คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1242/2567 ฉบับเต็ม

#721448
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1242/2567 นาย ช. โจทก์ นาง ธ. จำเลย ป.พ.พ. มาตรา 1526 ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5), มาตรา 225 พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง แม้จำเลยจะมิได้บรรยายในคำฟ้องอุทธรณ์ด้วยถ้อยคำที่ชัดแจ้งว่า พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมารับฟังได้ความว่าการหย่าในคดีนี้ทำให้จำเลยยากจนลงก็ตาม แต่ในอุทธรณ์ของจำเลยกล่าวอ้างถึงข้อเท็จจริงต่าง ๆ อันเป็นพฤติกรรมของการใช้ชีวิตสมรสร่วมกันระหว่างโจทก์กับจำเลยว่ามีความเป็นมาอย่างไร หนี้สินในระหว่างสมรสเกิดขึ้นได้อย่างไร จำเลยต้องรับผิดชอบหนี้สินดังกล่าวเพียงใด และโจทก์อุปการะเลี้ยงดูยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา ปัญหาหนี้สินและเรื่องชู้สาวทำให้จำเลยเกิดความเครียดจนเกิดอาการเส้นเลือดในสมองตีบ ทั้งจำเลยมีอายุมากกว่าโจทก์ 20 ปี ปัจจุบันจำเลยไม่ได้ประกอบอาชีพ แต่โจทก์ยังอยู่ในช่วงวัยทำงาน เมื่อโจทก์ไม่อุปการะเลี้ยงดูจำเลย ทำให้จำเลยมีความยากลำบากในการดำรงชีพ ซึ่งเป็นการยกเหตุผลตามที่จำเลยได้เบิกความมา จึงพอแปลปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยได้ว่า จำเลยยกข้อกล่าวอ้างดังกล่าวขึ้นโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาแล้วนั้นรับฟังได้ว่าการหย่าทำให้จำเลยยากจนลงอย่างไรเพื่อขอเรียกค่าเลี้ยงชีพ อุทธรณ์จำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ชัดแจ้ง ชอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยให้ ย่อมเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นอ้างในฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง ปัญหาว่า การหย่าทำให้จำเลยยากจนลงอันเป็นเหตุให้จำเลยมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์หรือไม่ เพียงใด เมื่อศาลชั้นต้นสืบพยานจนเสร็จสิ้นแล้ว ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวน เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องขอหย่าขาดจากจำเลยในขณะที่โจทก์มีอายุ 47 ปี เป็นเชฟที่มีฝืมือและมีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก มีรายได้สูง และสามารถอุปการะเลี้ยงดูจำเลยได้เป็นอย่างดี ต่างจากจำเลยซึ่งมีอายุ 66 ปี อยู่ในวัยเกษียณ ไม่มีรายได้ประจำจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส ประกอบกับมีโรคประจำตัวต้องใช้เงินรักษาอาการเจ็บป่วยย่อมเกิดความยากลำบากในการดำรงชีพหรือประกอบอาชีพของตน จึงมีความจำเป็นต้องอาศัยอีกฝ่ายอุปการะเลี้ยงดู ดังนี้ แม้ระหว่างสมรสจำเลยจะมีรายได้ดีกว่าโจทก์และเป็นผู้อุปการะสนับสนุนโจทก์มาโดยตลอด แต่เมื่อต่อมาพฤติการณ์รายได้หรือฐานะของโจทก์และจำเลยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยปัจจุบันโจทก์กลับอยู่ในสภาพที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าจำเลย โจทก์จึงมีหน้าที่อุปการะดูแลจำเลยยามเจ็บป่วยและไม่สามารถหารายได้ได้ดังเดิม เมื่อโจทก์มาฟ้องหย่าขาดจากจำเลยในช่วงเวลาที่จำเลยกำลังยากลำบากเช่นนี้โดยการหย่าเกิดขึ้นจากความผิดของโจทก์ฝ่ายเดียว จึงต้องถือว่าการหย่านั้นเป็นเหตุให้จำเลยยากจนลงแล้ว จำเลยจึงมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1526 นับแต่วันที่คำพิพากษาให้หย่าขาดจากกันถึงที่สุด ส่วนค่าเลี้ยงชีพจะเห็นสมควรกำหนดให้เป็นจำนวนเพียงใดนั้น ตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว ศาลมีอำนาจกำหนดให้โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้และฐานะของผู้รับ จำเลยยังมีส่วนที่ได้รับผลประโยชน์อันเกิดจากการทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินและหนี้สินกับโจทก์ แม้จะเป็นรายได้ที่ไม่แน่นอนแต่ย่อมถือเป็นรายได้ที่เลี้ยงดูจำเลยได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้โจทก์ยังมีภาระต้องไถ่ถอนที่ดินโฉนดเลขที่ 10081 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 9/9 จากธนาคารผู้รับจำนองเพียงคนเดียวซึ่งทรัพย์ดังกล่าวตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย อันเป็นพฤติการณ์ที่ศาลสามารถนำมาพิจารณาเพื่อประกอบการกำหนดค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยได้ ปัจจุบันโจทก์มีอายุ 50 ปีเศษ อยู่ในช่วงวัยทำงานตอนปลายเมื่อคำนึงถึงความสามารถของโจทก์ หากให้โจทก์รับผิดชอบในค่าเลี้ยงชีพจนกว่าจำเลยจะถึงแก่ความตายก็จะเป็นระยะเวลายาวนานเกินควรแก่ความสามารถของโจทก์ เห็นสมควรกำหนดให้โจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยเดือนละ 