คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 421/2566 ฉบับเต็ม

#721451
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 421/2566 พนักงานอัยการจังหวัดแม่สอด โจทก์ นาย ก. จำเลย ป.อ. มาตรา 2 วรรคหนึ่ง, มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม), มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (ใหม่), มาตรา 279 วรรคแรก (เดิม), มาตรา 279 วรรคสี่ (ใหม่) พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6 (2) วรรคหนึ่ง (เดิม), มาตรา 6 (2) วรรคหนึ่ง, มาตรา 52 วรรคสาม ต. พาผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กไปส่งให้จำเลย และจำเลยรับตัวผู้เสียหายไว้ โดยมีความมุ่งหมายเพื่อนำตัวผู้เสียหายไปกระทำชำเราซึ่งจำเลยได้กระทำแล้วหลายครั้ง ทั้งยังไปติดตามผู้เสียหายในที่สาธารณะโดยส่งเสียงโวยวายจนบุคคลในสถานที่ดังกล่าวสามารถสังเกตได้ถึงความผิดปกติ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการใช้อำนาจเหนือผู้เสียหายที่ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจที่ตนไม่อาจปฏิเสธได้เพื่อเอารัดเอาเปรียบผู้เสียหายในทางเพศโดยการกระทำชำเราผู้เสียหาย แลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ที่ ต. ได้รับจากจำเลย อันเป็นการแสวงหาประโยชน์ทางเพศในรูปแบบอื่น ทั้งการกระทำของจำเลยยังเป็นการทำให้ผู้เสียหายมีฐานะคล้ายทาสอันเป็นการแสวงหาประโยชน์ทางเพศโดยมิชอบ จึงเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์ อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องสำหรับความผิดฐานค้ามนุษย์ว่า จำเลยกระทำความผิดเมื่อระหว่างเดือนสิงหาคม 2561 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ถึงวันที่ 13 กันยายน 2562 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกัน โดยเป็นการบรรยายฟ้องในลักษณะต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่จำเลยกระทำพฤติการณ์ดังกล่าวจนถึงวันสุดท้ายที่จำเลยกระทำความผิด เมื่อ พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2562 ใช้บังคับเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2562 ก่อนวันสุดท้ายที่จำเลยกระทำความผิดโดยให้ยกเลิกความในมาตรา 6 แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 และให้ใช้ความตามมาตรา 6 ที่บัญญัติใหม่แทน ซึ่งการกระทำของจำเลยตามฟ้องยังคงเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์อยู่ และคงกำหนดโทษตามตามมาตรา 52 อันเป็นระวางโทษเดิม กฎหมายเดิมและที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวจึงเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำผิดด้วยกัน และเมื่อกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมไม่เป็นคุณจึงต้องบังคับตามกฎหมายเดิมและที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคหนึ่ง สำหรับข้อที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหาย โจทก์บรรยายฟ้องทำนองว่า เมื่อระหว่างเดือนสิงหาคม 2561 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ถึงวันที่ 13 กันยายน 2562 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกัน จำเลยใช้อวัยวะเพศและนิ้วสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย โดยศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยกระทำความผิดก่อน พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 ใช้บังคับ และพิพากษาลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคหนึ่ง (เดิม) นั้น เห็นว่า พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 มาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 แห่ง ป.อ. และให้ใช้ความใหม่แทน และมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้เพิ่มนิยามของการกระทำชำเราเป็นมาตรา 1 (18) ของ ป.อ. ว่า "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 และโดยที่มาตรา 277 วรรคสอง (เดิม) บัญญัติให้การกระทำชำเราหมายความรวมถึงการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศของผู้อื่น ซึ่งการใช้นิ้วล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้อื่นจึงถือว่าเป็นการกระทำชำเราด้วย ดังนั้น ก่อนกฎหมายแก้ไข การใช้อวัยวะเพศและนิ้วสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายจึงเป็นความผิดฐานกระทำชำเราตาม ป.