คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5608 -ที่ 5609/2568 ฉบับเต็ม

#721446
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5608 - 5609/2568 นาง ผ. โจทก์ นาย ส. จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 183, มาตรา 191 วรรคหนึ่ง, มาตรา 331, มาตรา 333 ป.วิ.พ. มาตรา 295 สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2562 ข้อ 1. กำหนดว่า โจทก์ตกลงชำระเงินให้แก่จำเลย 1,500,000 บาท และจำเลยกับบริวารตกลงออกจากที่ดินพิพาท โจทก์จะชำระเงินให้จำเลยต่อเมื่อโจทก์สามารถขายที่ดินพิพาทได้ในวันโอนที่ดินพิพาทและได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อ เมื่อจำเลยได้รับเงินจำนวนดังกล่าวแล้ว จำเลยและบริวารของจำเลยจะออกจากที่ดินพิพาททันที หากจำเลยและบริวารไม่ออกไปจากที่ดินพิพาทถือว่าจำเลยผิดสัญญา ยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที และข้อ 2. กำหนดว่า โจทก์ตกลงให้จำเลยอยู่ทำประโยชน์ (เลี้ยงปลา) ในที่ดินพิพาท และจะยังไม่โอนที่ดินให้บุคคลอื่นเป็นระยะเวลา 1 ปี 6 เดือน นับจากวันทำสัญญาฉบับนี้ โดยไม่คิดค่าเช่าจากจำเลยเป็นระยะเวลา 1 ปี หลังจากนั้นโจทก์ขอคิดค่าเช่าจำเลยปีละ 50,000 บาท คิดเป็นอัตราเดือนละ 4,160 บาท สัญญาประนีประนอมยอมความจึงมีสาระสำคัญว่า จำเลยและบริวารยินยอมออกจากที่ดินพิพาทโดยโจทก์ตกลงเสียค่าตอบแทนให้แก่จำเลยเป็นเงิน 1,500,000 บาท มีเงื่อนไขว่าโจทก์จะไม่โอนขายที่ดินพิพาทภายในเวลา 1 ปี 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และในระหว่างเวลาดังกล่าว โจทก์ยินยอมให้จำเลยเลี้ยงปลาในที่ดินพิพาทโดยไม่คิดค่าเช่าเป็นเวลา 1 ปี หลังจากนั้นจึงคิดค่าเช่าปีละ 50,000 บาท หรือเดือนละ 4,160 บาท ข้อตกลงว่าจะไม่โอนขายที่ดินพิพาทภายในเวลา 1 ปี 6 เดือน จึงเป็นเงื่อนเวลาเริ่มต้นที่ห้ามมิให้โจทก์ทวงถามให้ปฏิบัติการตามนิติกรรมนั้นก่อนถึงเวลากำหนดตาม ป.พ.พ. มาตรา 191 วรรคหนึ่ง ส่วนที่สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1. กำหนดว่า โจทก์จะชำระเงินให้จำเลยต่อเมื่อโจทก์สามารถขายที่ดินพิพาทได้ในวันโอนที่ดินพิพาทและได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อนั้น มูลความแห่งคดีของจำเลยในสำนวนที่สองเป็นกรณีจำเลยฟ้องขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยและรับเงินค่าที่ดินที่เหลืออีก 1,730,000 บาท อ้างว่าจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับโจทก์โดยจำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์แล้ว 1,570,000 บาท แต่โจทก์ผิดสัญญาไม่รับชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ การที่โจทก์และจำเลยตกลงกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยโจทก์ยอมชำระเงินให้แก่จำเลย 1,500,000 บาท จึงเห็นได้ว่าจำเลยประสงค์ที่จะได้รับเงินค่าที่ดินคืนจากโจทก์เพื่อเป็นการตอบแทนกับการที่จำเลยและบริวารยอมออกไปจากที่ดินพิพาท โดยที่จำเลยยังสามารถทำกินในที่ดินแปลงดังกล่าวต่อไปเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี 6 เดือน และได้รับยกเว้นค่าเช่าเป็นเวลา 1 ปี การกำหนดในสัญญาประนีประนอมยอมความว่า โจทก์จะชำระเงินให้จำเลยต่อเมื่อโจทก์สามารถขายที่ดินพิพาทได้ในวันโอนที่ดินพิพาทและได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อจึงหาใช่เงื่อนไขบังคับก่อนตาม ป.พ.