50,000 บาท เป็นเวลา 10 ปี เว้นแต่จำเลยสมรสใหม่หรือถึงแก่ความตายภายในระยะเวลาดังกล่าว ___________________________ คดีสำนวนนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 211/2564 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโจทก์ในคดีดังกล่าวซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้ว่า โจทก์ และให้เรียกจำเลยในคดีดังกล่าวซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้ว่า จำเลย แต่คดีดังกล่าวยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกา คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้ โจทก์สำนวนแรกฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน จำเลยสำนวนแรกให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยสำนวนนี้ฟ้องขอให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้โจทก์ไถ่ถอนบ้านเลขที่ตามฟ้องซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 10081 จากธนาคารผู้รับจำนอง หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้ใส่ชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียว กับให้โจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลย 50,000,000 บาท โจทก์สำนวนนี้ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ให้โจทก์กับจำเลยรับผิดไถ่ถอนที่ดินโฉนดเลขที่ 10081 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 9/9 จากธนาคารผู้รับจำนองตามส่วนเท่ากัน หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้ใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ไถ่ถอนที่ดินโฉนดเลขที่ 10081 จากธนาคารผู้รับจำนองโดยจำเลยไม่ต้องร่วมรับผิดกับโจทก์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่กระทบถึงสิทธิของเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่มีต่อมูลหนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย และศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน เนื่องจากโจทก์ส่งเสียอุปการะเลี้ยงดูยกย่องหญิงอื่นและแสดงออกโดยเปิดเผยว่าหญิงนั้นเป็นภริยา ถือว่าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของโจทก์แต่ฝ่ายเดียว คู่ความไม่อุทธรณ์ ประเด็นดังกล่าวเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ทั้งข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า ระหว่างสมรสเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2555 โจทก์กับจำเลยทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินและหนี้สิน ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้โจทก์ไถ่ถอนที่ดินโฉนดเลขที่ 10081 จากธนาคารผู้รับจำนองโดยจำเลยไม่ต้องร่วมรับผิดกับโจทก์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่กระทบถึงสิทธิของเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่มีต่อมูลหนี้ โจทก์และจำเลยไม่ฎีกา ประเด็นดังกล่าวจึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ มีปัญหาตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการเดียวว่า จำเลยมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์หรือไม่ เพียงใด คดีนี้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยในทำนองว่า อุทธรณ์ของจำเลยไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบไม่ชัดเจนว่าการหย่าทำให้จำเลยยากจนลงนั้นไม่ถูกต้องอย่างไร ศาลฎีกาเห็นสมควรยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยก่อนว่า ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของจำเลยไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าการหย่าทำให้จำเลยยากจนลงนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะมิได้บรรยายในคำฟ้องอุทธรณ์ด้วยถ้อยคำที่ชัดแจ้งว่า พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมารับฟังได้ความว่าการหย่าในคดีนี้ทำให้จำเลยยากจนลงก็ตาม แต่ในอุทธรณ์ของจำเลยกล่าวอ้างถึงข้อเท็จจริงต่าง ๆ อันเป็นพฤติการณ์ของการใช้ชีวิตสมรสร่วมกันระหว่างโจทก์กับจำเลยว่ามีความเป็นมาอย่างไร หนี้สินในระหว่างสมรสเกิดขึ้นได้อย่างไร จำเลยต้องรับผิดชอบหนี้สินดังกล่าวเพียงใด และโจทก์อุปการะเลี้ยงดูยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา ปัญหาหนี้สินและเรื่องชู้สาวทำให้จำเลยเกิดความเครียดจนเกิดอาการเส้นเลือดในสมองตีบ ทั้งจำเลยมีอายุมากกว่าโจทก์ 20 ปี ปัจจุบันจำเลยไม่ได้ประกอบอาชีพแต่โจทก์ยังอยู่ในช่วงวัยทำงาน เมื่อโจทก์ไม่อุปการะเลี้ยงดูจำเลย ทำให้จำเลยมีความยากลำบากในการดำรงชีพที่ต้องพยายามหาเงินใช้รักษาอาการเจ็บป่วยด้วยตนเอง ซึ่งเป็นการยกเหตุผลตามที่จำเลยได้เบิกความมา จึงพอแปลปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยได้ว่า จำเลยยกข้อกล่าวอ้างดังกล่าวขึ้นโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาแล้วนั้นรับฟังได้ว่าการหย่าทำให้จำเลยยากจนลงอย่างไรเพื่อขอเรียกค่าเลี้ยงชีพ ซึ่งศาลชั้นต้นมิได้กำหนดให้แก่จำเลยตามที่ขอ ประกอบกับไม่ปรากฏเหตุผลจากคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่า เพราะเหตุใดพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาจึงรับฟังไม่ได้ว่าการหย่านี้ทำให้จำเลยยากจนลง ย่อมเป็นเรื่องยากแก่จำเลยที่จะโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้อย่างละเอียดเช่นกัน เมื่อพิจารณาอุทธรณ์จำเลยทั้งฉบับแล้วสามารถเข้าใจได้ว่าจำเลยโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วยเหตุผลต่าง ๆ ดังที่ปรากฏในอุทธรณ์ของจำเลย เพื่อให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังว่าพยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าการหย่านั้นทำให้จำเลยยากจนลง อุทธรณ์จำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ชัดแจ้ง ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยให้ย่อมเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นอ้างในฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง อย่างไรก็ตามเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า การหย่าเกิดจากความผิดของโจทก์ฝ่ายเดียว จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การหย่าทำให้จำเลยยากจนลงอันเป็นเหตุให้จำเลยมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์หรือไม่ เพียงใด ซึ่งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยในส่วนนี้ เมื่อศาลชั้นต้นสืบพยานจนเสร็จสิ้นแล้ว เพื่อความรวดเร็วศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำวินิจฉัยก่อน ได้ความจากทางนำสืบของจำเลยว่า โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2539 หลังจากโจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสแล้วได้ร่วมกันประกอบธุรกิจหลายอย่าง แต่โจทก์ไม่เคยอุปการะเลี้ยงดูจำเลย โจทก์อุปการะเลี้ยงดูยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาตั้งแต่ปี 2555 จนเป็นที่มาของการทำบันทึกข้อตกลง วันที่ 12 ตุลาคม 2560 โจทก์ขอหย่าขาดจากจำเลย จำเลยขอค่าอุปการะเลี้ยงดูจากโจทก์เดือนละ 100,000 บาท โจทก์ตกลง แต่จ่ายให้ถึงสิ้นปี 2560 เท่านั้น ต่อมาปี 2562 จำเลยทราบว่าโจทก์อุปการะยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาอีก จำเลยจึงยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากหญิงดังกล่าวและสามารถตกลงกันได้ อีกทั้งโจทก์ยังประกอบธุรกิจโดยไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบหลายอย่าง เช่น ก่อตั้งบริษัท ว. และบริษัท ส. และในปีเดียวกันได้มีหนังสือจากกรมบังคับคดีมาถึงจำเลยว่าโจทก์ไปกู้ยืมเงินบุคคลอื่นจนมีหมายมาขอยึดบ้านเป็นเหตุให้จำเลยมีความเครียดจนเกิดอาการเส้นเลือดในสมองตีบ (สโตรก) ต้องเข้าไปดูอาการในห้องไอ ซี ยู เป็นเวลา 2 วัน หลังจากนั้นไปตรวจอาการทุกเดือนและรับประทานยาตลอดชีวิต ขณะที่อยู่ร่วมกันจำเลยประกอบอาชีพที่ดีดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสมาคม ช. และสนับสนุนโจทก์ประกอบอาชีพหลากหลายจนโจทก์เป็นเชฟที่มีชื่อเสียง แต่โจทก์ไม่เคยส่งเสียเลี้ยงดูจำเลย จำเลยมีค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคหลอดเลือดในสมองตีบ และต้องรับผิดชอบชำระหนี้จำนอง โจทก์กับจำเลยอยู่กินด้วยกันมา 25 ปี โจทก์เข้ามาอยู่มีกระเป๋าใบเดียว จำเลยต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตลอดระยะเวลาที่อยู่ร่วมกัน ก่อนสมรสกันโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างทำอาหารอยู่ที่ต่างประเทศไม่ได้ประกอบธุรกิจใด หลังจากสมรสกันแล้ว โจทก์กับจำเลยมีธุรกิจร้านอาหาร และรับจัดสวนชื่อบริษัท ก. จำเลยรับภาระชำระหนี้ค่าบ้านเลขที่ 9/9 มาโดยตลอด ปัจจุบันจำเลยอายุ 69 ปี ไม่ได้ประกอบอาชีพ ไม่มีเงินผ่อนชำระหนี้กับธนาคาร ส่วนโจทก์มีสถานะการเงินที่จะจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้แก่จำเลย 50,000,000 บาท เนื่องจากมีรายได้จากธุรกิจ นอกจากนี้โจทก์ดำเนินการเปิดร้านอาหารหรือออกรายการโทรทัศน์ โดยโจทก์นำสืบเจือสมว่า ก่อนสมรสโจทก์ประกอบอาชีพเชฟทำอาหาร หลังจากสมรสแล้วโจทก์ทราบว่าจำเลยเป็นผู้จัดการสมาคม ช. จำเลยมีฐานะทางการเงินดีกว่าโจทก์ โจทก์ส่งเสียและอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นที่ไม่ใช่ภริยา เชิดหน้าชูตา ยกย่องหญิงอื่น