉัยที่ 49/2568
ศาลแพ่ง
ศาลผู้ส่งความเห็น
ศาลปกครองกลาง
ศาลผู้รับความเห็น
กรมการพัฒนาชุมชน
โจทก์
นาง ข.
จำเลย
พ.ร.บ.ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ.2542 มาตรา
พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา
พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 มาตรา
กรมการพัฒนาชุมชน โจทก์ ยื่นฟ้อง นาง ข. จำเลย ว่า เดิมจำเลยเป็นข้าราชการในสังกัดโจทก์ ตำแหน่งพัฒนาการอำเภอร้องกวาง รักษาการในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายอำนวยการสำนักงานพัฒนาชุมชน จำเลยยื่นหนังสือลาออกจากราชการ ต่อมาคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เห็นว่า การกระทำของจำเลยมีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรง จึงส่งเรื่องให้โจทก์พิจารณาลงโทษทางวินัยกับจำเลย ต่อมา อ.ก.พ. กระทรวงมหาดไทยมีมติให้ลงโทษไล่จำเลยออกจากราชการ โจทก์จึงมีคำสั่งไล่จำเลยออกจากราชการ และผู้ว่าราชการจังหวัดลำปางมีหนังสือถึงกรมบัญชีกลางของดเบิกบำนาญและบำเหน็จดำรงชีพ พร้อมทั้งมีหนังสือถึงจำเลยให้คืนเงินบำนาญและบำเหน็จดำรงชีพที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิ จำเลยได้รับหนังสือแล้วแต่ยังคงเพิกเฉยไม่คืนเงินแก่โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินพร้อมดอกเบี้ย
จำเลยให้การว่า มูลหนี้มาจากการชี้มูลความผิดของจำเลยซึ่งศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 5 มีคำพิพากษายกฟ้อง จึงไม่มีมูลหนี้ที่จำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง
ศาลแพ่งเห็นว่า คดีนี้เป็นคดีพิพาทระหว่างหน่วยงานทางปกครองกับเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเนื่องมาจากคำสั่งทางปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง
ศาลปกครองกลางเห็นว่า เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการใช้สิทธิเรียกร้องในฐานะเจ้าหนี้ทั่วไปและเงินที่จำเลยได้รับมีลักษณะเป็นเพียงลาภมิควรได้ที่โจทก์อาจเรียกคืนได้ตามกฎหมายเท่านั้น จึงมิใช่คดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้คดีนี้โจทก์มีฐานะเป็นกรม อันเป็นหน่วยงานทางปกครองตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 โดยโจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินบำเหน็จบำนาญที่ได้รับไปเนื่องจากจำเลยถูกลงโทษไล่ออกจากราชการเป็นผลให้จำเลยไม่มีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จบำนาญตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ. 2494 การที่จำเลยรับเงินดังกล่าวจากโจทก์ไปนั้น มิใช่กรณีที่จำเลยใช้อำนาจตามกฎหมายออกกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่น หรือกระทำการอื่นใด ทั้งมิใช่กรณีที่จำเลยละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควรแต่อย่างใด คดีนี้จึงไม่ใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครองหรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นคดีพิพาทที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม
___________________________
(ไม่มี -)
-
-
แหล่งที่มา
สำนักงานเลขานุการคณะกรรมการวินิจฉัยฯ
แผนก
หมายเลขคดีดำศาลฎีกา
49/2568
หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น
หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น
หมายเหตุ
เขตอำนาจศาลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) และ (3)