คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6260/2568 ฉบับเต็ม

#721728
ข้อความเต็ม
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6260/2568 ธนาคาร ท. โจทก์ นางสาว อ. จำเลย ป.วิ.พ. มาตรา 27, มาตรา 65 ป.วิ.พ. มาตรา 65 การถอนตัวจากการเป็นทนายความมีขั้นตอนที่สำคัญ 2 ประการ คือ ประการแรก ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ทนายความถอนตัว ศาลต้องพอใจว่าทนายความได้แจ้งให้ตัวความทราบเรื่องการขอถอนตัวของทนายความแล้ว เว้นแต่ทนายความไม่สามารถหาตัวความพบ ประการที่สอง ศาลต้องแจ้งคำสั่งอนุญาตให้ทนายความถอนตัวนั้นให้ตัวความทราบโดยการส่งหมายหรือวิธีอื่น ในคดีนี้ น. ยื่นคำร้องและแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าได้แจ้งเรื่องการขอถอนตัวจากการเป็นทนายความให้จำเลยทราบแล้ว โดยส่งบทสนทนาทางเฟซบุ๊ก เมื่อข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนได้ความตามที่จำเลยเบิกความตอบทนายจำเลยถามว่า บทสนทนาทางเฟซบุ๊กดังกล่าว เป็นข้อความที่เพื่อนชายของจำเลยได้พูดคุยกับ น. ในเรื่องการดำเนินคดีนี้ และจำเลยทราบถึงข้อความนั้นด้วย ประกอบกับเมื่อตรวจสอบข้อความสนทนาปรากฏว่า น. ได้แจ้งให้เพื่อนชายของจำเลยทราบแล้วว่าจะยุติการทำหน้าที่ทนายความ จึงน่าเชื่อว่าจำเลยทราบเรื่องที่ น. จะขอถอนตัวจากการเป็นทนายความแล้ว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ น. ถอนตัวจากการเป็นทนายจำเลยจึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบ อย่างไรก็ตาม เมื่อในวันนั้นจำเลยไม่ได้อยู่ต่อหน้าศาลชั้นต้นและยังไม่ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจำเป็นต้องแจ้งคำสั่งนั้นให้จำเลยทราบโดยวิธีส่งหมายธรรมดาหรือโดยวิธีอื่นแทนแล้วแต่จะเห็นสมควร การที่ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งคำสั่งดังกล่าวให้จำเลยทราบเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ___________________________ คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ชำระค่าขาดราคา ค่าขาดประโยชน์และค่าติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อกับภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 296,088.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยได้แต่งตั้งนาย น. เป็นทนายความ และขอเลื่อนวันนัดจำเลยให้การและนัดสืบพยานครั้งแรกจากวันที่ 21 มิถุนายน 2564 เป็นวันที่ 21 กันยายน 2564 ครั้นถึงวันนัดที่เลื่อนมา ทนายจำเลยขอถอนตัวจากการเป็นทนายความของจำเลยเนื่องจากมีความเห็นทางคดีไม่ตรงกัน และจำเลยประสงค์จะให้ทนายจำเลยยุติการทำหน้าที่โดยทนายจำเลยได้แจ้งให้จำเลยทราบถึงการถอนตัวแล้ว ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การแล้วสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวและพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 112,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยอัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 วรรคสอง บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก จำเลยยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งและการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวแล้วพิจารณาคดีใหม่ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยแต่งตั้งให้นาย น. เป็นทนายความ ศาลชั้นต้นกำหนดนัดไกล่เกลี่ย ให้การ หรือสืบพยานโจทก์วันที่ 21 มิถุนายน 2564 เวลา 9.00 น. ก่อนถึงวันนัดทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี เมื่อถึงวันนัดทนายโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์และผู้รับมอบฉันทะทนายจำเลยมาศาล ศาลชั้นต้นสอบทนายโจทก์แล้ว ทนายโจทก์ไม่คัดค้านการขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นจึงอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดไกล่เกลี่ย ให้การ หรือสืบพยานโจทก์ในวันที่ 21 กันยายน 2564 เวลา 9.00 น. ต่อมาวันที่ 23 สิงหาคม 2564 นาย น. ยื่นคำร้องว่า นาย น. และจำเลยมีความเห็นเกี่ยวกับคดีไม่ตรงกัน และจำเลยประสงค์ให้นาย น. ยุติการทำหน้าที่ โดยได้มีการพูดคุยเกี่ยวกับการยุติการทำหน้าที่ทนายจำเลย ผ่านโปรแกรมสนทนาเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2564 โดยในวันนัดมารดาจำเลยจะมาศาลแทนนาย น. จึงขออนุญาตถอนตัวจากการเป็นทนายจำเลย โดยแนบบันทึกการสนทนาทางโปรแกรมสนทนาเฟซบุ๊ก มากับคำร้อง ศาลชั้นต้นสั่งว่า "รอไว้สั่งวันนัด" เมื่อถึงวันนัด ศาลชั้นต้นสอบแล้ว นาย น. แถลงว่ามีความเห็นในทางคดีไม่ตรงกันหลายประการ และจำเลยประสงค์ให้นาย น. ยุติการทำหน้าที่ โดยนาย น. แจ้งให้จำเลยทราบถึงการถอนตัวออกจากการเป็นทนายของจำเลยแล้ว ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นาย