ทั้งแสดงโดยเปิดเผยต่อบุคคลทั่วไปเสมือนว่าหญิงนั้นเป็นภริยา และโจทก์ยังเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า หลังจากอยู่กินกับจำเลยได้ 1 ปี โจทก์มีหญิงอื่นมาตลอดรวมทั้งหมด 4 คน เห็นว่า ขณะที่โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกัน โจทก์มีอายุ 23 ปีเศษ ทำงานเป็นลูกจ้างทำอาหารอยู่ที่ต่างประเทศโดยไม่ได้ประกอบธุรกิจใด ส่วนจำเลยมีอายุ 42 ปี ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสมาคม ช. จำเลยจึงมีฐานะทางการเงินดีและมั่นคงกว่าโจทก์ ข้อเท็จจริงมีเหตุผลให้รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตลอดระยะเวลาที่อยู่ร่วมกันเป็นเวลานานถึง 25 ปี ทรัพย์สินเงินทองของจำเลยจึงหมดไปกับค่าอุปการะเลี้ยงดูและหนี้สินที่โจทก์และจำเลยร่วมกันประกอบธุรกิจ นอกจากนี้จำเลยยังส่งเสริมโจทก์ให้ประสบความสำเร็จในอาชีพเชฟที่มีฝืมือและมีชื่อเสียง แต่ปรากฏว่าขณะอยู่กินด้วยกันนอกจากโจทก์ไม่เคยอุปการะเลี้ยงดูจำเลยแล้ว โจทก์ยังส่งเสียและอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นอย่างเชิดหน้าชูตา ยกย่องหญิงอื่นและแสดงโดยเปิดเผยต่อบุคคลทั่วไปเสมือนว่าหญิงนั้นเป็นภริยามาโดยตลอดถึง 4 คน และโจทก์ยังประกอบธุรกิจอื่นหลายอย่างโดยไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบ อีกทั้งโจทก์ยังไปกู้ยืมเงินจากบุคคลอื่นจนมีหมายบังคับคดียึดบ้านอันเป็นที่พักอาศัยร่วมกัน เชื่อได้ว่าปัญหาชู้สาวและปัญหาหนี้สินดังกล่าวย่อมเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้โจทก์กับจำเลยทะเลาะกันอย่างรุนแรงสร้างความเครียดแก่จำเลยจนเกิดอาการเส้นเลือดในสมองตีบ (สโตรก) ซึ่งอาการเจ็บป่วยดังกล่าวย่อมต้องรักษาตัวอย่างต่อเนื่อง การที่โจทก์ฟ้องขอหย่าขาดจากจำเลยในปี 2563 ในขณะที่โจทก์มีอายุ 47 ปี เป็นเชฟที่มีฝืมือและมีชื่อเสียง มีรายได้สูงและสามารถอุปการะเลี้ยงดูจำเลยได้เป็นอย่างดีแตกต่างจากจำเลยซึ่งมีอายุ 66 ปี อยู่ในวัยเกษียณ ไม่มีรายได้ประจำจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส ประกอบกับมีโรคประจำตัวต้องใช้เงินรักษาอาการเจ็บป่วยย่อมเกิดความยากลำบากในการดำรงชีพหรือประกอบอาชีพของตน จึงมีความจำเป็นต้องอาศัยอีกฝ่ายอุปการะเลี้ยงดู ดังนี้ แม้ระหว่างสมรสจำเลยจะมีรายได้ดีกว่าโจทก์และเป็นผู้อุปการะสนับสนุนโจทก์มาโดยตลอด แต่เมื่อต่อมาพฤติการณ์รายได้หรือฐานะของโจทก์และจำเลยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยปัจจุบันโจทก์กลับอยู่ในสภาพที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าจำเลย โจทก์จึงมีหน้าที่อุปการะดูแลจำเลยยามเจ็บป่วยและไม่สามารถหารายได้ได้ดังเดิม ฉะนั้น เมื่อโจทก์มาฟ้องหย่าขาดจากจำเลยในช่วงเวลาที่จำเลยกำลังยากลำบากเช่นนี้ โดยการหย่าเกิดขึ้นจากความผิดของโจทก์ฝ่ายเดียว จึงต้องถือว่าการหย่านั้นเป็นเหตุให้จำเลยยากจนลงแล้ว จำเลยจึงมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 ซึ่งจำเลยมีสิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันที่คำพิพากษาให้หย่าขาดจากกันถึงที่สุด ส่วนค่าเลี้ยงชีพจะเห็นสมควรกำหนดให้เป็นจำนวนเพียงใดนั้น ตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว ศาลมีอำนาจกำหนดให้โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้และฐานะของผู้รับ เมื่อพิเคราะห์จากอายุ และปัญหาสุขภาพของจำเลย ตลอดจนค่าครองชีพในสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึงรายได้ของโจทก์ ประกอบกับจำเลยยังมีส่วนที่จะได้รับผลประโยชน์อันเกิดจากการทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินและหนี้สินกับโจทก์ด้วย ซึ่งมีสาระสำคัญว่าจำเลยเป็นผู้ได้รับกรรมสิทธิ์บ้านเลขที่ 9/9 กับได้รับผลประโยชน์ที่จะเกิดจากร้านอาหาร T อันเป็นลิขสิทธิ์ของจำเลย แต่ให้โจทก์ได้รับผลประโยชน์ร้อยละ 25 ส่วนบรรดาหนี้สินทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการที่จำเลยนำมาใช้ในการดำเนินกิจการ โจทก์จะเป็นผู้รับภาระทั้งสิ้น และบรรดาลิขสิทธิ์หรือผลประโยชน์ที่โจทก์จะได้รับจากการบริหารกิจการที่จะเกิดในอนาคตให้จำเลยได้รับผลประโยชน์ร้อยละ 60 ทุกกรณี จากผลประโยชน์ที่จำเลยจะได้รับตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว แม้จะเป็นรายได้ที่ไม่แน่นอนแต่ย่อมถือเป็นรายได้ที่จะเลี้ยงดูจำเลยได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้โจทก์ยังมีภาระต้องไถ่ถอนที่ดินโฉนดเลขที่ 10081 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 9/9 จากธนาคารผู้รับจำนองเพียงคนเดียว ซึ่งทรัพย์ดังกล่าวจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย