คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2030/2568 ฉบับเต็ม

#721954
ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2030/2568 พนักงานอัยการจังหวัดจันทบุรี โจทก์ นาย ส. กับพวก จำเลย ป.อ. มาตรา 365 (1) โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของ น. ผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาต และโดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยมีอาวุธขวานติดตัวไปด้วย จากนั้นจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการล็อกคอจับแขน แล้วชกต่อย และใช้เท้าเตะใบหน้า ศีรษะและต้นคอของผู้เสียหายหลายครั้ง และจำเลยที่ 3 ใช้อาวุธขวานที่ร่วมกันพาติดตัวมาดังกล่าวตีศีรษะ หัวเข่า และสะโพกของผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ การที่จำเลยทั้งสามบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นแล้วใช้กำลังประทุษร้ายเป็นความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตาม ป.อ. มาตรา 365 (1) ___________________________ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 92, 295, 358, 364, 365, 371 เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ตามกฎหมาย จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ และจำเลยที่ 2 รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้เพิ่มโทษ ระหว่างพิจารณา นายนฤพน ผู้เสียหาย แถลงขอถอนคำร้องทุกข์ในความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีในความผิดฐานดังกล่าวออกจากสารบบความ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295, 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364, 371 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร ปรับคนละ 1,000 บาท ฐานร่วมกันบุกรุก (ที่ถูก เคหสถานของผู้อื่น) ในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธ (ที่ถูก และร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป) และฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันบุกรุก (ที่ถูก เคหสถานของผู้อื่น) ในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธ (ที่ถูก และร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 1 ปี และปรับคนละ 20,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี เพิ่มโทษจำเลยที่ 2 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 1 ปี 4 เดือน จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานร่วมกันพาอาวุธติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยเปิดเผยและโดยไม่มีเหตุสมควร คงปรับคนละ 500 บาท ฐานร่วมกันบุกรุก (ที่ถูก เคหสถานของผู้อื่น) ในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธ (ที่ถูก และร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป) คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 6 เดือน และปรับคนละ 10,000 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 3 คนละ 6 เดือน และปรับคนละ 10,500 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 8 เดือน และปรับ 500 บาท โทษจำคุกสำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่อาจรอการลงโทษได้ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 แต่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ประกอบมาตรา 83 ฐานร่วมกันใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทกับฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธและร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) (2) (3) ประกอบมาตรา 364 และ 83 ให้ลงโทษฐานร่วมกันบุกรุกเคหสถานของผู้อื่นในเวลากลางคืนโดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยมีอาวุธและร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ปรับจำเลยทั้งสามคนละ 20,000 บาท โดยไม่ลงโทษจำคุก ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยทั้งสามคนละ 10,000 บาท เมื่อรวมกับโทษปรับในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ลดโทษแล้ว เป็นปรับจำเลยทั้งสามคนละ 10,500 บาท ยกคำขอเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 ของโจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังกล่าวในฟ้อง จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายด้วยการล็อกคอ จับแขนแล้วชกต่อยและใช้เท้าเตะใบหน้า ศีรษะ และต้นคอของผู้เสียหายหลายครั้ง และจำเลยที่ 3 ใช้อาวุธขวานตีศีรษะ หัวเข่าและสะโพกของผู้เสียหายเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กาย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า การกระทำของจำเลยทั้งสามที่ร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายนั้นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจอันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพโดยไม่มีข้อโต้แย้งประกอบพฤติการณ์ที่จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายผู้เสียหายและจำเลยที่ 3 ใช้อาวุธขวานที่ร่วมกันพาติดตัวมาตีศีรษะของผู้เสียหาย เป็นเหตุให้มีบาดแผลฉีกขาดขนาดยาว 1 เซนติเมตร ลึก 0.3 เซนติเมตร ใช้เวลารักษาประมาณ 5 ถึง 7 วัน ถ้าไม่มีภาวะแทรกซ้อน ซึ่งบาดแผลดังกล่าว พบว่าอยู่ตรงบริเวณศีรษะของผู้เสียหายและยังพบร่องรอยสะเก็ดเลือดและหยดเลือดในบ้านที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นการใช้กำลังทำร้ายและใช้อาวุธทำร้ายที่บริเวณอวัยวะสำคัญของผู้เสียหาย อันเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 แล้ว มิใช่เป็นการใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่าจำเลยทั้งสามไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังขึ้น มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดโทษมานั้น ชอบหรือไม่ เห็นว่าตามรายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยทั้งสามของเจ้าพนักงานคุมประพฤติได้ความว่า จำเลยที่ 2 กับผู้เสียหายเป็นพี่น้องร่วมบิดาเดียวกัน จำเลยที่ 1 เป็นน้องชายของบิดาของผู้เสียหายกับจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 3 เป็นญาติฝ่ายบิดาของผู้เสียหายกับจำเลยที่ 2 นับว่าเป็นเครือญาติกัน หลังเกิดเหตุจำเลยทั้งสามนำเงินชดใช้ค่าสินไหมทดแทนชำระให้แก่ผู้เสียหายจนเป็นที่พอใจและไม่ติดใจดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสามอีกต่อไป และขอให้ศาลลงโทษจำเลยทั้งสามในสถานเบาเช่นนี้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ใช้ดุลพินิจให้ลงโทษปรับจำเลยทั้งสามโดยไม่ลงโทษจำคุกและยกคำขอเพิ่มโทษจำเลยที่ 2 มานั้นนับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันบุกรุกเข้าไปในบ้านอันเป็นเคหสถานที่อยู่อาศัยของนายนฤพน ผู้เสียหาย โดยไม่ได้รับอนุญาตและโดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยมีอาวุธขวานติดตัวไปด้วย จากนั้นจำเลยทั้งสามร่วมกันใช้กำลังประทุษร้ายด้วยการล็อกคอ จับแขนแล้วชกต่อยและใช้เท้าเตะใบหน้า ศีรษะและต้นคอของผู้เสียหายหลายครั้ง และจำเลยที่ 3 ใช้อาวุธขวานที่ร่วมกันพาติดตัวมาดังกล่าวตีศีรษะ หัวเข่าและสะโพกของผู้เสียหายเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายแก่กาย จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ การที่จำเลยทั้งสามบุกรุกเข้าไปในเคหสถานของผู้อื่นแล้วใช้กำลังประทุษร้าย เป็นการบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (1) ที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทลงโทษว่าการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นความผิดฐานบุกรุกโดยใช้กำลังประทุษร้าย ตามมาตรา 365 (1) ถูกต้องแล้ว พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสามไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 391 ประกอบมาตรา 83 แต่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 295 ประกอบมาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 (ณรงค์ กลั่นวารินทร์-เพิ่มศักดิ์ สายสีทอง-ปีติ นาถะภักติ) - - แหล่งที่มา หนังสือคำพิพากษาศาลฎีกา แผนก หมายเลขคดีดำศาลฎีกา อ.812/2567 หมายเลขคดีดำศาลชั้นต้น หมายเลขคดีแดงศาลชั้นต้น หมายเหตุ