น. ถอนตัวจากการเป็นทนายจำเลย และศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล โดยไม่ได้รับอนุญาตให้เลื่อนคดี และไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนด จึงถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว คดีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า การอนุญาตให้นาย น. ถอนตัวจากการเป็นทนายความของจำเลย สืบพยานโจทก์ และพิจารณาพิพากษาไปฝ่ายเดียวนั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 บัญญัติว่า "กระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้และข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาตามมาตรา 6 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม" เมื่อกรณีของการขอถอนตัวจากการเป็นทนายความของคู่ความไม่มีบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 และข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งมาตรา 65 บัญญัติว่า "ทนายความที่ตัวความได้ตั้งแต่งให้เป็นทนายในคดีจะมีคําขอต่อศาลให้สั่งถอนตนจากการตั้งแต่งนั้นก็ได้ แต่ต้องแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่าทนายความผู้นั้นได้แจ้งให้ตัวความทราบแล้ว เว้นแต่จะหาตัวความไม่พบ เมื่อศาลมคำสั่งอนุญาตตามคําขอแล้ว ให้ศาลส่งคำสั่งนั้นให้ตัวความทราบ โดยเร็วโดยวิธีส่งหมายธรรมดาหรือโดยวิธีอื่นแทนแล้วแต่จะเห็นสมควร" การถอนตัวจากการเป็นทนายความจึงมีขั้นตอนที่สำคัญ 2 ประการ คือ ประการแรก ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ทนายความถอนตัว ศาลต้องพอใจว่าทนายความได้แจ้งให้ตัวความทราบเรื่องการขอถอนตัวของทนายความแล้ว เว้นแต่ทนายความไม่สามารถหาตัวความพบ ประการที่สอง ศาลต้องแจ้งคำสั่งอนุญาตให้ทนายความถอนตัวนั้นให้ตัวความทราบโดยการส่งหมายหรือวิธีอื่น ในคดีนี้นาย น. ยื่นคำร้องและแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าได้แจ้งเรื่องการขอถอนตัวจากการเป็นทนายความให้จำเลยทราบแล้ว โดยส่งบทสนทนาทางเฟซบุ๊ก เมื่อข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนได้ความตามที่จำเลยเบิกความตอบทนายจำเลยถามว่า บทสนทนาทางเฟซบุ๊กดังกล่าว เป็นข้อความที่เพื่อนชายของจำเลยได้พูดคุยกับนาย น. ในเรื่องการดำเนินคดีนี้ และจำเลยทราบถึงข้อความนั้นด้วย ประกอบกับเมื่อตรวจสอบข้อความสนทนาปรากฏว่า นาย น. ได้แจ้งให้เพื่อนชายของจำเลยทราบแล้วว่าจะยุติการทำหน้าที่ทนายความ จึงน่าเชื่อว่าจำเลยทราบเรื่องที่นาย น. จะขอถอนตัวจากการเป็นทนายความแล้ว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นาย น. ถอนตัวจากการเป็นทนายจำเลยจึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบ อย่างไรก็ตาม เมื่อในวันนั้น (วันที่ 21 กันยายน 2564) จำเลยไม่ได้อยู่ต่อหน้าศาลชั้นต้นและยังไม่ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจำเป็นต้องแจ้งคำสั่งนั้นให้จำเลยทราบโดยวิธีส่งหมายธรรมดาหรือโดยวิธีอื่นแทนแล้วแต่จะเห็นสมควร ตามบทบัญญัติของกฎหมาย การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีผลกระทบต่อสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลยอย่างยิ่ง การที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาหลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นาย น. ถอนตัวจากการเป็นทนายจำเลย โดยให้ศาลชั้นต้นแจ้งคำสั่งดังกล่าวแก่จำเลยและพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ (พงษ์เดช วานิชกิตติกูล-ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล-สุรพงษ์ ชิดเชื้อ) ศาลจังหวัดพิจิตร - นางสาวชนิกานต์ วงค์เย็น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายสมชาย กิจนพศรี แหล่งที่มา สรรหาฎีกาเด็ด แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา ผบ.(พ)40/2567 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ
ข้อมูลเพิ่มเติม ดูทั้งหมด
docid
721728
courts
[
    {
        "court": "ศาลจังหวัดพิจิตร",
        "judge": "นางสาวชนิกานต์ วงค์เย็น"
    },
    {
        "court": "ศาลอุทธรณ์ภาค 6",
        "judge": "นายสมชาย กิจนพศรี"
    }
]
created_at
{
    "$date": {
        "$numberLong": "1778081937638"
    }
}
date
2568
deka_no
6260/2568
deka_running_no
6260
deka_year
2568
department
แผนก
judges
[
    "พงษ์เดช วานิชกิตติกูล",
    "ทวีศักดิ์ อุนนาทรรัตนกุล",
    "สุรพงษ์ ชิดเชื้อ"
]
laws
[
    {
        "law_name": "ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง",
        "law_abbr": "ป.วิ.พ.",
        "sections": [
            "ม. 27",
            "ม. 65"
        ]
    }
]
litigants
[
    {
        "role": "โจทก์",
        "name": "ธนาคาร ท."