อันเป็นพฤติการณ์ที่ศาลสามารถนำมาพิจารณาเพื่อประกอบการกำหนดค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยได้ เมื่อพิจารณาหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ของโจทก์ประจำปี 2562 ระบุรายได้ปีละ 3,648,200 บาท และคำเบิกความของจำเลยที่ว่า วันที่ 12 ตุลาคม 2560 โจทก์ขอหย่าขาดจากจำเลย จำเลยขอค่าอุปการะเลี้ยงดูจากโจทก์เดือนละ 100,000 บาท แต่โจทก์ได้เสนอให้เดือนละ 50,000 บาท โดยโจทก์ไม่ได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น แสดงว่าโจทก์มีรายได้ต่อเดือนไม่น้อยกว่า 300,000 บาท และมีความสามารถจ่ายค่าเลี้ยงชีพจำเลยได้ในอัตราเดือนละ 50,000 บาท อย่างไรก็ตามปัจจุบันโจทก์มีอายุ 50 ปีเศษ อยู่ในช่วงวัยทำงานตอนปลายเมื่อคำนึงถึงความสามารถของโจทก์ หากให้โจทก์รับผิดชอบในค่าเลี้ยงชีพจนกว่าจำเลยจะถึงแก่ความตาย ก็จะเป็นระยะเวลายาวนานเกินควรแก่ความสามารถของโจทก์ ค่าเลี้ยงชีพที่จำเลยขอมาเป็นเวลา 20 ปี รวมเป็นเงิน 50,000,000 บาท จึงสูงเกินไป เห็นสมควรกำหนดให้โจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยเดือนละ 50,000 บาท เป็นเวลา 10 ปี เว้นแต่จำเลยสมรสใหม่หรือถึงแก่ความตายภายในระยะเวลาดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยเดือนละ 50,000 บาท มีกำหนด 10 ปี เว้นแต่จำเลยสมรสใหม่หรือถึงแก่ความตายภายในระยะเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ ให้นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ (เศรณี ศิริมังคละ-ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล-สุวิทย์ พรพานิช) ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง (สาขามีนบุรี) - นางสาวเพียงจิตต์ คล้ายสวน ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ - นายเกียรติยศ ไชยศิริธัญญา แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ยช.(พ)52/2566 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
721448
courts
[
    {
        "court": "ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง (สาขามีนบุรี)",
        "judge": "นางสาวเพียงจิตต์ คล้ายสวน"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ",
        "judge": "นายเกียรติยศ ไชยศิริธัญญา"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081941277"
    }
}
date
2567
deka_no
1242/2567
deka_running_no
1242
deka_year
2567
department
แผนก
judges
[
    "เศรณี ศิริมังคละ",
    "ชนากานต์ ธีรเวชพลกุล",
    "สุวิทย์ พรพานิช"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์",
        "law_abbr": "ป.พ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 1526"
        ]
    },
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 142 (5)",
            "ม. 225"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553",
        "sections": [
            "ม. 182/1 วรรคสอง"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "นาย ช."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาง ธ."
    }
]
long_text
คดีสำนวนนี้ เดิมศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกันกับคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 211/2564 ของศาลชั้นต้น โดยให้เรียกโจทก์ในคดีดังกล่าวซึ่งเป็นจำเลยในคดีนี้ว่า โจทก์ และให้เรียกจำเลยในคดีดังกล่าวซึ่งเป็นโจทก์ในคดีนี้ว่า จำเลย แต่คดีดังกล่าวยุติโดยคู่ความมิได้ฎีกา คงขึ้นมาสู่ศาลฎีกาเฉพาะคดีนี้

โจทก์สำนวนแรกฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน

จำเลยสำนวนแรกให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยสำนวนนี้ฟ้องขอให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน ให้โจทก์ไถ่ถอนบ้านเลขที่ตามฟ้องซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินโฉนดเลขที่ 10081 จากธนาคารผู้รับจำนอง หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้ใส่ชื่อจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียว กับให้โจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลย 50,000,000 บาท