พ. มาตรา 183 ซึ่งโจทก์จะต้องดำเนินการขายและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเสียก่อนจึงจะสามารถชำระเงินให้แก่จำเลยดังที่จำเลยฎีกาไม่ ส่วนตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 3. กำหนดให้โจทก์มีหน้าที่ต้องแจ้งกำหนดวันจดทะเบียนโอนที่ดินให้จำเลยทราบไม่น้อยกว่า 30 วัน และโจทก์มิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามเงื่อนไขในสัญญานั้น จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยได้รับหนังสือแจ้งกำหนดวันโอนขายที่ดินฉบับลงวันที่ 23 สิงหาคม 2563 แล้ว แต่ไม่ได้เดินทางไปตามกำหนดเนื่องจากจำเลยไม่สบาย เหตุที่จำเลยไม่ไปรับเงินจากโจทก์ตามที่ได้รับแจ้งในหนังสือดังกล่าวจึงมิใช่เป็นเพราะโจทก์ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อ 3. ของสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงถือได้ว่าจำเลยทราบกำหนดนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินระหว่างโจทก์และ บ. เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2563 ตามเงื่อนไขที่กำหนดในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 3. แล้ว การที่จำเลยไม่ไปรับเงินจำนวน 1,475,000 บาท จากโจทก์ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี ในวันดังกล่าวโดยยกขึ้นอ้างในชั้นพิจารณาของศาลว่าเจ็บป่วยแต่ไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบก่อนหรือในวันนัด จึงเป็นการบอกปัดไม่ยอมรับชำระหนี้โดยปราศจากเหตุอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย โจทก์ย่อมมีสิทธิวางทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งหนี้เพื่อประโยชน์ของจำเลยเพื่อให้หลุดพ้นจากหนี้ได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 331 ซึ่งได้ความตามรายงานประจำวันรับแจ้งเป็นหลักฐานว่า โจทก์และ บ. ไปแจ้งความเรื่องดังกล่าวไว้เป็นหลักฐานเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2563 เวลา 12.14 นาฬิกา แล้วต่อมาวันที่ 19 ตุลาคม 2563 โจทก์วางเงิน 1,472,494 บาท ต่อสำนักงานบังคับคดีจังหวัดชลบุรี อันเป็นสำนักงานวางทรัพย์ประจำตำบลที่จะต้องชำระหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 333 วรรคหนึ่ง จึงเป็นการวางทรัพย์ตามบทบัญญัติของกฎหมายย่อมถือได้ว่าโจทก์ชำระหนี้ให้แก่จำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว เมื่อจำเลยไม่ออกไปจากที่ดินพิพาท โจทก์จึงมีสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยได้ ___________________________ คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้คงเรียกโจทก์สำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยสำนวนที่สองว่า โจทก์ เรียกจำเลยสำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์สำนวนที่สองว่าจำเลย คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเป็นใจความว่า โจทก์ตกลงชำระเงินให้แก่จำเลย 1,500,000 บาท ส่วนจำเลยและบริวารตกลงออกจากที่ดินพิพาท โดยโจทก์จะชำระเงินให้แก่จำเลยเมื่อโจทก์สามารถขายที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยได้รับเงินจำนวนดังกล่าวแล้ว จำเลยกับบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาททันที หากไม่ออกไปถือว่าผิดสัญญา ยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที โจทก์ตกลงให้จำเลยเลี้ยงปลาในที่ดินพิพาทและจะไม่โอนที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลอื่นเป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน นับจากวันทำสัญญา โดยไม่คิดค่าเช่าเป็นเวลา 1 ปี หลังจากนั้นโจทก์คิดค่าเช่าจำเลยปีละ 50,000 บาท เมื่อโจทก์สามารถขายที่ดินพิพาทได้และกำหนดวันโอนกับผู้ซื้อ โจทก์จะแจ้งให้จำเลยทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน โดยแจ้งเป็นหนังสือทางไปรษณีย์ตอบรับ จำเลยและบริวารต้องออกจากที่ดินพิพาททันทีในวันที่มีการโอนที่ดิน และโจทก์ต้องจ่ายเงินตามที่ตกลงกันโดยหักกับค่าเช่ารายเดือนตามจำนวนเดือนที่จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาท หากจำเลยและบริวารผิดสัญญาไม่ยอมออกจากที่ดินพิพาท จำเลยยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ศาลพิพากษาให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามคำพิพากษาตามยอมลงวันที่ 3 เมษายน 2562 วันที่ 19 ตุลาคม 2563 โจทก์ยื่นคำขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีความว่า โจทก์ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้แก่นายบัญญัติมีกำหนดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2563 ซึ่งโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบวันนัดดังกล่าวและแจ้งให้จำเลยไปรับเงินตามข้อตกลงแล้ว แต่จำเลยไม่ไปตามกำหนดนัด เป็นพฤติการณ์หลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์จึงนำเงิน 1,472,494 บาท ไปวาง ณ สำนักงานวางทรัพย์เพื่อชำระให้แก่จำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ตามหมายบังคับคดีลงวันที่ 20 ตุลาคม 2563 วันที่ 15 ธันวาคม 2564 ผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์พร้อมรวบรวมทรัพย์สินของจำเลย และยึดปลาของจำเลยในบ่อซึ่งอยู่ในที่ดินพิพาทเพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระค่าเช่าที่ดินพิพาทที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์ วันที่ 21 ธันวาคม 2564 จำเลยยื่นคำร้อง ขอให้เพิกถอนการบังคับคดี โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2562 โจทก์ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้แก่นายบัญญัติ ในราคา 4,965,500 บาท ตกลงว่าจะไปทำนิติกรรมโอนที่ดินภายใน 7 วัน หลังจากพ้นกำหนดเวลาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลยฉบับลงวันที่ 3 เมษายน 2562 หรือเมื่อจำเลยและบริวารได้ออกจากที่ดินก่อนครบกำหนดเวลาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว วันที่ 23 สิงหาคม 2563 โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือแจ้งจำเลยว่า โจทก์มีกำหนดโอนขายที่ดินพิพาทในวันที่ 8 ตุลาคม 2563 เวลา 9 นาฬิกา ขอให้จำเลยไปรับเงิน 1,475,000 บาท ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี ในวันและเวลาดังกล่าว โดยให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาททันทีตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยทราบนัดแล้วแต่ไม่ได้ไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี เพื่อรับเงินจากโจทก์ในวันดังกล่าวและไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบ ในวันดังกล่าว เวลา 12.30 นาฬิกา โจทก์และนายบัญญัติไปแจ้งความเรื่องที่จำเลยไม่ไปรับเงินจากโจทก์ไว้เป็นหลักฐานต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรพนัสนิคม และในวันเดียวกันนั้น นายบัญญัติซึ่งเกรงว่าจำเลยจะไม่ออกจากที่ดินพิพาทจึงไม่ยอมรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน และขอชำระเงินค่าที่ดินบางส่วนแก่โจทก์เป็นเงิน 1,475,000 บาท ต่อมาวันที่ 19 ตุลาคม 2563 โจทก์วางเงิน 1,472,494 บาท ต่อสำนักงานบังคับคดีจังหวัดชลบุรี โดยคิดหักค่าเช่าถึงวันที่นำเงินไปวาง วันที่ 16 ธันวาคม 2564 เจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานต่อศาลว่า เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2564 เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ และยึดทรัพย์สินของจำเลย คือ ปลาไม่ทราบชนิดและไม่ทราบจำนวน จำนวน 5 บ่อ เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระค่าเช่าที่ดินที่ค้างชำระโดยให้เก็บรักษาไว้ในบ่อปลา และผู้แทนโจทก์แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายหรือจำหน่ายทันทีเพราะเป็นทรัพย์ที่มีสภาพเป็นของสดหรือเสียได้ วันที่ 21 ธันวาคม 2564 จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดี ต่อมาวันที่ 6 มกราคม 2565 