    },
    {
        "role": "จำเลย",
        "name": "นางสาว อ."
    }
]
long_text
คดีสืบเนื่องจากโจทก์ฟ้องจำเลยขอให้ชำระค่าขาดราคา ค่าขาดประโยชน์และค่าติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อกับภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 296,088.42 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยได้แต่งตั้งนาย น. เป็นทนายความ และขอเลื่อนวันนัดจำเลยให้การและนัดสืบพยานครั้งแรกจากวันที่ 21 มิถุนายน 2564 เป็นวันที่ 21 กันยายน 2564 ครั้นถึงวันนัดที่เลื่อนมา ทนายจำเลยขอถอนตัวจากการเป็นทนายความของจำเลยเนื่องจากมีความเห็นทางคดีไม่ตรงกัน และจำเลยประสงค์จะให้ทนายจำเลยยุติการทำหน้าที่โดยทนายจำเลยได้แจ้งให้จำเลยทราบถึงการถอนตัวแล้ว ศาลชั้นต้นอนุญาตและมีคำสั่งว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การแล้วสืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียวและพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 112,500 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ โดยอัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นได้ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 วรรคสอง บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี แต่ไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีโดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยยื่นคำร้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งและการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบดังกล่าวแล้วพิจารณาคดีใหม่

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ยุติในเบื้องต้นว่า จำเลยแต่งตั้งให้นาย น. เป็นทนายความ ศาลชั้นต้นกำหนดนัดไกล่เกลี่ย ให้การ หรือสืบพยานโจทก์วันที่ 21 มิถุนายน 2564 เวลา 9.00 น. ก่อนถึงวันนัดทนายจำเลยยื่นคำร้องขอเลื่อนคดี เมื่อถึงวันนัดทนายโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับมอบอำนาจช่วงโจทก์และผู้รับมอบฉันทะทนายจำเลยมาศาล ศาลชั้นต้นสอบทนายโจทก์แล้ว ทนายโจทก์ไม่คัดค้านการขอเลื่อนคดี ศาลชั้นต้นจึงอนุญาตให้เลื่อนคดีไปนัดไกล่เกลี่ย ให้การ หรือสืบพยานโจทก์ในวันที่ 21 กันยายน 2564 เวลา 9.00 น. ต่อมาวันที่ 23 สิงหาคม 2564 นาย น. ยื่นคำร้องว่า นาย น. และจำเลยมีความเห็นเกี่ยวกับคดีไม่ตรงกัน และจำเลยประสงค์ให้นาย น. ยุติการทำหน้าที่ โดยได้มีการพูดคุยเกี่ยวกับการยุติการทำหน้าที่ทนายจำเลย ผ่านโปรแกรมสนทนาเฟซบุ๊ก เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2564 โดยในวันนัดมารดาจำเลยจะมาศาลแทนนาย น. จึงขออนุญาตถอนตัวจากการเป็นทนายจำเลย โดยแนบบันทึกการสนทนาทางโปรแกรมสนทนาเฟซบุ๊ก มากับคำร้อง ศาลชั้นต้นสั่งว่า "รอไว้สั่งวันนัด" เมื่อถึงวันนัด ศาลชั้นต้นสอบแล้ว นาย น. แถลงว่ามีความเห็นในทางคดีไม่ตรงกันหลายประการ และจำเลยประสงค์ให้นาย น. ยุติการทำหน้าที่ โดยนาย น. แจ้งให้จำเลยทราบถึงการถอนตัวออกจากการเป็นทนายของจำเลยแล้ว ศาลชั้นต้นอนุญาตให้นาย น. ถอนตัวจากการเป็นทนายจำเลย และศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยทราบนัดโดยชอบแล้วไม่มาศาล โดยไม่ได้รับอนุญาตให้เลื่อนคดี และไม่ยื่นคำให้การภายในกำหนด จึงถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ให้สืบพยานโจทก์ไปฝ่ายเดียว

