คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5328/2568 ฉบับเต็ม

#720734
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5328/2568 พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนครปฐม โจทก์ ธนาคาร อ. ผู้ร้อง นาย ด. กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 350 ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ต้องมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์ เมื่อทรัพย์ดังกล่าวได้มาระหว่างสมรสจึงถือว่าเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสอง แต่เหตุที่ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียวในหนังสือสัญญากู้เงินพิเศษและสัญญาจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างน่าเชื่อว่าเป็นเพราะจำเลยที่ 1 เป็นสมาชิกของสหกรณ์ ค. และมีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ตามระเบียบของสหกรณ์ ค. ดังนั้นไม่ว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องจะเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 เมื่อเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสอง ไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ก็ตาม ผู้ร้องยังคงมีสิทธิยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระได้ อีกทั้งยังปรากฏว่าจำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์ ค. มาโดยตลอด กรณีย่อมทำให้จำนวนหนี้ที่จำเลยทั้งสองจะต้องชำระให้แก่สหกรณ์ ค. ลดลง ผู้ร้องก็ยิ่งมีสิทธิได้รับเงินส่วนที่เหลือจากการชำระหนี้ให้แก่ผู้รับจำนองมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องเพิ่มขึ้น ประกอบกับภายหลังการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยทั้งสองก็ยังอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาตลอดมา ดังนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่ทำให้สิทธิของผู้ร้องได้รับความเสียหาย กรณีจึงไม่เป็นการยักย้ายถ่ายเททรัพย์เพื่อมิให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตาม ป.อ. มาตรา 350 ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 350 จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา ธนาคาร อ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการที่จำเลยทั้งสองทำให้ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ไม่ได้รับชำระหนี้ และไม่สามารถบังคับคดีได้ จนทำให้เกิดหนี้ค้างชำระและได้รับความเสียหาย รวมทั้งสิ้น 1,421,113.98 บาท จำเลยทั้งสองไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 6 เดือน ยกคำร้องในคดีส่วนแพ่งของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 กับนางสาวหรือนางณมิตา ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดนครปฐม แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ ผู้ร้องจึงยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดในราคา 930,000 บาท คงเหลือยอดหนี้ตามคำพิพากษา 1,056,775.58 บาท จำเลยทั้งสองจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 ต่อมา วันที่ 28 กันยายน 2564 ผู้ร้องยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 116294 พร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้อง ซึ่งมีสหกรณ์ ค. เป็นผู้รับจำนองเพื่อบังคับชำระหนี้ที่เหลือ วันที่ 29 กันยายน 2564 จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 116294 ตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 โดยความยินยอมของผู้รับจำนอง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในคดีส่วนแพ่ง คู่ความไม่อุทธรณ์จึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 116294 ให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการยักย้ายถ่ายเททรัพย์เพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน อันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 บัญญัติว่า "ผู้ใดเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนเองหรือของผู้อื่นได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้นหรือโอนไปให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์ใดก็ดี แกล้งให้ตนเองเป็นหนี้จำนวนใดอันไม่เป็นความจริงก็ดี..." ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้จึงต้องมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์ ข้อเท็จจริงคดีนี้ได้ความว่าเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2561 จำเลยทั้งสองจองซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 116294 ตามฟ้อง และในวันดังกล่าวจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อในเอกสารขอซื้อทรัพย์สินรอการขายของสหกรณ์ ค. นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังลงลายมือชื่อร่วมกันในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 116294 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2561 อันเป็นเวลาภายหลังจากที่จำเลยทั้งสองจดทะเบียนสมรสกันแล้ว โดยต่อมาจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 แม้หนังสือคำร้องขอกู้เงินพิเศษ มีชื่อจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียว แต่ก็ระบุว่าทำร่วมกับคู่สมรสคือจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย เมื่อทรัพย์ดังกล่าวได้มาระหว่างสมรสจึงถือว่าเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสอง แต่เหตุที่ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียวในหนังสือสัญญากู้เงินพิเศษและสัญญาจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างน่าเชื่อว่าเป็นเพราะจำเลยที่ 1 เป็นสมาชิกของสหกรณ์ ค. และมีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ตามระเบียบของสหกรณ์ ค. ดังนั้นไม่ว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องจะเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 เมื่อเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสอง ไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ก็ตาม ผู้ร้องยังคงมีสิทธิยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระได้ อีกทั้งยังปรากฏว่าจำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์ ค. มาโดยตลอด กรณีย่อมทำให้จำนวนหนี้ที่จำเลยทั้งสองจะต้องชำระให้แก่สหกรณ์ ค. ลดลง ผู้ร้องก็ยิ่งมีสิทธิได้รับเงินส่วนที่เหลือจากการชำระหนี้ให้แก่ผู้รับจำนองมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องเพิ่มขึ้น ประกอบกับภายหลังการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยทั้งสองก็ยังอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาตลอดมา ดังนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่ทำให้สิทธิของผู้ร้องได้รับความเสียหาย กรณีจึงไม่เป็นการยักย้ายถ่ายเททรัพย์เพื่อมิให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน (อดุลย์ อุดมผล-คมกฤช เทียนทัด-ศิริภูม เด่นวุฒิวรกาญจน์) ศาลแขวงนครปฐม - นางสาวทิพาลัคน์ คงบุญวิจิตร์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 - นายประจีน ชอบทางศิลป์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.2848/2567 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
720734
courts
[
    {
        "court": "ศาลแขวงนครปฐม",
        "judge": "นางสาวทิพาลัคน์ คงบุญวิจิตร์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 7",
        "judge": "นายประจีน ชอบทางศิลป์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778082671324"
    }
}
date
2568
deka_no
5328/2568
deka_running_no
5328
deka_year
2568
department
แผนก
judges
[
    "อดุลย์ อุดมผล",
    "คมกฤช เทียนทัด",
    "ศิริภูม เด่นวุฒิวรกาญจน์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 350"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนครปฐม"
    },
    {
        "role": "ผู้ร้อง",
        "name": "ธนาคาร อ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ด. กับพวก"
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 350

