คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3812/2568 ฉบับเต็ม

#721459
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3812/2568 พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี โจทก์ นาย ณ. กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 91 ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่เป็นความผิดทันทีเมื่อผู้นั้นได้เข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรก็เป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค ๒ ของ ป.อ. และความผิดฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งมีองค์ประกอบความผิดในลักษณะเดียวกันกับความผิดฐานร่วมกันกระทำการอันเป็นอั้งยี่และความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรดังกล่าว ย่อมเป็นความผิดสำเร็จเมื่อผู้นั้นเข้าเป็นสมาชิกหรือเป็นเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติหรือสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงอันเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ แม้ยังมิได้มีการกระทำการตามที่ได้สมคบกันก็ตาม ความผิดทั้ง 3 ฐานดังกล่าว จึงเป็นการกระทำความผิดกรรมหนึ่ง เมื่อต่อมาจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 กับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ จึงเป็นเจตนาอีกอันหนึ่งซึ่งเกิดภายหลังแยกออกจากกันกับความผิดฐานร่วมกันกระทำการอันเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรและฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ การกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นและฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จดังกล่าว จึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่ง ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามสิบสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 92, 209, 210, 213, 341, 342, 343 พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 3, 5, 6, 7, 25 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 14 (1) ให้จำเลยทั้งสามสิบสองร่วมกันคืนเงิน 2,503,757.15 บาท ที่ยังไม่ได้คืนให้แก่ผู้เสียหาย และเพิ่มโทษจำเลยที่ 13 และที่ 25 ตามกฎหมาย จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 ให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 25 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ส่วนจำเลยที่ 2 ที่ 13 ที่ 18 ที่ 28 ที่ 30 ถึงที่ 32 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้โจทก์แยกฟ้องจำเลยที่ 2 ที่ 13 ที่ 18 ที่ 28 ที่ 30 ถึงที่ 32 เข้าเป็นคดีใหม่ให้จำหน่ายคดีโจทก์เฉพาะจำเลยที่ 2 ที่ 13 ที่ 18 ที่ 28 ที่ 30 ถึงที่ 32 ออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 มีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ. 2556 มาตรา 25 (ที่ถูกต้องระบุมาตรา 5 ด้วย) พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) วรรคหนึ่ง (ที่ถูก มาตรา 14 วรรคหนึ่ง (1)) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคแรก, 210 วรรคแรก, 213, 343 วรรคสอง ประกอบมาตรา 342 (1), 341 และมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 4 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 25 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 24 ที่ 26 ที่ 27 และที่ 29 คนละ 2 ปี คงจำคุกจำเลยที่ 25 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 24 ที่ 26 ที่ 27 และที่ 29 คนละ 2 ปี คงจำคุกจำเลยที่ 25 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 24 ที่ 26 ที่ 27 และที่ 29 คนละ 4 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 25 มีกำหนด 4 ปี 16 เดือน ให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 ร่วมกันคืนเงิน 2,503,757.15 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย จำเลยที่ 15 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร ฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชน โดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 คนละ 4 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 25 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 5 ปี 4 เดือน ลดโทษให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 24 ที่ 26 ที่ 27 และที่ 29 คนละ 2 ปี คงจำคุกจำเลยที่ 25 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นโดยวินิจฉัยว่าการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 ฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กับฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม 2565 เวลากลางวัน ถึงวันที่ 7 มิถุนายน 2565 เวลากลางวัน ต่อเนื่องกัน จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 กับพวกร่วมกันเป็นสมาชิกของคณะบุคคลที่เรียกว่า "แก๊งคอลเซ็นเตอร์" ซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมายอันเป็นความผิดฐานร่วมกันเป็นอั้งยี่ และร่วมสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นซึ่งเป็นความผิดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 แห่งประมวลกฎหมายอาญาและมีกำหนดโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแต่หนึ่งปีขึ้นไปอันเป็นความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติเป็นคณะบุคคลตั้งแต่สามคนขึ้นไปรวมตัวกันเป็นสมาชิกเป็นเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปร่วมกันกระทำการโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระทำความผิดอาญาฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่นที่กฎหมายกำหนดโทษจำคุกขั้นสูงตั้งแต่สี่ปีขึ้นไปอันเป็นความผิดร้ายแรงอันเกี่ยวกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ และเพื่อได้มาซึ่งผลประโยชน์ทางการเงิน ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์ทางวัตถุอย่างอื่นไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม และเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2565 เวลากลางวัน จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 กับพวกโดยทุจริตร่วมกันฉ้อโกงประชาชนด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จโดยแสดงตนเป็นคนอื่นต่อประชาชนทั่วไปรวมทั้งนางสาววรรณสิริผู้เสียหายซึ่งเป็นคนไทยมีภูมิลำเนาในราชอาณาจักรไทย และร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนอันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา โดยกระทำความผิดในลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรม แจ้งให้ผู้เสียหายโอนเงินในบัญชีของผู้เสียหายทั้งหมด 6 บัญชี เพื่อนำไปให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ป.ป.ง. ตรวจสอบ อันเป็นการนำข้อมูลและข้อความที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ในสภาพที่ระบบคอมพิวเตอร์อาจประมวลผลได้อันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนรวมทั้งผู้เสียหาย เป็นเหตุให้ผู้เสียหายหลงเชื่อตามที่ได้หลอกลวงดังกล่าว จึงโอนเงินจากบัญชีของผู้เสียหายไปยังบัญชีธนาคารของจำเลยที่ 1 และบัญชีชื่อนายศุภกฤษ์ รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 2,503,757.15 บาท แล้วจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 กับพวกร่วมกันเบิกถอนเงินของผู้เสียหายไปเป็นประโยชน์ของตน จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 ให้การรับสารภาพ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่เป็นความผิดทันทีเมื่อผู้นั้นได้เข้าเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรก็เป็นความผิดสำเร็จเมื่อมีการสมคบกันตั้งแต่ห้าคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่บัญญัติไว้ในภาค 2 ของประมวลกฎหมายอาญา และความผิดฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งมีองค์ประกอบของความผิดในลักษณะเดียวกันกับความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่และความผิดฐานร่วมกันเป็นซ่องโจรดังกล่าว ย่อมเป็นความผิดสำเร็จเมื่อผู้นั้นเข้าเป็นสมาชิกหรือเป็นเครือข่ายดำเนินงานขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ หรือสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงอันเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ แม้ยังมิได้มีการกระทำการตามที่ได้สมคบกันก็ตาม ความผิดทั้งสามฐานดังกล่าวจึงเป็นการกระทำความผิดกรรมหนึ่ง เมื่อต่อมาปรากฏว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 12 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 กับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ จึงเป็นเจตนาอีกอันหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในภายหลังแยกออกจากกันกับความผิดฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ การกระทำความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จดังกล่าวจึงเป็นความผิดอีกกรรมหนึ่งตามที่โจทก์บรรยายมาในฟ้องและยกขึ้นฎีกา ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า การกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 ที่ 3 ถึงที่ 1 ที่ 14 ถึงที่ 17 ที่ 19 ถึงที่ 27 และที่ 29 กับพวกฐานร่วมกันกระทำการเป็นอั้งยี่ ฐานร่วมกันเป็นซ่องโจร และฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ กับฐานร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น และฐานร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่ปลอมหรือเป็นเท็จ เป็นการกระทำที่ต่อเนื่องกันและโดยมีเจตนามุ่งหมายอันเดียวกัน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษฐานร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดมานั้น จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น. (อนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล-อภิรดี โพธิ์พร้อม-สาธุ เพ็ชรไชย) ศาลจังหวัดจันทบุรี - นางสุภาวดี ชุมพาลี ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายกอบเดช วรสิงห์ แหล่งที่มา กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.1419/2567 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