อ. มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม) เพียงบทเดียวเท่านั้น และเมื่อกฎหมายแก้ไขแล้ว การใช้นิ้วล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้อื่นจึงไม่เป็นการกระทำชำเราตามมาตรา 277 อีกต่อไป แต่จะเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำอวัยวะเพศตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคสี่ (ที่แก้ไขใหม่) มิใช่ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามมาตรา 279 วรรคหนึ่ง (เดิม) ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย นอกเหนือไปจากการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราตามมาตรา 277 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ด้วย แต่เมื่อการใช้อวัยวะเพศและนิ้วสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเป็นคราวเดียวกันโดยความมุ่งหมายที่จะกระทำชำเราผู้เสียหาย การกระทำอนาจารของจำเลยจึงเป็นการกระทำที่รวมอยู่ในการกระทำชำเรา จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน คือมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท ซึ่งต้องให้ลงโทษฐานกระทำชำเรา และเมื่อการจะปรับบทลงโทษตามความผิดทั้งสองฐานตาม พ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 ต่างก็มีอัตราโทษสูงกว่าความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี ตามมาตรา 277 วรรคหนึ่ง ตามกฎหมายเดิมซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสี่แสนบาทต้องถือว่าไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้พิพากษาแก้ส่วนที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตาม ป.อ. มาตรา 279 วรรคแรก (เดิม) ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อย่างไรก็ตามเมื่อการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ของจำเลยเป็นกรรมเดียวกันกับความผิดฐานกระทำชำเราดังกล่าว จึงต้องลงโทษจำเลยตามความผิดฐานค้ามนุษย์ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 4, 6, 52 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 277, 279 จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (1) (2) วรรคหนึ่ง, 52 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม), 279 วรรคหนึ่ง (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานค้ามนุษย์ซึ่งได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 8 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 7 ปี รวมจำคุก 15 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานค้ามนุษย์ซึ่งได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานค้ามนุษย์ซึ่งได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เด็กหญิง ข. ผู้เสียหาย สัญชาติพม่า เป็นบุตรนาง ต. และนาย น. พักอาศัยอยู่ที่ชุมชนอิสลาม ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอายุ 14 ปี นาง ต. ประกอบอาชีพรับจ้างขายน้ำชาที่ร้านขายน้ำชาและรับจ้างทำความสะอาดบ้านให้แก่จำเลย เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2562 นางสาว ด. เจ้าหน้าที่มูลนิธิ ผ. พาผู้เสียหายไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่าผู้เสียหายถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเรา วันที่ 9 ตุลาคม 2562 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลย ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาพนักงานอัยการฟ้องนาง ต. ต่อศาลชั้นต้น นาง ต. ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษในความผิดฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี และเป็นผู้สืบสันดาน ฐานบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด ฐานค้ามนุษย์ซึ่งได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามคดีหมายเลขแดงที่ คม.1/2563 ของศาลชั้นต้น มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอายุ 14 ปี ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังโดยต้องพิจารณาประกอบพยานอื่นของโจทก์ คำเบิกความของผู้เสียหายไม่มีรายละเอียดและไม่ปรากฏว่าเหตุใดนาย น. บิดาของผู้เสียหายจึงไม่ทราบเรื่อง โจทก์มิได้นำคนขายโรตีที่ทราบเรื่องจากมารดาของผู้เสียหายมาเบิกความ คำเบิกความของนางสาว ด. เจ้าหน้าที่มูลนิธิ ผ. เป็นพยานบอกเล่า การตรวจร่างกายของผู้เสียหายไม่พบสารคัดหลั่งของจำเลย พยานหลักฐานของโจทก์มีความสงสัยต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยนั้น ปัญหานี้โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า เมื่อวันเดือนปีใดจำไม่ได้แต่ประมาณ 2 ปี แล้ว นาง ต. มารดาผู้เสียหายพาผู้เสียหายไปส่งที่รถยนต์ของจำเลย นาง ต. บอกผู้เสียหายว่า จำเลยจะพาไปซื้อขนม หลังจากนั้นจำเลยได้ขับรถยนต์พาผู้เสียหายไปจอดบริเวณที่มีต้นไม้แล้วจำเลยให้ผู้เสียหายถอดเสื้อผ้าออก แต่ผู้เสียหายไม่ยินยอม จำเลยจึงขับรถยนต์ไปส่งผู้เสียหายที่ข้างทาง จำเลยบอกผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายไม่ทำตามคำสั่งของจำเลย ต่อไปจะไม่ให้เงินใช้และจะไม่จ่ายค่าเช่าบ้านให้นาง ต. อีก ในวันเดียวกันนั้นจำเลยขับรถจักรยานยนต์มาที่บ้านผู้เสียหายและบอกนาง ต. ถึงเรื่องที่ผู้เสียหายไม่ยินยอมให้จำเลยกระทำชำเรา นาง ต. ดุด่าผู้เสียหายและบอกให้ผู้เสียหายทำตามคำสั่งจำเลย โดยบอกว่าหากผู้เสียหายไม่ยินยอมทำตามความต้องการของจำเลย ผู้เสียหายและนาง