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการขายทอดตลาดปลาในบ่อเลี้ยงปลาของจำเลยไว้ก่อน หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2565 โจทก์ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทและขายให้แก่นายชิษณุพงศ์ โดยโจทก์ริบมัดจำนายบัญญัติอ้างว่านายบัญญัติผิดนัดไม่ชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า มีเหตุให้เพิกถอนการบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2562 ข้อ 1. กำหนดว่า โจทก์ตกลงชำระเงินให้แก่จำเลย 1,500,000 บาท และจำเลยกับบริวารตกลงออกจากที่ดินพิพาท โจทก์จะชำระเงินให้จำเลยต่อเมื่อโจทก์สามารถขายที่ดินพิพาทได้ในวันโอนที่ดินพิพาทและได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อ เมื่อจำเลยได้รับเงินจำนวนดังกล่าวแล้ว จำเลยและบริวารของจำเลยจะออกจากที่ดินพิพาททันที หากจำเลยและบริวารไม่ออกไปจากที่ดินพิพาทถือว่าจำเลยผิดสัญญา ยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที และข้อ 2. กำหนดว่า โจทก์ตกลงให้จำเลยอยู่ทำประโยชน์ (เลี้ยงปลา) ในที่ดินพิพาท และจะยังไม่โอนที่ดินให้บุคคลอื่นเป็นระยะเวลา 1 ปี 6 เดือน นับจากวันทำสัญญาฉบับนี้ โดยไม่คิดค่าเช่าจากจำเลยเป็นระยะเวลา 1 ปี หลังจากนั้นโจทก์ขอคิดค่าเช่าจำเลยปีละ 50,000 บาท คิดเป็นอัตราเดือนละ 4,160 บาท สัญญาประนีประนอมยอมความจึงมีสาระสำคัญว่า จำเลยและบริวารยินยอมออกจากที่ดินพิพาทโดยโจทก์ตกลงเสียค่าตอบแทนให้แก่จำเลยเป็นเงิน 1,500,000 บาท มีเงื่อนไขว่าโจทก์จะไม่โอนขายที่ดินพิพาทภายในเวลา 1 ปี 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และในระหว่างเวลาดังกล่าว โจทก์ยินยอมให้จำเลยเลี้ยงปลาในที่ดินพิพาทโดยไม่คิดค่าเช่าเป็นเวลา 1 ปี หลังจากนั้นจึงคิดค่าเช่าปีละ 50,000 บาท หรือเดือนละ 4,160 บาท ข้อตกลงว่าจะไม่โอนขายที่ดินพิพาทภายในเวลา 1 ปี 6 เดือน จึงเป็นเงื่อนเวลาเริ่มต้นที่ห้ามมิให้โจทก์ทวงถามให้ปฏิบัติการตามนิติกรรมนั้นก่อนถึงเวลากำหนดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 191 วรรคหนึ่ง ส่วนที่สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1. กำหนดว่า โจทก์จะชำระเงินให้จำเลยต่อเมื่อโจทก์สามารถขายที่ดินพิพาทได้ในวันโอนที่ดินพิพาทและได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อนั้น เห็นว่า มูลความแห่งคดีของจำเลยในสำนวนที่สองเป็นกรณีจำเลยฟ้องขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยและรับเงินค่าที่ดินที่เหลืออีก 1,730,000 บาท อ้างว่าจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับโจทก์โดยจำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์แล้ว 1,570,000 บาท แต่โจทก์ผิดสัญญาไม่รับชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ การที่โจทก์และจำเลยตกลงกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยโจทก์ยอมชำระเงินให้แก่จำเลย 1,500,000 บาท จึงเห็นได้ว่าจำเลยประสงค์ที่จะได้รับเงินค่าที่ดินคืนจากโจทก์เพื่อเป็นการตอบแทนกับการที่จำเลยและบริวารยอมออกไปจากที่ดินพิพาท โดยที่จำเลยยังสามารถทำกินในที่ดินแปลงดังกล่าวต่อไปเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี 6 เดือน และได้รับยกเว้นค่าเช่าเป็นเวลา 1 ปี การกำหนดในสัญญาประนีประนอมยอมความว่า โจทก์จะชำระเงินให้จำเลยต่อเมื่อโจทก์สามารถขายที่ดินพิพาทได้ในวันโอนที่ดินพิพาทและได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อจึงหาใช่เงื่อนไขบังคับก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 183 ซึ่งโจทก์จะต้องดำเนินการขายและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเสียก่อนจึงจะสามารถชำระเงินให้แก่จำเลยดังที่จำเลยฎีกาไม่ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 