โจทก์สำนวนนี้ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากกัน ให้โจทก์กับจำเลยรับผิดไถ่ถอนที่ดินโฉนดเลขที่ 10081 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 9/9 จากธนาคารผู้รับจำนองตามส่วนเท่ากัน หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และให้ใส่ชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์ไถ่ถอนที่ดินโฉนดเลขที่ 10081 จากธนาคารผู้รับจำนองโดยจำเลยไม่ต้องร่วมรับผิดกับโจทก์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่กระทบถึงสิทธิของเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่มีต่อมูลหนี้ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองสำนวนในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์กับจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย และศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์และจำเลยหย่าขาดจากกัน เนื่องจากโจทก์ส่งเสียอุปการะเลี้ยงดูยกย่องหญิงอื่นและแสดงออกโดยเปิดเผยว่าหญิงนั้นเป็นภริยา ถือว่าเหตุแห่งการหย่าเป็นความผิดของโจทก์แต่ฝ่ายเดียว คู่ความไม่อุทธรณ์ ประเด็นดังกล่าวเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ทั้งข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันรับฟังได้ว่า ระหว่างสมรสเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2555 โจทก์กับจำเลยทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินและหนี้สิน ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาให้โจทก์ไถ่ถอนที่ดินโฉนดเลขที่ 10081 จากธนาคารผู้รับจำนองโดยจำเลยไม่ต้องร่วมรับผิดกับโจทก์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่กระทบถึงสิทธิของเจ้าหนี้ผู้รับจำนองที่มีต่อมูลหนี้ โจทก์และจำเลยไม่ฎีกา ประเด็นดังกล่าวจึงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ

มีปัญหาตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาประการเดียวว่า จำเลยมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์หรือไม่ เพียงใด คดีนี้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยในทำนองว่า อุทธรณ์ของจำเลยไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่วินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบไม่ชัดเจนว่าการหย่าทำให้จำเลยยากจนลงนั้นไม่ถูกต้องอย่างไร ศาลฎีกาเห็นสมควรยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยก่อนว่า ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยว่า อุทธรณ์ของจำเลยไม่ได้โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่าการหย่าทำให้จำเลยยากจนลงนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า แม้จำเลยจะมิได้บรรยายในคำฟ้องอุทธรณ์ด้วยถ้อยคำที่ชัดแจ้งว่า พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมารับฟังได้ความว่าการหย่าในคดีนี้ทำให้จำเลยยากจนลงก็ตาม แต่ในอุทธรณ์ของจำเลยกล่าวอ้างถึงข้อเท็จจริงต่าง ๆ อันเป็นพฤติการณ์ของการใช้ชีวิตสมรสร่วมกันระหว่างโจทก์กับจำเลยว่ามีความเป็นมาอย่างไร หนี้สินในระหว่างสมรสเกิดขึ้นได้อย่างไร จำเลยต้องรับผิดชอบหนี้สินดังกล่าวเพียงใด และโจทก์อุปการะเลี้ยงดูยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา ปัญหาหนี้สินและเรื่องชู้สาวทำให้จำเลยเกิดความเครียดจนเกิดอาการเส้นเลือดในสมองตีบ ทั้งจำเลยมีอายุมากกว่าโจทก์ 20 ปี ปัจจุบันจำเลยไม่ได้ประกอบอาชีพแต่โจทก์ยังอยู่ในช่วงวัยทำงาน เมื่อโจทก์ไม่อุปการะเลี้ยงดูจำเลย ทำให้จำเลยมีความยากลำบากในการดำรงชีพที่ต้องพยายามหาเงินใช้รักษาอาการเจ็บป่วยด้วยตนเอง ซึ่งเป็นการยกเหตุผลตามที่จำเลยได้เบิกความมา จึงพอแปลปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยได้ว่า จำเลยยกข้อกล่าวอ้างดังกล่าวขึ้นโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า พยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาแล้วนั้นรับฟังได้ว่าการหย่าทำให้จำเลยยากจนลงอย่างไรเพื่อขอเรียกค่าเลี้ยงชีพ ซึ่งศาลชั้นต้นมิได้กำหนดให้แก่จำเลยตามที่ขอ ประกอบกับไม่ปรากฏเหตุผลจากคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นว่า เพราะเหตุใดพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาจึงรับฟังไม่ได้ว่าการหย่านี้ทำให้จำเลยยากจนลง ย่อมเป็นเรื่องยากแก่จำเลยที่จะโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นได้อย่างละเอียดเช่นกัน เมื่อพิจารณาอุทธรณ์จำเลยทั้งฉบับแล้วสามารถเข้าใจได้ว่าจำเลยโต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วยเหตุผลต่าง ๆ ดังที่ปรากฏในอุทธรณ์ของจำเลย เพื่อให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษรับฟังว่าพยานหลักฐานของจำเลยมีน้ำหนักรับฟังได้ว่าการหย่านั้นทำให้จำเลยยากจนลง อุทธรณ์จำเลยจึงเป็นอุทธรณ์ที่ชัดแจ้ง ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง แล้ว ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษไม่รับวินิจฉัยให้ย่อมเป็นการไม่ชอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ยกขึ้นอ้างในฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 182/1 วรรคสอง อย่างไรก็ตามเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า