ต. จะไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีเงินใช้ และไม่มีเงินที่จะคืนให้แก่จำเลย หลังจากนั้นอีก 2 วัน เวลาประมาณ 8 นาฬิกา นาง ต. พาผู้เสียหายไปส่งให้จำเลยซึ่งจอดรถยนต์รออยู่ที่บริเวณสุเหร่า แล้วจำเลยขับรถยนต์พาผู้เสียหายไปจอดบริเวณสถานที่เดิมอีก จำเลยใช้อุปกรณ์สำหรับบังแดดปิดกระจกหน้ารถเพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกมองเข้ามาเห็นภายในรถยนต์ แล้วจำเลยถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายและจำเลยออก และปรับเบาะนั่งของผู้เสียหายให้เอนลง จำเลยใช้นิ้วล้วงเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายและใช้อวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่แล้วขับรถพาผู้เสียหายไปส่งให้นาง ต. ซึ่งรออยู่ที่สุเหร่า จำเลยจะขับรถมารับผู้เสียหายและพาไปกระทำชำเราตามสถานที่ต่าง ๆ ในลักษณะเช่นนี้เรื่อยมาสัปดาห์ละ 2 ถึง 3 ครั้ง โดยใช้รถยนต์สีขาวบ้าง รถยนต์ซึ่งมีสติ๊กเกอร์รูปดอกกุหลาบสีแดงติดไว้ที่หลังรถบ้าง จำเลยยังพาผู้เสียหายไปกระทำชำเราที่บ้านของจำเลยในขณะที่ภริยาไม่อยู่ จำไม่ได้ว่ากี่ครั้ง จำเลยเคยให้เงินนาง ต. หลายครั้ง ครั้งละ 3,000 ถึง 4,000 บาท และวันที่ 13 กันยายน 2562 จำเลยขับรถยนต์พาผู้เสียหายไปกระทำชำเราที่บริเวณถนนใกล้กับสำนักงาน ย. ต่อมาวันที่ 14 กันยายน 2562 ผู้เสียหายไปร่วมกิจกรรมที่มูลนิธิ ผ. สำนักงาน ย. จำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปตามผู้เสียหายให้กลับบ้าน ส่งเสียงเอะอะโวยวายจนนางสาว ด. เจ้าหน้าที่มูลนิธิ ผ. เห็นผิดสังเกตไม่ยอมให้ผู้เสียหายไปกับจำเลย นางสาว ด. สอบถามผู้เสียหายถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ผู้เสียหายเล่าเรื่องที่ถูกกระทำชำเรา นางสาว ด. พาผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรแม่สอด นาง ต. เบิกความว่า พยานเป็นมารดาของผู้เสียหาย พยานให้ผู้เสียหายไปทำความสะอาดบ้านของจำเลย มิได้ให้ไปให้จำเลยกระทำชำเรา พยานให้การต่อพนักงานสอบสวน นางสาว ด. เบิกความว่า พยานให้การต่อพนักงานสอบสวน เห็นว่า นอกจากโจทก์มีผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่า จำเลยพาผู้เสียหาย อายุ 14 ปี ไปที่ต่าง ๆ โดยจำเลยให้เงินแก่นาง ต. ครั้งละ 3,000 ถึง 4,000 บาท และจำเลยกระทำอนาจารกับกระทำชำเราผู้เสียหาย สอดคล้องกันในสาระสำคัญกับที่ผู้เสียหายให้การต่อพนักงานสอบสวนแล้ว โจทก์ยังมีนาง ต. และนางสาว ด. เบิกความสนับสนุนว่า พยานทั้งสองให้การต่อพนักงานสอบสวน โดยนาง ต. ให้การว่าเป็นผู้บอกให้ผู้เสียหายไปกับจำเลยและยินยอมให้จำเลยกระทำอนาจารและกระทำชำเราเพื่อแลกกับหนี้ 40,000 บาท ค่าเช่าบ้าน และค่าใช้จ่ายที่จำเลยจะให้อีก โดยต่อมาจำเลยออกค่าเช่าบ้านให้นาง ต. เดือนละ 3,000 บาท นางสาว ด. ให้การว่าผู้เสียหายเล่าเรื่องให้ฟังว่าจำเลยพาผู้เสียหายไปที่ต่าง ๆ และกระทำอนาจารกับกระทำชำเราผู้เสียหาย เห็นได้ว่า ผู้เสียหายเบิกความและให้การต่อพนักงานสอบสวนถึงพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยเป็นขั้นตอนมีรายละเอียดไม่ขัดแย้งหรือมีพิรุธน่าสงสัย ผู้เสียหายยังชี้ภาพของสถานที่เกิดเหตุและรถยนต์ที่จำเลยใช้ขับมารับผู้เสียหาย นาง ต. ชี้รูปของจำเลยว่าเป็นผู้ขอให้ผู้เสียหายไปร่วมหลับนอน ผู้เสียหายอายุ 14 ปีเศษ ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยไม่น่าจะเบิกความปรักปรำให้ร้ายจำเลยเพื่อให้รับโทษทางอาญา นาง ต. เคยเป็นลูกจ้างของจำเลย ไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย นางสาว ด. เป็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิ ผ. ไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อนไม่มีเหตุผลที่จะเบิกความให้ร้ายจำเลย และเรื่องที่นาง ต. ให้การเป็นเรื่องที่สร้างความเสื่อมเสียแก่ผู้เสียหายบุตรสาวของตน หากไม่เป็นความจริงนาง ต. ไม่น่าจะกล้าให้การต่อพนักงานสอบสวนอันทำให้เสื่อมเสียแก่บุตรของตน ก่อนร้องทุกข์แพทย์ตรวจร่างกายของผู้เสียหายพบร่องรอยฉีกขาดของอวัยวะเพศที่ตำแหน่ง 5 ถึง 9 นาฬิกา ไม่พบอสุจิในและนอกอวัยวะเพศ พบสารคัดหลั่งของผู้ชายในอวัยวะภายนอกและภายในของผู้เสียหาย เมื่อนาง ต. ถูกพนักงานอัยการจังหวัดแม่สอดฟ้องว่าเป็นผู้จัดให้จำเลยกระทำอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหาย นาง ต. ให้การรับสารภาพ แสดงว่านาง ต. เป็นผู้จัดให้จำเลยกระทำอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหายจริง พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาประกอบกันมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยพาผู้เสียหาย อายุ 14 ปี ไปที่ต่าง ๆ โดยจำเลยให้เงินแก่นาง ต. เดือนละ 3,000 บาท และจำเลยกระทำอนาจารกับกระทำชำเราผู้เสียหาย ส่วนที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยไม่เคยขับรถยนต์ไปรับผู้เสียหาย ไม่เคยกระทำชำเราผู้เสียหาย จำเลยอายุ 81 ปี ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง เสื่อมสมรรถภาพทางเพศมิได้กระทำความผิดนั้น คงมีตัวจำเลยเบิกความไม่มีพยานอื่นสนับสนุนมีน้ำหนักน้อยไม่อาจรับฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ คำเบิกความของผู้เสียหายมีรายละเอียดและมีพยานอื่นประกอบมีน้ำหนักรับฟังได้ แม้โจทก์มิได้นำนาย น. บิดาของผู้เสียหายและคนขายโรตีที่ทราบเรื่องจากมารดาของผู้เสียหายมาเบิกความก็ไม่ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์ขาดน้ำหนัก การที่คำเบิกความของนางสาว ด. เป็นพยานบอกเล่า และการตรวจร่างกายของผู้เสียหายไม่พบสารคัดหลั่งของจำเลย แต่พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดังได้วินิจฉัยมา พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาไม่มีความสงสัยดังที่จำเลยฎีกา เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำเบิกความของผู้เสียหายว่านาง ต. พาผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กไปส่งให้จำเลย และจำเลยรับตัวผู้เสียหายไว้ โดยมีความมุ่งหมายเพื่อนำตัวผู้เสียหายไปกระทำชำเรา ซึ่งจำเลยได้กระทำแล้วหลายครั้ง ทั้งยังไปติดตามผู้เสียหายในที่สาธารณะโดยส่งเสียงโวยวายจนบุคคลในสถานที่ดังกล่าวสามารถสังเกตได้ถึงความผิดปกติ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการใช้อำนาจเหนือผู้เสียหายที่ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจที่ตนไม่อาจปฏิเสธได้เพื่อเอารัดเอาเปรียบผู้เสียหายในทางเพศโดยการกระทำชำเราผู้เสียหาย แลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ที่นาง ต. ได้รับจากจำเลย อันเป็นการแสวงหาประโยชน์ทางเพศในรูปแบบอื่น ทั้งการกระทำของจำเลยยังเป็นการทำให้ผู้เสียหายมีฐานะคล้ายทาส อันเป็นการแสวงหาประโยชน์ทางเพศโดยมิชอบ จึงเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์ อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องสำหรับความผิดฐานค้ามนุษย์ว่า จำเลยกระทำความผิดเมื่อระหว่างเดือนสิงหาคม 2561 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ถึงวันที่ 13 กันยายน 2562 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกัน โดยเป็นการบรรยายฟ้องในลักษณะต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่จำเลยกระทำพฤติการณ์ดังกล่าวจนถึงวันสุดท้ายที่จำเลยกระทำความผิด เมื่อพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2562 ใช้บังคับเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2562 ก่อนวันสุดท้ายที่จำเลยกระทำความผิดโดยให้ยกเลิกความในมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 และให้ใช้ความตามมาตรา 6 ที่บัญญัติใหม่แทน ซึ่งการกระทำของจำเลยตามฟ้องยังคงเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์อยู่ และคงกำหนดโทษตามมาตรา 52 อันเป็นระวางโทษเดิม กฎหมายเดิมและที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวจึงเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำผิดด้วยกัน และเมื่อกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมไม่เป็นคุณ จึงต้องบังคับตามกฎหมายเดิมและที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง สำหรับข้อที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหาย โจทก์บรรยายฟ้องทำนองว่า เมื่อระหว่างเดือนสิงหาคม 2561 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ถึงวันที่ 13 กันยายน 2562 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกัน จำเลยใช้อวัยวะเพศและนิ้วสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย โดยศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยกระทำความผิดก่อนพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 ใช้บังคับ และพิพากษาลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคหนึ่ง (เดิม) นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 มาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทน และมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้เพิ่มนิยามของการกระทำชำเราเป็นมาตรา 1 (18) ของประมวลกฎหมายอาญาว่า "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 และโดยที่มาตรา 277 วรรคสอง (เดิม) บัญญัติให้การกระทำชำเราหมายความรวมถึงการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศของผู้อื่น ซึ่งการใช้นิ้วล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้อื่นจึงถือว่าเป็นการกระทำชำเราด้วย ดังนั้น ก่อนกฎหมายแก้ไข การใช้อวัยวะเพศและนิ้วสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายจึงเป็นความผิดฐานกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม) เพียงบทเดียวเท่านั้น และเมื่อกฎหมายแก้ไขแล้ว การใช้นิ้วล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้อื่นจึงไม่เป็นการกระทำชำเราตามมาตรา 277 อีกต่อไป