3. กำหนดให้โจทก์มีหน้าที่ต้องแจ้งกำหนดวันจดทะเบียนโอนที่ดินให้จำเลยทราบไม่น้อยกว่า 30 วัน และโจทก์มิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามเงื่อนไขในสัญญานั้น เห็นว่า จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยได้รับหนังสือแจ้งกำหนดวันโอนขายที่ดินฉบับลงวันที่ 23 สิงหาคม 2563 แล้ว แต่ไม่ได้เดินทางไปตามกำหนดเนื่องจากจำเลยไม่สบาย เหตุที่จำเลยไม่ไปรับเงินจากโจทก์ตามที่ได้รับแจ้งในหนังสือดังกล่าวจึงมิใช่เป็นเพราะโจทก์ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อ 3. ของสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงถือได้ว่าจำเลยทราบกำหนดนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินระหว่างโจทก์และนายบัญญัติเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2563 ตามเงื่อนไขที่กำหนดในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 3. แล้ว การที่จำเลยไม่ไปรับเงินจำนวน 1,475,000 บาท จากโจทก์ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี ในวันดังกล่าวโดยยกขึ้นอ้างในชั้นพิจารณาของศาลว่าเจ็บป่วยแต่ไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบก่อนหรือในวันนัด จึงเป็นการบอกปัดไม่ยอมรับชำระหนี้โดยปราศจากเหตุอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย โจทก์ย่อมมีสิทธิวางทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งหนี้เพื่อประโยชน์ของจำเลยเพื่อให้หลุดพ้นจากหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 331 ซึ่งได้ความว่า โจทก์และนายบัญญัติไปแจ้งความเรื่องดังกล่าวไว้เป็นหลักฐานเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2563 เวลา 12.14 นาฬิกา แล้วต่อมาวันที่ 19 ตุลาคม 2563 โจทก์วางเงิน 1,472,494 บาท ต่อสำนักงานบังคับคดีจังหวัดชลบุรี อันเป็นสำนักงานวางทรัพย์ประจำตำบลที่จะต้องชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 333 วรรคหนึ่ง จึงเป็นการวางทรัพย์ตามบทบัญญัติของกฎหมายย่อมถือได้ว่าโจทก์ชำระหนี้ให้แก่จำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว เมื่อจำเลยไม่ออกไปจากที่ดินพิพาท โจทก์จึงมีสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยได้ และเมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้วไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาประการอื่นของจำเลยอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (อภิชาต ภมรบุตร-นุกูลกิจ เศรษฐกิจนุกูล-พงษ์ศักดิ์ ตระกูลศิลป์) ศาลจังหวัดชลบุรี - นางสาวฐิตพร พงษ์ไพโรจน์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - ธันว์ บุณยะตุลานนท์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา พ.464-465/2567 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
721446
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดชลบุรี",
        "judge": "นางสาวฐิตพร พงษ์ไพโรจน์"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 2",
        "judge": "ธันว์ บุณยะตุลานนท์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778180410469"
    }
}
date
2568
deka_no
5609/2568
deka_running_no
5609
deka_year
2568
department
แผนก
judges
[
    "อภิชาต ภมรบุตร",
    "นุกูลกิจ เศรษฐกิจนุกูล",
    "พงษ์ศักดิ์ ตระกูลศิลป์"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 183",
            "ม. 191 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 331",
            "ม. 333"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 295"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาง ผ."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ส."