คดีมีปัญหาต้องพิจารณาว่า การอนุญาตให้นาย น. ถอนตัวจากการเป็นทนายความของจำเลย สืบพยานโจทก์ และพิจารณาพิพากษาไปฝ่ายเดียวนั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่า พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 บัญญัติว่า "กระบวนพิจารณาคดีผู้บริโภคให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้และข้อกำหนดของประธานศาลฎีกาตามมาตรา 6 ในกรณีที่ไม่มีบทบัญญัติและข้อกำหนดดังกล่าว ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม" เมื่อกรณีของการขอถอนตัวจากการเป็นทนายความของคู่ความไม่มีบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 และข้อกำหนดของประธานศาลฎีกา จึงต้องนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม ซึ่งมาตรา 65 บัญญัติว่า

"ทนายความที่ตัวความได้ตั้งแต่งให้เป็นทนายในคดีจะมีคําขอต่อศาลให้สั่งถอนตนจากการตั้งแต่งนั้นก็ได้ แต่ต้องแสดงให้เป็นที่พอใจแก่ศาลว่าทนายความผู้นั้นได้แจ้งให้ตัวความทราบแล้ว เว้นแต่จะหาตัวความไม่พบ

เมื่อศาลมคำสั่งอนุญาตตามคําขอแล้ว ให้ศาลส่งคำสั่งนั้นให้ตัวความทราบ โดยเร็วโดยวิธีส่งหมายธรรมดาหรือโดยวิธีอื่นแทนแล้วแต่จะเห็นสมควร"

การถอนตัวจากการเป็นทนายความจึงมีขั้นตอนที่สำคัญ 2 ประการ คือ ประการแรก ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งอนุญาตให้ทนายความถอนตัว ศาลต้องพอใจว่าทนายความได้แจ้งให้ตัวความทราบเรื่องการขอถอนตัวของทนายความแล้ว เว้นแต่ทนายความไม่สามารถหาตัวความพบ ประการที่สอง ศาลต้องแจ้งคำสั่งอนุญาตให้ทนายความถอนตัวนั้นให้ตัวความทราบโดยการส่งหมายหรือวิธีอื่น ในคดีนี้นาย น. ยื่นคำร้องและแถลงต่อศาลชั้นต้นว่าได้แจ้งเรื่องการขอถอนตัวจากการเป็นทนายความให้จำเลยทราบแล้ว โดยส่งบทสนทนาทางเฟซบุ๊ก เมื่อข้อเท็จจริงตามทางไต่สวนได้ความตามที่จำเลยเบิกความตอบทนายจำเลยถามว่า บทสนทนาทางเฟซบุ๊กดังกล่าว เป็นข้อความที่เพื่อนชายของจำเลยได้พูดคุยกับนาย น. ในเรื่องการดำเนินคดีนี้ และจำเลยทราบถึงข้อความนั้นด้วย ประกอบกับเมื่อตรวจสอบข้อความสนทนาปรากฏว่า นาย น. ได้แจ้งให้เพื่อนชายของจำเลยทราบแล้วว่าจะยุติการทำหน้าที่ทนายความ จึงน่าเชื่อว่าจำเลยทราบเรื่องที่นาย น. จะขอถอนตัวจากการเป็นทนายความแล้ว ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นาย น. ถอนตัวจากการเป็นทนายจำเลยจึงเป็นการใช้ดุลพินิจโดยชอบ อย่างไรก็ตาม เมื่อในวันนั้น (วันที่ 21 กันยายน 2564) จำเลยไม่ได้อยู่ต่อหน้าศาลชั้นต้นและยังไม่ทราบคำสั่งของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจำเป็นต้องแจ้งคำสั่งนั้นให้จำเลยทราบโดยวิธีส่งหมายธรรมดาหรือโดยวิธีอื่นแทนแล้วแต่จะเห็นสมควร ตามบทบัญญัติของกฎหมาย การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีผลกระทบต่อสิทธิในการต่อสู้คดีของจำเลยอย่างยิ่ง การที่ศาลชั้นต้นยกคำร้องขอให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาและที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้เพิกถอนกระบวนพิจารณาหลังจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้นาย น. ถอนตัวจากการเป็นทนายจำเลย โดยให้ศาลชั้นต้นแจ้งคำสั่งดังกล่าวแก่จำเลยและพิจารณาพิพากษาใหม่ตามรูปคดี ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลในชั้นนี้ให้เป็นพับ
opensearch_id
primary_black_case_no
primary_red_case_no
remark
หมายเหตุ
source
สรรหาฎีกาเด็ด
source_raw_file
D:\Apache24\htdocs\deka\deka\raw\initial\000001.html
source_run
initial
supreme_black_case_no
ผบ.(พ)40/2567
type
คำพิพากษาศาลฎีกา
year
2568