แต่จะเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำอวัยวะเพศตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสี่ (ที่แก้ไขใหม่) มิใช่ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามมาตรา 279 วรรคหนึ่ง (เดิม) ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย นอกเหนือไปจากการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราตามมาตรา 277 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ด้วย แต่เมื่อการใช้อวัยวะเพศและนิ้วสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเป็นคราวเดียวกันโดยความมุ่งหมายที่จะกระทำชำเราผู้เสียหาย การกระทำอนาจารของจำเลยจึงเป็นการกระทำที่รวมอยู่ในการกระทำชำเรา จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน คือมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท ซึ่งต้องให้ลงโทษฐานกระทำชำเรา และเมื่อการจะปรับบทลงโทษตามความผิดทั้งสองฐานตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 ต่างก็มีอัตราโทษสูงกว่าความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามมาตรา 277 วรรคหนึ่ง ตามกฎหมายเดิมซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสี่แสนบาทต้องถือว่าไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้พิพากษาแก้ส่วนที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก (เดิม) ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อย่างไรก็ตามเมื่อการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ของจำเลยเป็นกรรมเดียวกันกับความผิดฐานกระทำชำเราดังกล่าว จึงต้องลงโทษจำเลยตามความผิดฐานค้ามนุษย์ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (2) วรรคหนึ่ง (เดิม), 6 (2) วรรคหนึ่ง, 52 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานค้ามนุษย์ซึ่งได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ (ประชา งามลำยวง-สิริกานต์ มีจุล-วิชัย ช้างหัวหน้า) ศาลจังหวัดแม่สอด - นายทรงศักดิ์ สุยะลา ศาลอุทธรณ์ - นายสมเจตน์ สุรินทร์ศักดิ์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา คม.9/2565 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
721451
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดแม่สอด",
        "judge": "นายทรงศักดิ์ สุยะลา"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์",
        "judge": "นายสมเจตน์ สุรินทร์ศักดิ์"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081944364"
    }
}
date
2566
deka_no
421/2566
deka_running_no
421
deka_year
2566
department
แผนก
judges
[
    "ประชา งามลำยวง",
    "สิริกานต์ มีจุล",
    "วิชัย ช้างหัวหน้า"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายอาญา",
        "law_abbr": "ป.อ.",
        "sections": [
            "ม. 2 วรรคหนึ่ง",
            "ม. 277 วรรคหนึ่ง (เดิม)",
            "ม. 277 วรรคหนึ่ง (ใหม่)",
            "ม. 279 วรรคแรก (เดิม)",
            "ม. 279 วรรคสี่ (ใหม่)"
        ]
    },
    {
        "law_name": "พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551",
        "law_abbr": "พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551",
        "sections": [
            "ม. 6 (2) วรรคหนึ่ง (เดิม)",
            "ม. 6 (2) วรรคหนึ่ง",
            "ม. 52 วรรคสาม"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "พนักงานอัยการจังหวัดแม่สอด"
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นาย ก."
    }
]
long_text
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 4, 6, 52 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 277, 279

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (1) (2) วรรคหนึ่ง, 52 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม), 279 วรรคหนึ่ง (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานค้ามนุษย์ซึ่งได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 8 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 7 ปี รวมจำคุก 15 ปี

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานค้ามนุษย์ซึ่งได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม และฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานค้ามนุษย์ซึ่งได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 8 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า เด็กหญิง ข. ผู้เสียหาย สัญชาติพม่า เป็นบุตรนาง ต. และนาย น. พักอาศัยอยู่ที่ชุมชนอิสลาม ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอายุ 14 ปี นาง ต. ประกอบอาชีพรับจ้างขายน้ำชาที่ร้านขายน้ำชาและรับจ้างทำความสะอาดบ้านให้แก่จำเลย เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2562 นางสาว ด. เจ้าหน้าที่มูลนิธิ ผ. พาผู้เสียหายไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนว่าผู้เสียหายถูกจำเลยข่มขืนกระทำชำเรา วันที่ 9 ตุลาคม 2562 เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมจำเลย ชั้นสอบสวนจำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาพนักงานอัยการฟ้องนาง ต. ต่อศาลชั้นต้น นาง ต. ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษในความผิดฐานเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือพาไปเพื่อการอนาจารซึ่งเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี และเป็นผู้สืบสันดาน ฐานบังคับ ขู่เข็ญ ชักจูง ส่งเสริม หรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรหรือน่าจะทำให้เด็กมีความประพฤติเสี่ยงต่อการกระทำผิด ฐานค้ามนุษย์ซึ่งได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ฐานเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานเป็นคนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามคดีหมายเลขแดงที่ คม.1/2563 ของศาลชั้นต้น

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายอายุ 14 ปี ต้องรับฟังด้วยความระมัดระวังโดยต้องพิจารณาประกอบพยานอื่นของโจทก์ คำเบิกความของผู้เสียหายไม่มีรายละเอียดและไม่ปรากฏว่าเหตุใดนาย น. บิดาของผู้เสียหายจึงไม่ทราบเรื่อง โจทก์มิได้นำคนขายโรตีที่ทราบเรื่องจากมารดาของผู้เสียหายมาเบิกความ คำเบิกความของนางสาว ด. เจ้าหน้าที่มูลนิธิ ผ. เป็นพยานบอกเล่า การตรวจร่างกายของผู้เสียหายไม่พบสารคัดหลั่งของจำเลย พยานหลักฐานของโจทก์มีความสงสัยต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยนั้น ปัญหานี้โจทก์มีผู้เสียหายเบิกความว่า เมื่อวันเดือนปีใดจำไม่ได้แต่ประมาณ 2 ปี แล้ว นาง ต. มารดาผู้เสียหายพาผู้เสียหายไปส่งที่รถยนต์ของจำเลย นาง ต. บอกผู้เสียหายว่า จำเลยจะพาไปซื้อขนม หลังจากนั้นจำเลยได้ขับรถยนต์พาผู้เสียหายไปจอดบริเวณที่มีต้นไม้แล้วจำเลยให้ผู้เสียหายถอดเสื้อผ้าออก แต่ผู้เสียหายไม่ยินยอม จำเลยจึงขับรถยนต์ไปส่งผู้เสียหายที่ข้างทาง จำเลยบอกผู้เสียหายว่า ผู้เสียหายไม่ทำตามคำสั่งของจำเลย ต่อไปจะไม่ให้เงินใช้และจะไม่จ่ายค่าเช่าบ้านให้นาง ต. อีก ในวันเดียวกันนั้นจำเลยขับรถจักรยานยนต์มาที่บ้านผู้เสียหายและบอกนาง ต. ถึงเรื่องที่ผู้เสียหายไม่ยินยอมให้จำเลยกระทำชำเรา นาง ต. ดุด่าผู้เสียหายและบอกให้ผู้เสียหายทำตามคำสั่งจำเลย โดยบอกว่าหากผู้เสียหายไม่ยินยอมทำตามความต้องการของจำเลย ผู้เสียหายและนาง ต. จะไม่มีที่อยู่อาศัย ไม่มีเงินใช้ และไม่มีเงินที่จะคืนให้แก่จำเลย หลังจากนั้นอีก 2 วัน เวลาประมาณ 8 นาฬิกา นาง ต. พาผู้เสียหายไปส่งให้จำเลยซึ่งจอดรถยนต์รออยู่ที่บริเวณสุเหร่า แล้วจำเลยขับรถยนต์พาผู้เสียหายไปจอดบริเวณสถานที่เดิมอีก จำเลยใช้อุปกรณ์สำหรับบังแดดปิดกระจกหน้ารถเพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลภายนอกมองเข้ามาเห็นภายในรถยนต์ แล้วจำเลยถอดเสื้อผ้าของผู้เสียหายและจำเลยออก และปรับเบาะนั่งของผู้เสียหายให้เอนลง จำเลยใช้นิ้วล้วงเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายและใช้อวัยวะเพศของจำเลยสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย จำเลยกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่แล้วขับรถพาผู้เสียหายไปส่งให้นาง ต. ซึ่งรออยู่ที่สุเหร่า จำเลยจะขับรถมารับผู้เสียหายและพาไปกระทำชำเราตามสถานที่ต่าง ๆ ในลักษณะเช่นนี้เรื่อยมาสัปดาห์ละ 2 ถึง 3 ครั้ง โดยใช้รถยนต์สีขาวบ้าง รถยนต์ซึ่งมีสติ๊กเกอร์รูปดอกกุหลาบสีแดงติดไว้ที่หลังรถบ้าง จำเลยยังพาผู้เสียหายไปกระทำชำเราที่บ้านของจำเลยในขณะที่ภริยาไม่อยู่ จำไม่ได้ว่ากี่ครั้ง จำเลยเคยให้เงินนาง ต. หลายครั้ง ครั้งละ 3,000 ถึง 4,000 บาท และวันที่ 13 กันยายน 2562 จำเลยขับรถยนต์พาผู้เสียหายไปกระทำชำเราที่บริเวณถนนใกล้กับสำนักงาน ย. ต่อมาวันที่ 14 กันยายน 2562 ผู้เสียหายไปร่วมกิจกรรมที่มูลนิธิ ผ. สำนักงาน ย. จำเลยขับรถจักรยานยนต์ไปตามผู้เสียหายให้กลับบ้าน ส่งเสียงเอะอะโวยวายจนนางสาว ด. เจ้าหน้าที่มูลนิธิ ผ. เห็นผิดสังเกตไม่ยอมให้ผู้เสียหายไปกับจำเลย นางสาว ด. สอบถามผู้เสียหายถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ผู้เสียหายเล่าเรื่องที่ถูกกระทำชำเรา นางสาว ด. พาผู้เสียหายไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรแม่สอด นาง ต. เบิกความว่า พยานเป็นมารดาของผู้เสียหาย พยานให้ผู้เสียหายไปทำความสะอาดบ้านของจำเลย มิได้ให้ไปให้จำเลยกระทำชำเรา พยานให้การต่อพนักงานสอบสวน นางสาว ด. เบิกความว่า พยานให้การต่อพนักงานสอบสวน เห็นว่า นอกจากโจทก์มีผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่า จำเลยพาผู้เสียหาย อายุ 14 ปี ไปที่ต่าง ๆ โดยจำเลยให้เงินแก่นาง ต. ครั้งละ 3,000 ถึง 4,000 บาท และจำเลยกระทำอนาจารกับกระทำชำเราผู้เสียหาย สอดคล้องกันในสาระสำคัญกับที่ผู้เสียหายให้การต่อพนักงานสอบสวนแล้ว