    }
]
long_text
คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้คงเรียกโจทก์สำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยสำนวนที่สองว่า โจทก์ เรียกจำเลยสำนวนแรกซึ่งเป็นโจทก์สำนวนที่สองว่าจำเลย

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันเป็นใจความว่า โจทก์ตกลงชำระเงินให้แก่จำเลย 1,500,000 บาท ส่วนจำเลยและบริวารตกลงออกจากที่ดินพิพาท โดยโจทก์จะชำระเงินให้แก่จำเลยเมื่อโจทก์สามารถขายที่ดินพิพาท เมื่อจำเลยได้รับเงินจำนวนดังกล่าวแล้ว จำเลยกับบริวารจะออกไปจากที่ดินพิพาททันที หากไม่ออกไปถือว่าผิดสัญญา ยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที โจทก์ตกลงให้จำเลยเลี้ยงปลาในที่ดินพิพาทและจะไม่โอนที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลอื่นเป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน นับจากวันทำสัญญา โดยไม่คิดค่าเช่าเป็นเวลา 1 ปี หลังจากนั้นโจทก์คิดค่าเช่าจำเลยปีละ 50,000 บาท เมื่อโจทก์สามารถขายที่ดินพิพาทได้และกำหนดวันโอนกับผู้ซื้อ โจทก์จะแจ้งให้จำเลยทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 30 วัน โดยแจ้งเป็นหนังสือทางไปรษณีย์ตอบรับ จำเลยและบริวารต้องออกจากที่ดินพิพาททันทีในวันที่มีการโอนที่ดิน และโจทก์ต้องจ่ายเงินตามที่ตกลงกันโดยหักกับค่าเช่ารายเดือนตามจำนวนเดือนที่จำเลยอยู่ในที่ดินพิพาท หากจำเลยและบริวารผิดสัญญาไม่ยอมออกจากที่ดินพิพาท จำเลยยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที ศาลพิพากษาให้เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ตามคำพิพากษาตามยอมลงวันที่ 3 เมษายน 2562

วันที่ 19 ตุลาคม 2563 โจทก์ยื่นคำขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดีความว่า โจทก์ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้แก่นายบัญญัติมีกำหนดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2563 ซึ่งโจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยทราบวันนัดดังกล่าวและแจ้งให้จำเลยไปรับเงินตามข้อตกลงแล้ว แต่จำเลยไม่ไปตามกำหนดนัด เป็นพฤติการณ์หลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม โจทก์จึงนำเงิน 1,472,494 บาท ไปวาง ณ สำนักงานวางทรัพย์เพื่อชำระให้แก่จำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี ตามหมายบังคับคดีลงวันที่ 20 ตุลาคม 2563

วันที่ 15 ธันวาคม 2564 ผู้แทนโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์พร้อมรวบรวมทรัพย์สินของจำเลย และยึดปลาของจำเลยในบ่อซึ่งอยู่ในที่ดินพิพาทเพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระค่าเช่าที่ดินพิพาทที่จำเลยค้างชำระแก่โจทก์

วันที่ 21 ธันวาคม 2564 จำเลยยื่นคำร้อง ขอให้เพิกถอนการบังคับคดี

โจทก์ยื่นคำคัดค้าน ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2562 โจทก์ทำสัญญาจะขายที่ดินพิพาทให้แก่นายบัญญัติ ในราคา 4,965,500 บาท ตกลงว่าจะไปทำนิติกรรมโอนที่ดินภายใน 7 วัน หลังจากพ้นกำหนดเวลาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลยฉบับลงวันที่ 3 เมษายน 2562 หรือเมื่อจำเลยและบริวารได้ออกจากที่ดินก่อนครบกำหนดเวลาตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว วันที่ 23 สิงหาคม 2563 โจทก์ให้ทนายความมีหนังสือแจ้งจำเลยว่า โจทก์มีกำหนดโอนขายที่ดินพิพาทในวันที่ 8 ตุลาคม 2563 เวลา 9 นาฬิกา ขอให้จำเลยไปรับเงิน 1,475,000 บาท ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี ในวันและเวลาดังกล่าว โดยให้จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาททันทีตามข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความ จำเลยทราบนัดแล้วแต่ไม่ได้ไปที่สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี เพื่อรับเงินจากโจทก์ในวันดังกล่าวและไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบ ในวันดังกล่าว เวลา 12.30 นาฬิกา โจทก์และนายบัญญัติไปแจ้งความเรื่องที่จำเลยไม่ไปรับเงินจากโจทก์ไว้เป็นหลักฐานต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรพนัสนิคม และในวันเดียวกันนั้น นายบัญญัติซึ่งเกรงว่าจำเลยจะไม่ออกจากที่ดินพิพาทจึงไม่ยอมรับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน และขอชำระเงินค่าที่ดินบางส่วนแก่โจทก์เป็นเงิน 1,475,000 บาท ต่อมาวันที่ 19 ตุลาคม 2563 โจทก์วางเงิน 1,472,494 บาท ต่อสำนักงานบังคับคดีจังหวัดชลบุรี โดยคิดหักค่าเช่าถึงวันที่นำเงินไปวาง วันที่ 16 ธันวาคม 2564 เจ้าพนักงานบังคับคดีรายงานต่อศาลว่า เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2564 เจ้าพนักงานบังคับคดีส่งมอบการครอบครองที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ และยึดทรัพย์สินของจำเลย คือ ปลาไม่ทราบชนิดและไม่ทราบจำนวน จำนวน 5 บ่อ เพื่อขายทอดตลาดนำเงินมาชำระค่าเช่าที่ดินที่ค้างชำระโดยให้เก็บรักษาไว้ในบ่อปลา และผู้แทนโจทก์แถลงขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีขายหรือจำหน่ายทันทีเพราะเป็นทรัพย์ที่มีสภาพเป็นของสดหรือเสียได้ วันที่ 21 ธันวาคม 2564 จำเลยยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดี ต่อมาวันที่ 6 มกราคม 2565 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้งดการขายทอดตลาดปลาในบ่อเลี้ยงปลาของจำเลยไว้ก่อน หลังจากนั้นเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2565 โจทก์ไถ่ถอนจำนองที่ดินพิพาทและขายให้แก่นายชิษณุพงศ์ โดยโจทก์ริบมัดจำนายบัญญัติอ้างว่านายบัญญัติผิดนัดไม่ชำระราคาที่ดินส่วนที่เหลือ

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยมีว่า มีเหตุให้เพิกถอนการบังคับคดีหรือไม่ เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2562 ข้อ 1. กำหนดว่า โจทก์ตกลงชำระเงินให้แก่จำเลย 1,500,000 บาท และจำเลยกับบริวารตกลงออกจากที่ดินพิพาท โจทก์จะชำระเงินให้จำเลยต่อเมื่อโจทก์สามารถขายที่ดินพิพาทได้ในวันโอนที่ดินพิพาทและได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อ เมื่อจำเลยได้รับเงินจำนวนดังกล่าวแล้ว จำเลยและบริวารของจำเลยจะออกจากที่ดินพิพาททันที หากจำเลยและบริวารไม่ออกไปจากที่ดินพิพาทถือว่าจำเลยผิดสัญญา ยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที และข้อ 2. กำหนดว่า โจทก์ตกลงให้จำเลยอยู่ทำประโยชน์ (เลี้ยงปลา) ในที่ดินพิพาท และจะยังไม่โอนที่ดินให้บุคคลอื่นเป็นระยะเวลา 1 ปี 6 เดือน นับจากวันทำสัญญาฉบับนี้ โดยไม่คิดค่าเช่าจากจำเลยเป็นระยะเวลา 1 ปี หลังจากนั้นโจทก์ขอคิดค่าเช่าจำเลยปีละ 50,000 บาท คิดเป็นอัตราเดือนละ 4,160 บาท สัญญาประนีประนอมยอมความจึงมีสาระสำคัญว่า จำเลยและบริวารยินยอมออกจากที่ดินพิพาทโดยโจทก์ตกลงเสียค่าตอบแทนให้แก่จำเลยเป็นเงิน 1,500,000 บาท มีเงื่อนไขว่าโจทก์จะไม่โอนขายที่ดินพิพาทภายในเวลา 1 ปี 6 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และในระหว่างเวลาดังกล่าว โจทก์ยินยอมให้จำเลยเลี้ยงปลาในที่ดินพิพาทโดยไม่คิดค่าเช่าเป็นเวลา 1 ปี หลังจากนั้นจึงคิดค่าเช่าปีละ 50,000 บาท หรือเดือนละ 4,160 บาท ข้อตกลงว่าจะไม่โอนขายที่ดินพิพาทภายในเวลา 1 ปี 6 เดือน จึงเป็นเงื่อนเวลาเริ่มต้นที่ห้ามมิให้โจทก์ทวงถามให้ปฏิบัติการตามนิติกรรมนั้นก่อนถึงเวลากำหนดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 191 วรรคหนึ่ง ส่วนที่สัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 1. กำหนดว่า โจทก์จะชำระเงินให้จำเลยต่อเมื่อโจทก์สามารถขายที่ดินพิพาทได้ในวันโอนที่ดินพิพาทและได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อนั้น เห็นว่า มูลความแห่งคดีของจำเลยในสำนวนที่สองเป็นกรณีจำเลยฟ้องขอให้บังคับโจทก์จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยและรับเงินค่าที่ดินที่เหลืออีก 