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา ธนาคาร อ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจากการที่จำเลยทั้งสองทำให้ผู้ร้องในฐานะเจ้าหนี้ไม่ได้รับชำระหนี้ และไม่สามารถบังคับคดีได้ จนทำให้เกิดหนี้ค้างชำระและได้รับความเสียหาย รวมทั้งสิ้น 1,421,113.98 บาท

จำเลยทั้งสองไม่ให้การในคดีส่วนแพ่ง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ประกอบมาตรา 83 จำคุกคนละ 6 เดือน ยกคำร้องในคดีส่วนแพ่งของผู้ร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งรับฟังเป็นยุติว่า ผู้ร้องเป็นเจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 กับนางสาวหรือนางณมิตา ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดนครปฐม แต่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้ ผู้ร้องจึงยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดในราคา 930,000 บาท คงเหลือยอดหนี้ตามคำพิพากษา 1,056,775.58 บาท จำเลยทั้งสองจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 ต่อมา วันที่ 28 กันยายน 2564 ผู้ร้องยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 116294 พร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้อง ซึ่งมีสหกรณ์ ค. เป็นผู้รับจำนองเพื่อบังคับชำระหนี้ที่เหลือ วันที่ 29 กันยายน 2564 จำเลยที่ 1 โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 116294 ตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 โดยความยินยอมของผู้รับจำนอง คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องในคดีส่วนแพ่ง คู่ความไม่อุทธรณ์จึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การที่จำเลยที่ 1 โอนที่ดินโฉนดเลขที่ 116294 ให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นการยักย้ายถ่ายเททรัพย์เพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อื่นได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน อันจะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 หรือไม่ เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 บัญญัติว่า "ผู้ใดเพื่อมิให้เจ้าหนี้ของตนเองหรือของผู้อื่นได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน ซึ่งได้ใช้หรือจะใช้สิทธิเรียกร้องทางศาลให้ชำระหนี้ ย้ายไปเสีย ซ่อนเร้นหรือโอนไปให้แก่ผู้อื่นซึ่งทรัพย์ใดก็ดี แกล้งให้ตนเองเป็นหนี้จำนวนใดอันไม่เป็นความจริงก็ดี..." ความผิดฐานโกงเจ้าหนี้จึงต้องมีการยักย้ายถ่ายเททรัพย์ ข้อเท็จจริงคดีนี้ได้ความว่าเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2561 จำเลยทั้งสองจองซื้อที่ดินโฉนดเลขที่ 116294 ตามฟ้อง และในวันดังกล่าวจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อในเอกสารขอซื้อทรัพย์สินรอการขายของสหกรณ์ ค. นอกจากนี้จำเลยทั้งสองยังลงลายมือชื่อร่วมกันในสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินโฉนดเลขที่ 116294 พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งทำขึ้นเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2561 อันเป็นเวลาภายหลังจากที่จำเลยทั้งสองจดทะเบียนสมรสกันแล้ว โดยต่อมาจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 แม้หนังสือคำร้องขอกู้เงินพิเศษ มีชื่อจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียว แต่ก็ระบุว่าทำร่วมกับคู่สมรสคือจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันซื้อที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัย เมื่อทรัพย์ดังกล่าวได้มาระหว่างสมรสจึงถือว่าเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสอง แต่เหตุที่ใส่ชื่อจำเลยที่ 1 เพียงคนเดียวในหนังสือสัญญากู้เงินพิเศษและสัญญาจำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างน่าเชื่อว่าเป็นเพราะจำเลยที่ 1 เป็นสมาชิกของสหกรณ์ ค. และมีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม ตามระเบียบของสหกรณ์ ค. ดังนั้นไม่ว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องจะเป็นชื่อของจำเลยที่ 1 หรือที่ 2 เมื่อเป็นสินสมรสของจำเลยทั้งสอง ไม่ว่าจำเลยที่ 1 จะโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 หรือไม่ก็ตาม ผู้ร้องยังคงมีสิทธิยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องเพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ที่จำเลยที่ 1 ค้างชำระได้ อีกทั้งยังปรากฏว่าจำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่สหกรณ์ ค. มาโดยตลอด กรณีย่อมทำให้จำนวนหนี้ที่จำเลยทั้งสองจะต้องชำระให้แก่สหกรณ์ ค. ลดลง ผู้ร้องก็ยิ่งมีสิทธิได้รับเงินส่วนที่เหลือจากการชำระหนี้ให้แก่ผู้รับจำนองมาชำระหนี้แก่ผู้ร้องเพิ่มขึ้น ประกอบกับภายหลังการโอนที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างตามฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 แล้ว จำเลยทั้งสองก็ยังอยู่ร่วมกันฉันสามีภริยาตลอดมา ดังนั้นการกระทำของจำเลยทั้งสองจึงไม่ทำให้สิทธิของผู้ร้องได้รับความเสียหาย กรณีจึงไม่เป็นการยักย้ายถ่ายเททรัพย์เพื่อมิให้ผู้ร้องได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน การกระทำของจำเลยทั้งสองไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260506_225106\000003.html
source_run
20260506_225106
supreme_black_case_no
อ.2848/2567
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2568