โจทก์ยังมีนาง ต. และนางสาว ด. เบิกความสนับสนุนว่า พยานทั้งสองให้การต่อพนักงานสอบสวน โดยนาง ต. ให้การว่าเป็นผู้บอกให้ผู้เสียหายไปกับจำเลยและยินยอมให้จำเลยกระทำอนาจารและกระทำชำเราเพื่อแลกกับหนี้ 40,000 บาท ค่าเช่าบ้าน และค่าใช้จ่ายที่จำเลยจะให้อีก โดยต่อมาจำเลยออกค่าเช่าบ้านให้นาง ต. เดือนละ 3,000 บาท นางสาว ด. ให้การว่าผู้เสียหายเล่าเรื่องให้ฟังว่าจำเลยพาผู้เสียหายไปที่ต่าง ๆ และกระทำอนาจารกับกระทำชำเราผู้เสียหาย เห็นได้ว่า ผู้เสียหายเบิกความและให้การต่อพนักงานสอบสวนถึงพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยเป็นขั้นตอนมีรายละเอียดไม่ขัดแย้งหรือมีพิรุธน่าสงสัย ผู้เสียหายยังชี้ภาพของสถานที่เกิดเหตุและรถยนต์ที่จำเลยใช้ขับมารับผู้เสียหาย นาง ต. ชี้รูปของจำเลยว่าเป็นผู้ขอให้ผู้เสียหายไปร่วมหลับนอน ผู้เสียหายอายุ 14 ปีเศษ ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยไม่น่าจะเบิกความปรักปรำให้ร้ายจำเลยเพื่อให้รับโทษทางอาญา นาง ต. เคยเป็นลูกจ้างของจำเลย ไม่ปรากฏว่ามีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย นางสาว ด. เป็นเจ้าหน้าที่มูลนิธิ ผ. ไม่เคยรู้จักจำเลยมาก่อนไม่มีเหตุผลที่จะเบิกความให้ร้ายจำเลย และเรื่องที่นาง ต. ให้การเป็นเรื่องที่สร้างความเสื่อมเสียแก่ผู้เสียหายบุตรสาวของตน หากไม่เป็นความจริงนาง ต. ไม่น่าจะกล้าให้การต่อพนักงานสอบสวนอันทำให้เสื่อมเสียแก่บุตรของตน ก่อนร้องทุกข์แพทย์ตรวจร่างกายของผู้เสียหายพบร่องรอยฉีกขาดของอวัยวะเพศที่ตำแหน่ง 5 ถึง 9 นาฬิกา ไม่พบอสุจิในและนอกอวัยวะเพศ พบสารคัดหลั่งของผู้ชายในอวัยวะภายนอกและภายในของผู้เสียหาย เมื่อนาง ต. ถูกพนักงานอัยการจังหวัดแม่สอดฟ้องว่าเป็นผู้จัดให้จำเลยกระทำอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหาย นาง ต. ให้การรับสารภาพ แสดงว่านาง ต. เป็นผู้จัดให้จำเลยกระทำอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหายจริง พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาประกอบกันมีน้ำหนักรับฟังได้ว่า จำเลยพาผู้เสียหาย อายุ 14 ปี ไปที่ต่าง ๆ โดยจำเลยให้เงินแก่นาง ต. เดือนละ 3,000 บาท และจำเลยกระทำอนาจารกับกระทำชำเราผู้เสียหาย ส่วนที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยไม่เคยขับรถยนต์ไปรับผู้เสียหาย ไม่เคยกระทำชำเราผู้เสียหาย จำเลยอายุ 81 ปี ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง เสื่อมสมรรถภาพทางเพศมิได้กระทำความผิดนั้น คงมีตัวจำเลยเบิกความไม่มีพยานอื่นสนับสนุนมีน้ำหนักน้อยไม่อาจรับฟังหักล้างพยานโจทก์ได้ คำเบิกความของผู้เสียหายมีรายละเอียดและมีพยานอื่นประกอบมีน้ำหนักรับฟังได้ แม้โจทก์มิได้นำนาย น. บิดาของผู้เสียหายและคนขายโรตีที่ทราบเรื่องจากมารดาของผู้เสียหายมาเบิกความก็ไม่ทำให้พยานหลักฐานของโจทก์ขาดน้ำหนัก การที่คำเบิกความของนางสาว ด. เป็นพยานบอกเล่า และการตรวจร่างกายของผู้เสียหายไม่พบสารคัดหลั่งของจำเลย แต่พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักดังได้วินิจฉัยมา พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาไม่มีความสงสัยดังที่จำเลยฎีกา เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคำเบิกความของผู้เสียหายว่านาง ต. พาผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กไปส่งให้จำเลย และจำเลยรับตัวผู้เสียหายไว้ โดยมีความมุ่งหมายเพื่อนำตัวผู้เสียหายไปกระทำชำเรา ซึ่งจำเลยได้กระทำแล้วหลายครั้ง ทั้งยังไปติดตามผู้เสียหายในที่สาธารณะโดยส่งเสียงโวยวายจนบุคคลในสถานที่ดังกล่าวสามารถสังเกตได้ถึงความผิดปกติ การกระทำของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นการใช้อำนาจเหนือผู้เสียหายที่ต้องตกอยู่ภายใต้อำนาจที่ตนไม่อาจปฏิเสธได้เพื่อเอารัดเอาเปรียบผู้เสียหายในทางเพศโดยการกระทำชำเราผู้เสียหาย แลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ที่นาง ต. ได้รับจากจำเลย อันเป็นการแสวงหาประโยชน์ทางเพศในรูปแบบอื่น ทั้งการกระทำของจำเลยยังเป็นการทำให้ผู้เสียหายมีฐานะคล้ายทาส อันเป็นการแสวงหาประโยชน์ทางเพศโดยมิชอบ จึงเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์

อนึ่ง โจทก์บรรยายฟ้องสำหรับความผิดฐานค้ามนุษย์ว่า จำเลยกระทำความผิดเมื่อระหว่างเดือนสิงหาคม 2561 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ถึงวันที่ 13 กันยายน 2562 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกัน โดยเป็นการบรรยายฟ้องในลักษณะต่อเนื่องตลอดระยะเวลาที่จำเลยกระทำพฤติการณ์ดังกล่าวจนถึงวันสุดท้ายที่จำเลยกระทำความผิด เมื่อพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 พ.