1,730,000 บาท อ้างว่าจำเลยทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพิพาทกับโจทก์โดยจำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์แล้ว 1,570,000 บาท แต่โจทก์ผิดสัญญาไม่รับชำระเงินค่าที่ดินส่วนที่เหลือ การที่โจทก์และจำเลยตกลงกันตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยโจทก์ยอมชำระเงินให้แก่จำเลย 1,500,000 บาท จึงเห็นได้ว่าจำเลยประสงค์ที่จะได้รับเงินค่าที่ดินคืนจากโจทก์เพื่อเป็นการตอบแทนกับการที่จำเลยและบริวารยอมออกไปจากที่ดินพิพาท โดยที่จำเลยยังสามารถทำกินในที่ดินแปลงดังกล่าวต่อไปเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี 6 เดือน และได้รับยกเว้นค่าเช่าเป็นเวลา 1 ปี การกำหนดในสัญญาประนีประนอมยอมความว่า โจทก์จะชำระเงินให้จำเลยต่อเมื่อโจทก์สามารถขายที่ดินพิพาทได้ในวันโอนที่ดินพิพาทและได้รับชำระเงินจากผู้ซื้อจึงหาใช่เงื่อนไขบังคับก่อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 183 ซึ่งโจทก์จะต้องดำเนินการขายและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเสียก่อนจึงจะสามารถชำระเงินให้แก่จำเลยดังที่จำเลยฎีกาไม่ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 3. กำหนดให้โจทก์มีหน้าที่ต้องแจ้งกำหนดวันจดทะเบียนโอนที่ดินให้จำเลยทราบไม่น้อยกว่า 30 วัน และโจทก์มิได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามเงื่อนไขในสัญญานั้น เห็นว่า จำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า จำเลยได้รับหนังสือแจ้งกำหนดวันโอนขายที่ดินฉบับลงวันที่ 23 สิงหาคม 2563 แล้ว แต่ไม่ได้เดินทางไปตามกำหนดเนื่องจากจำเลยไม่สบาย เหตุที่จำเลยไม่ไปรับเงินจากโจทก์ตามที่ได้รับแจ้งในหนังสือดังกล่าวจึงมิใช่เป็นเพราะโจทก์ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขข้อ 3. ของสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงถือได้ว่าจำเลยทราบกำหนดนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินระหว่างโจทก์และนายบัญญัติเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2563 ตามเงื่อนไขที่กำหนดในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 3. แล้ว การที่จำเลยไม่ไปรับเงินจำนวน 1,475,000 บาท จากโจทก์ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดชลบุรี ในวันดังกล่าวโดยยกขึ้นอ้างในชั้นพิจารณาของศาลว่าเจ็บป่วยแต่ไม่ได้แจ้งให้โจทก์ทราบก่อนหรือในวันนัด จึงเป็นการบอกปัดไม่ยอมรับชำระหนี้โดยปราศจากเหตุอันจะอ้างได้ตามกฎหมาย โจทก์ย่อมมีสิทธิวางทรัพย์อันเป็นวัตถุแห่งหนี้เพื่อประโยชน์ของจำเลยเพื่อให้หลุดพ้นจากหนี้ได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 331 ซึ่งได้ความว่า โจทก์และนายบัญญัติไปแจ้งความเรื่องดังกล่าวไว้เป็นหลักฐานเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2563 เวลา 12.14 นาฬิกา แล้วต่อมาวันที่ 19 ตุลาคม 2563 โจทก์วางเงิน 1,472,494 บาท ต่อสำนักงานบังคับคดีจังหวัดชลบุรี อันเป็นสำนักงานวางทรัพย์ประจำตำบลที่จะต้องชำระหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 333 วรรคหนึ่ง จึงเป็นการวางทรัพย์ตามบทบัญญัติของกฎหมายย่อมถือได้ว่าโจทก์ชำระหนี้ให้แก่จำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว เมื่อจำเลยไม่ออกไปจากที่ดินพิพาท โจทก์จึงมีสิทธิบังคับคดีแก่จำเลยได้ และเมื่อได้วินิจฉัยดังนี้แล้วไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาประการอื่นของจำเลยอีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\snapshots\20260508_020000\000003.html
source_run
20260508_020000
supreme_black_case_no
พ.464-465/2567
type
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5608 -
year
2568