การหย่าเกิดจากความผิดของโจทก์ฝ่ายเดียว จึงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่า การหย่าทำให้จำเลยยากจนลงอันเป็นเหตุให้จำเลยมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์หรือไม่ เพียงใด ซึ่งศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษยังไม่ได้มีคำวินิจฉัยในส่วนนี้ เมื่อศาลชั้นต้นสืบพยานจนเสร็จสิ้นแล้ว เพื่อความรวดเร็วศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยไปเสียทีเดียวโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษมีคำวินิจฉัยก่อน ได้ความจากทางนำสืบของจำเลยว่า โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2539 หลังจากโจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสแล้วได้ร่วมกันประกอบธุรกิจหลายอย่าง แต่โจทก์ไม่เคยอุปการะเลี้ยงดูจำเลย โจทก์อุปการะเลี้ยงดูยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาตั้งแต่ปี 2555 จนเป็นที่มาของการทำบันทึกข้อตกลง วันที่ 12 ตุลาคม 2560 โจทก์ขอหย่าขาดจากจำเลย จำเลยขอค่าอุปการะเลี้ยงดูจากโจทก์เดือนละ 100,000 บาท โจทก์ตกลง แต่จ่ายให้ถึงสิ้นปี 2560 เท่านั้น ต่อมาปี 2562 จำเลยทราบว่าโจทก์อุปการะยกย่องหญิงอื่นฉันภริยาอีก จำเลยจึงยื่นฟ้องเรียกค่าเสียหายจากหญิงดังกล่าวและสามารถตกลงกันได้ อีกทั้งโจทก์ยังประกอบธุรกิจโดยไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบหลายอย่าง เช่น ก่อตั้งบริษัท ว. และบริษัท ส. และในปีเดียวกันได้มีหนังสือจากกรมบังคับคดีมาถึงจำเลยว่าโจทก์ไปกู้ยืมเงินบุคคลอื่นจนมีหมายมาขอยึดบ้านเป็นเหตุให้จำเลยมีความเครียดจนเกิดอาการเส้นเลือดในสมองตีบ (สโตรก) ต้องเข้าไปดูอาการในห้องไอ ซี ยู เป็นเวลา 2 วัน หลังจากนั้นไปตรวจอาการทุกเดือนและรับประทานยาตลอดชีวิต ขณะที่อยู่ร่วมกันจำเลยประกอบอาชีพที่ดีดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสมาคม ช. และสนับสนุนโจทก์ประกอบอาชีพหลากหลายจนโจทก์เป็นเชฟที่มีชื่อเสียง แต่โจทก์ไม่เคยส่งเสียเลี้ยงดูจำเลย จำเลยมีค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคหลอดเลือดในสมองตีบ และต้องรับผิดชอบชำระหนี้จำนอง โจทก์กับจำเลยอยู่กินด้วยกันมา 25 ปี โจทก์เข้ามาอยู่มีกระเป๋าใบเดียว จำเลยต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตลอดระยะเวลาที่อยู่ร่วมกัน ก่อนสมรสกันโจทก์ทำงานเป็นลูกจ้างทำอาหารอยู่ที่ต่างประเทศไม่ได้ประกอบธุรกิจใด หลังจากสมรสกันแล้ว โจทก์กับจำเลยมีธุรกิจร้านอาหาร และรับจัดสวนชื่อบริษัท ก. จำเลยรับภาระชำระหนี้ค่าบ้านเลขที่ 9/9 มาโดยตลอด ปัจจุบันจำเลยอายุ 69 ปี ไม่ได้ประกอบอาชีพ ไม่มีเงินผ่อนชำระหนี้กับธนาคาร ส่วนโจทก์มีสถานะการเงินที่จะจ่ายค่าเลี้ยงชีพให้แก่จำเลย 50,000,000 บาท เนื่องจากมีรายได้จากธุรกิจ นอกจากนี้โจทก์ดำเนินการเปิดร้านอาหารหรือออกรายการโทรทัศน์ โดยโจทก์นำสืบเจือสมว่า ก่อนสมรสโจทก์ประกอบอาชีพเชฟทำอาหาร หลังจากสมรสแล้วโจทก์ทราบว่าจำเลยเป็นผู้จัดการสมาคม ช. จำเลยมีฐานะทางการเงินดีกว่าโจทก์ โจทก์ส่งเสียและอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นที่ไม่ใช่ภริยา เชิดหน้าชูตา ยกย่องหญิงอื่น ทั้งแสดงโดยเปิดเผยต่อบุคคลทั่วไปเสมือนว่าหญิงนั้นเป็นภริยา และโจทก์ยังเบิกความตอบทนายจำเลยถามค้านว่า หลังจากอยู่กินกับจำเลยได้ 1 ปี โจทก์มีหญิงอื่นมาตลอดรวมทั้งหมด 4 คน เห็นว่า ขณะที่โจทก์กับจำเลยจดทะเบียนสมรสกัน โจทก์มีอายุ 23 ปีเศษ ทำงานเป็นลูกจ้างทำอาหารอยู่ที่ต่างประเทศโดยไม่ได้ประกอบธุรกิจใด ส่วนจำเลยมีอายุ 42 ปี ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสมาคม ช. จำเลยจึงมีฐานะทางการเงินดีและมั่นคงกว่าโจทก์ ข้อเท็จจริงมีเหตุผลให้รับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตลอดระยะเวลาที่อยู่ร่วมกันเป็นเวลานานถึง 25 ปี ทรัพย์สินเงินทองของจำเลยจึงหมดไปกับค่าอุปการะเลี้ยงดูและหนี้สินที่โจทก์และจำเลยร่วมกันประกอบธุรกิจ นอกจากนี้จำเลยยังส่งเสริมโจทก์ให้ประสบความสำเร็จในอาชีพเชฟที่มีฝืมือและมีชื่อเสียง แต่ปรากฏว่าขณะอยู่กินด้วยกันนอกจากโจทก์ไม่เคยอุปการะเลี้ยงดูจำเลยแล้ว โจทก์ยังส่งเสียและอุปการะเลี้ยงดูหญิงอื่นอย่างเชิดหน้าชูตา ยกย่องหญิงอื่นและแสดงโดยเปิดเผยต่อบุคคลทั่วไปเสมือนว่าหญิงนั้นเป็นภริยามาโดยตลอดถึง 4 คน และโจทก์ยังประกอบธุรกิจอื่นหลายอย่างโดยไม่ได้แจ้งให้จำเลยทราบ อีกทั้งโจทก์ยังไปกู้ยืมเงินจากบุคคลอื่นจนมีหมายบังคับคดียึดบ้านอันเป็นที่พักอาศัยร่วมกัน เชื่อได้ว่าปัญหาชู้สาวและปัญหาหนี้สินดังกล่าวย่อมเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้โจทก์กับจำเลยทะเลาะกันอย่างรุนแรงสร้างความเครียดแก่จำเลยจนเกิดอาการเส้นเลือดในสมองตีบ (สโตรก) ซึ่งอาการเจ็บป่วยดังกล่าวย่อมต้องรักษาตัวอย่างต่อเนื่อง การที่โจทก์ฟ้องขอหย่าขาดจากจำเลยในปี 2563 ในขณะที่โจทก์มีอายุ 47 ปี เป็นเชฟที่มีฝืมือและมีชื่อเสียง มีรายได้สูงและสามารถอุปการะเลี้ยงดูจำเลยได้เป็นอย่างดีแตกต่างจากจำเลยซึ่งมีอายุ 66 ปี อยู่ในวัยเกษียณ ไม่มีรายได้ประจำจากการงานตามที่เคยทำอยู่ระหว่างสมรส ประกอบกับมีโรคประจำตัวต้องใช้เงินรักษาอาการเจ็บป่วยย่อมเกิดความยากลำบากในการดำรงชีพหรือประกอบอาชีพของตน จึงมีความจำเป็นต้องอาศัยอีกฝ่ายอุปการะเลี้ยงดู ดังนี้ แม้ระหว่างสมรสจำเลยจะมีรายได้ดีกว่าโจทก์และเป็นผู้อุปการะสนับสนุนโจทก์มาโดยตลอด แต่เมื่อต่อมาพฤติการณ์รายได้หรือฐานะของโจทก์และจำเลยเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยปัจจุบันโจทก์กลับอยู่ในสภาพที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่าจำเลย โจทก์จึงมีหน้าที่อุปการะดูแลจำเลยยามเจ็บป่วยและไม่สามารถหารายได้ได้ดังเดิม ฉะนั้น เมื่อโจทก์มาฟ้องหย่าขาดจากจำเลยในช่วงเวลาที่จำเลยกำลังยากลำบากเช่นนี้ โดยการหย่าเกิดขึ้นจากความผิดของโจทก์ฝ่ายเดียว จึงต้องถือว่าการหย่านั้นเป็นเหตุให้จำเลยยากจนลงแล้ว จำเลยจึงมีสิทธิได้รับค่าเลี้ยงชีพจากโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1526 ซึ่งจำเลยมีสิทธิเรียกร้องได้นับแต่วันที่คำพิพากษาให้หย่าขาดจากกันถึงที่สุด ส่วนค่าเลี้ยงชีพจะเห็นสมควรกำหนดให้เป็นจำนวนเพียงใดนั้น ตามบทบัญญัติกฎหมายดังกล่าว ศาลมีอำนาจกำหนดให้โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้ให้และฐานะของผู้รับ เมื่อพิเคราะห์จากอายุ และปัญหาสุขภาพของจำเลย ตลอดจนค่าครองชีพในสถานการณ์ปัจจุบัน รวมถึงรายได้ของโจทก์ ประกอบกับจำเลยยังมีส่วนที่จะได้รับผลประโยชน์อันเกิดจากการทำบันทึกข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินและหนี้สินกับโจทก์ด้วย ซึ่งมีสาระสำคัญว่าจำเลยเป็นผู้ได้รับกรรมสิทธิ์บ้านเลขที่ 9/9 กับได้รับผลประโยชน์ที่จะเกิดจากร้านอาหาร T อันเป็นลิขสิทธิ์ของจำเลย แต่ให้โจทก์ได้รับผลประโยชน์ร้อยละ 25 ส่วนบรรดาหนี้สินทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากการที่จำเลยนำมาใช้ในการดำเนินกิจการ โจทก์จะเป็นผู้รับภาระทั้งสิ้น และบรรดาลิขสิทธิ์หรือผลประโยชน์ที่โจทก์จะได้รับจากการบริหารกิจการที่จะเกิดในอนาคตให้จำเลยได้รับผลประโยชน์ร้อยละ 60 ทุกกรณี จากผลประโยชน์ที่จำเลยจะได้รับตามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว แม้จะเป็นรายได้ที่ไม่แน่นอนแต่ย่อมถือเป็นรายได้ที่จะเลี้ยงดูจำเลยได้อีกทางหนึ่ง นอกจากนี้โจทก์ยังมีภาระต้องไถ่ถอนที่ดินโฉนดเลขที่ 10081 พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 9/9 จากธนาคารผู้รับจำนองเพียงคนเดียว ซึ่งทรัพย์ดังกล่าวจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย อันเป็นพฤติการณ์ที่ศาลสามารถนำมาพิจารณาเพื่อประกอบการกำหนดค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยได้ เมื่อพิจารณาหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ของโจทก์ประจำปี 2562 ระบุรายได้ปีละ 3,648,200 บาท และคำเบิกความของจำเลยที่ว่า วันที่ 12 ตุลาคม 2560 โจทก์ขอหย่าขาดจากจำเลย จำเลยขอค่าอุปการะเลี้ยงดูจากโจทก์เดือนละ 100,000 บาท แต่โจทก์ได้เสนอให้เดือนละ 50,000 บาท โดยโจทก์ไม่ได้นำสืบหักล้างให้เห็นเป็นอย่างอื่น แสดงว่าโจทก์มีรายได้ต่อเดือนไม่น้อยกว่า 300,000 บาท และมีความสามารถจ่ายค่าเลี้ยงชีพจำเลยได้ในอัตราเดือนละ 50,000 บาท อย่างไรก็ตามปัจจุบันโจทก์มีอายุ 50 ปีเศษ อยู่ในช่วงวัยทำงานตอนปลายเมื่อคำนึงถึงความสามารถของโจทก์ หากให้โจทก์รับผิดชอบในค่าเลี้ยงชีพจนกว่าจำเลยจะถึงแก่ความตาย ก็จะเป็นระยะเวลายาวนานเกินควรแก่ความสามารถของโจทก์ ค่าเลี้ยงชีพที่จำเลยขอมาเป็นเวลา 20 ปี รวมเป็นเงิน 50,000,000 บาท จึงสูงเกินไป เห็นสมควรกำหนดให้โจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยเดือนละ 50,000 บาท เป็นเวลา 10 ปี เว้นแต่จำเลยสมรสใหม่หรือถึงแก่ความตายภายในระยะเวลาดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นพิพากษามานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา อุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้โจทก์จ่ายค่าเลี้ยงชีพแก่จำเลยเดือนละ 50,000 บาท มีกำหนด 10 ปี เว้นแต่จำเลยสมรสใหม่หรือถึงแก่ความตายภายในระยะเวลาดังกล่าว ทั้งนี้ ให้นับแต่วันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000030.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ยช.(พ)52/2566
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2567