ศ. 2562 ใช้บังคับเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2562 ก่อนวันสุดท้ายที่จำเลยกระทำความผิดโดยให้ยกเลิกความในมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 และให้ใช้ความตามมาตรา 6 ที่บัญญัติใหม่แทน ซึ่งการกระทำของจำเลยตามฟ้องยังคงเป็นความผิดฐานค้ามนุษย์อยู่ และคงกำหนดโทษตามมาตรา 52 อันเป็นระวางโทษเดิม กฎหมายเดิมและที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวจึงเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำผิดด้วยกัน และเมื่อกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมไม่เป็นคุณ จึงต้องบังคับตามกฎหมายเดิมและที่แก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคหนึ่ง สำหรับข้อที่โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำอนาจารและกระทำชำเราผู้เสียหาย โจทก์บรรยายฟ้องทำนองว่า เมื่อระหว่างเดือนสิงหาคม 2561 วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด ถึงวันที่ 13 กันยายน 2562 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกัน จำเลยใช้อวัยวะเพศและนิ้วสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย โดยศาลชั้นต้นฟังว่าจำเลยกระทำความผิดก่อนพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 ใช้บังคับ และพิพากษาลงโทษจำเลยฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคหนึ่ง (เดิม) นั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 มาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 277 แห่งประมวลกฎหมายอาญา และให้ใช้ความใหม่แทน และมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้เพิ่มนิยามของการกระทำชำเราเป็นมาตรา 1 (18) ของประมวลกฎหมายอาญาว่า "กระทำชำเรา" หมายความว่า กระทำเพื่อสนองความใคร่ของผู้กระทำ โดยการใช้อวัยวะเพศของผู้กระทำล่วงล้ำอวัยวะเพศ ทวารหนัก หรือช่องปากของผู้อื่น ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 และโดยที่มาตรา 277 วรรคสอง (เดิม) บัญญัติให้การกระทำชำเราหมายความรวมถึงการใช้สิ่งอื่นใดกระทำกับอวัยวะเพศของผู้อื่น ซึ่งการใช้นิ้วล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้อื่นจึงถือว่าเป็นการกระทำชำเราด้วย ดังนั้น ก่อนกฎหมายแก้ไข การใช้อวัยวะเพศและนิ้วสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายจึงเป็นความผิดฐานกระทำชำเราตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม) เพียงบทเดียวเท่านั้น และเมื่อกฎหมายแก้ไขแล้ว การใช้นิ้วล่วงล้ำเข้าไปในอวัยวะเพศของผู้อื่นจึงไม่เป็นการกระทำชำเราตามมาตรา 277 อีกต่อไป แต่จะเป็นความผิดฐานกระทำอนาจารโดยการล่วงล้ำอวัยวะเพศตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคสี่ (ที่แก้ไขใหม่) มิใช่ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามมาตรา 279 วรรคหนึ่ง (เดิม) ตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย นอกเหนือไปจากการกระทำความผิดฐานกระทำชำเราตามมาตรา 277 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) ด้วย แต่เมื่อการใช้อวัยวะเพศและนิ้วสอดใส่เข้าไปในอวัยวะเพศของผู้เสียหายเป็นการกระทำที่ต่อเนื่องเป็นคราวเดียวกันโดยความมุ่งหมายที่จะกระทำชำเราผู้เสียหาย การกระทำอนาจารของจำเลยจึงเป็นการกระทำที่รวมอยู่ในการกระทำชำเรา จึงเป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และแต่ละบทมีอัตราโทษเท่ากัน คือมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท ซึ่งต้องให้ลงโทษฐานกระทำชำเรา และเมื่อการจะปรับบทลงโทษตามความผิดทั้งสองฐานตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 27) พ.ศ. 2562 ต่างก็มีอัตราโทษสูงกว่าความผิดฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามมาตรา 277 วรรคหนึ่ง ตามกฎหมายเดิมซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สี่ปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่แปดหมื่นบาทถึงสี่แสนบาทต้องถือว่าไม่เป็นคุณแก่จำเลย จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลย ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นอ้างและแก้ไขโดยปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้พิพากษาแก้ส่วนที่ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 279 วรรคแรก (เดิม) ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อย่างไรก็ตามเมื่อการกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ของจำเลยเป็นกรรมเดียวกันกับความผิดฐานกระทำชำเราดังกล่าว จึงต้องลงโทษจำเลยตามความผิดฐานค้ามนุษย์ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ. 2551 มาตรา 6 (2) วรรคหนึ่ง (เดิม), 6 (2) วรรคหนึ่ง, 52 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง (เดิม) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานค้ามนุษย์ซึ่งได้กระทำแก่บุคคลอายุไม่เกินสิบห้าปี ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ส่วนโทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000054.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
คม.9/2565
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2566